อวี๋เฟิงเฟย หญิงกล้าเหนือชะตาลิขิต

    บทที่ 47 การปรากฏกายของน้องหญิงสามอวี๋

    อวี๋เหวินเห็นน้องสาวเป็นลมถึงจะตกใจในตอนเริ่มต้นแต่เขาก็ตั้งสติอย่างรวดเร็ว แล้วสั่งการณ์บอกกล่าวทุกคนพร้อมกับอุ้มอวี๋เฟิงเฟยเข้าไปด้านในห้องรับรองของจวนโหว


    "ท่านกงกง ข้าขอตัวดูแลเฟยเฟยสักครู่"


    "มีอะไรที่ข้าช่วยได้หรือไม่ ท่านโหว"


    "ขอบคุณท่านกงกง ประเดี๋ยวข้าดูแลนางเอง เชิญท่านเดินทางกลับวังก่อนเถิด ฝ่าบาทจะทรงเป็นท่วงท่าน แล้วข้าจะรีบไปพบฝ่าบาทในทันที"


    "ได้ๆ ท่านโหว ข้าเข้าใจ ฝ่าบาทเองก็คงเข้าใจเช่นกัน เรื่องฉุกละหุกเช่นนี้ ท่านดูแลคุณหนูรองอวี๋ให้เรียบร้อยแล้วรีบตามเข้าวังยังไม่สาย"


    "ขอบคุณกงกงมากที่เข้าใจข้า ถงฝู เจ้าไปเตรียมรถม้าให้เรียบร้อย"


    ชายหนุ่มตั้งใจว่าเมื่อดูแลอวี๋เฟิงเฟยจนน้องรองหายดีแล้ว ฟื้นขึ้นมาก็จะรีบออกไปพบฮ่องเต้หมินเล่อทันที


    เมื่อคิดได้แบบนี้อวี๋เหวินจึงอุ้มอวี๋เฟิงเฟยเข้าภายในห้องรับรองของจวน แล้วกล่าวย้ำกับถงฮว๋า บ่าวคนสนิทของน้องรอง อวี๋เหวินรีบให้คนไปตามหมอประจำจวนโหว เมื่อหมอมาตรวจภายในเวลาชั่วครู่ จึงกล่าวกับท่านโหว


    "น้องรองของข้าเป็นอย่างไรบ้างท่านหมอ" อวี๋เหวินถามด้วยความร้อนใจและเป็นห่วง


    "ท่านโหวไม่ต้องเป็นห่วงนะขอรับ คุณหนูรองพักผ่อนน้อย มีเรื่องกระทบกระเทือนใจอาจตกใจจนเป็นลมเช่นเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ได้ อีกทั้งคุณหนูรองตกบันไดมา ยังไม่ได้รับการพักผ่อนให้เพียงพอ ได้พักสักวันคุณหนูรองจะหายดีขอรับ"


    "จินซาน เจ้าไปนำเงินในห้องคลังของจวนมามอบให้ท่านหมอ" อวี๋เหวินหันไปกล่าวกับจินซาน หัวหน้าบ่าว


    "ขอบคุณท่านหมอมาก อาการตกบันไดของนาง ทำให้นางถึงขั้นกระทบกระเทือนสมองใช่หรือไม่"


    "มีความเป็นไปได้ขอรับ ตอนที่คุณหนูรองตกบันได หัวอาจกระแทก คุณหนูรองจึงมึนงงชั่วคราวขอรับ แต่ตามที่ข้าบอกท่านโหวได้พักสักวันสองวันอาการก็จะดีขึ้น"


    "ในเมื่อท่านหมอยืนยันเช่นนี้ข้าก็สบายใจ"


    จินซานที่นำเงินที่ไปหยิบตามจำนวนเดินเข้ามาพอดี


    "นี่คือสินน้ำใจของท่านหมอ"


    เมื่อท่านหมอรู้ว่าได้รับเงินก็แปลว่าการตรวจคุณหนูรองอวี๋ในวันนี้ก็เสร็จสิ้น เขารู้ว่าอวี๋เหวินอาจมีเรื่องส่วนตัวที่คุยกับผู้คนในบ้าน เมื่อตรวจและรับเงินเรียบร้อย ท่านหมอจึงรีบขอตัวกลับจวน


    เหลือผู้คนอยู่กันในห้องรับแรกของเพียงไม่กี่คน อวี๋เหวินจึงกล่าวกับถงฮว๋า


    "ถงฮว๋า เจ้าดูแลน้องรองของข้าให้ดี อย่าให้นางลุกขึ้นนั่งทันที ให้นางปรับสภาพร่างกายตัวเองของตนเองเสียก่อน หากเจ้าไม่ดูแลน้องสาวข้าให้ดีและทำให้นางเชื่อฟัง ข้าจะรังแกพี่ชายเจ้าคอยดู" 


    ประโยคสุดท้ายของคำพูด อวี๋เหวินพูดด้วยน้ำเสียงขบขัน ทำให้บรรยากาศคลายความตึงเครียดลง

    "เฟยเฟย ข้าขอไปรายงานฝ่าบาทก่อน ไม่นานข้าจะกลับมาหาเจ้า หายไวไวนะน้องพี่"


    น้ำเสียงของอวี๋เหวินที่ดูเป็นห่วงน้องสาวอย่างมาก แต่เขาก็มีหน้าที่ที่ต้องดำเนินการจึงจำเป็นต้องรีบออกไปเสียก่อน ทุกคนที่ยืนฟังรู้สึกได้ถึงความรักของคุณชายใหญ่ที่มีต่อคุณหนูรอง ความรักของพี่น้องที่มีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้น ทุกคนรู้สึกว่าตนควรดูแลคุณหนูรองให้ดียิ่งกว่านี้ เพื่อทำให้คุณชายใหญ่สบายใจ เพราะคุณชายใหญ่เองก็ปกครองบ่าวทุกคน และเอาใจใส่ดูแลด้วยความรักความเอ็นดู ไม่แบ่งแยกชนชั้น


    ทุกคนต่างรู้สึกเช่นเดียวกันยกเว้นแค่เพียงคนเดียว คนผู้นั้นไม่ใช่ใครอวี๋เฟิงเฟยนั่นเอง


    นางไม่ได้หลับ ไม่ได้เป็นลมจริง อย่างที่เห็นว่านางแกล้งเป็นลม การรับฟังทุกอย่างจึงอยู่โสตประสาท มีสติรับรู้ อยากจะชมท่านหมอเหลือเกินว่า


    "สุดยอดท่านนี่ดีเลิศ ยอดเยี่ยม ประเสริฐเสียจริง ทำให้ข้ามีเหตุผลรองรับ ไม่อับอายขายขี้หน้า ถ้ามาตรวจร่างกายข้าครั้งถัดไป ข้าจะให้เงินเจ้าเยอะๆ เลยเสียแล้วกัน "


    ชื่นชมหมอเสร็จได้ฟังอวี๋เหวินหรือไอ้พงษ์ เบ๊ของเธอบอกด้วยความเป็นห่วง เธอจึงรู้สึกขนลุกแปลก

    "อี๋ ไอ้พงษ์ ไม่ต้องเลย มาเป็นห่วงฉัน ขนลุก ปกติมีแต่ฉันที่เป็นห่วง สั่งสอนแกเป็นพี่สาวของแก นี่แกจะมาเป็นพี่ชายของฉัน เฮอะ ให้ตายฉันก็รับไม่ได้หรอกนะจ๊ะ บอกไว้เลย ขนลุกซู่เลยทีเดียวเชียว"


    เมื่อเห็นอวี๋เหวินเดินออกไป เธอจึงหลับตาคิดอยู่ในใจ


    "โอ๊ย ไปก็ดี ไม่เห็นอยู่ด้วยแล้วรู้สึกเหนือกว่าเลย นี่ฉันโดนแกข่มอยู่ชัดๆ เดี๋ยวก่อนไอ้พงษ์ ฉันจะสอนให้แกรู้ว่าใครกันแน่ที่เป็นพี่ ใครควรเป็นน้อง รอก่อนเถอะ ให้ฉันคิดออกก่อน"


    อวี๋เฟิงเฟยได้ยินเสียงอวี๋เหวินก้าวเท้าออกจากห้องไปไกลจึงแกล้งทำทีเป็นกำลังฟื้น ถงฮว๋าที่เฝ้าทองแล้วพบว่าคุณหนูของเธอกำลังลืมตา จึงเข้ามาถามไถ่ด้วยความกระตือรือร้น


    "คุณหนู คุณหนูฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ"


    "ฟื้นแล้ว ข้าลืมตาขนาดนี้ สงสัยว่าคงหลับอยู่เสียอีก บ่าวคนอื่ยกยกเว้นถงฮว๋า เจ้าออกไปข้างนอกเสีย ข้ามีเรื่องจะพูดกับคนสนิทของข้า"


    บ่าวคนอื่นๆ ในห้องรับรองรับฟังเป็นอย่างดี จึงรีบเดินออกไป เมื่ออยู่กันแค่เพียงสองนายบ่าว ถงฮว๋าจึงกล่าวกับอวี๋เฟิงเฟยว่า


    "คุณหนูล้อบ่าวเล่นอีกแล้วนะเจ้าคะ ยังปวดหัวอยู่หรือไม่เจ้าคะ"


    "ปวดไม่มากแล้ว นี่นายพงษ์ เอ่อ พี่ชายใหญ่ออกไปแล้วรึ" 


    ให้ตายสิ ยังไงอวี๋เฟิงเฟยก็ไม่ชินและไม่อยากจะเรียกภาสพงษ์ว่าเป็นพี่ชาย แต่สถานการณ์ตอนนี้มันบังคับ ทำๆ ไปก่อนแล้วกัน


    "คุณชายใหญ่ออกไปเมื่อครู่เจ้าค่ะ จะให้บ่าวไปเรียกไว้หรือไม่เจ้าคะ"


    อวี๋เฟิงเฟยรีบห้าม "ไม่ต้องหรอก เจ้าอย่าไปรบกวนพี่ชายใหญ่ เขาผู้นั้นมีการมีงานต้องไปจัดการให้เรียบร้อย ก็ปล่อยไปเถอะ"


    "คุณหนูอย่าเพิ่งลุกเจ้าค่ะ คุณชายใหญ่สั่งเอาไว้ ท่านหมอก็บอกห้ามลุกพรวดพราด มิฉะนั้นเลือดลมจะไม่เป็นปกติ"


    อวี๋เฟิงเฟยโดนขัดใจ "นี่ถงฮว๋า เจ้ากลัวข้าหรือกลัวพี่ชายใหญ่มากกว่ากัน"


    "กลัวคุณชายใหญ่เจ้าค่ะ"


    "อะไรกัน ข้าก็เห็นว่าเขาดูเป็นคนใจดี เหตุใดถึงกลัวเขามากกว่าข้าเสียอีกเล่า"


    "คุณชายปกครองผู้คนด้วยความรักความเมตตาแต่มีความเด็ดเดี่ยวในการลงโทษอย่างไรเล่าเจ้าคะ ใครจะกล้าขัดใจได้ แม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่ารองเองก็ไม่สามารถขัดใจได้เสียด้วยซ้ำ"


    อวี๋เฟิงเฟยได้ยินก็ตกใจ 


    "หาาาาาา อะไรกัน จวนข้ามีฮูหยินผู้เฒ่ารองด้วยรึ เหตุใดจึงมี ท่านพ่อกับท่านแม่ก็ดูรักกันเป็นอย่างมาก นางกล้าดียังไงมาคั่นกลาง"


    คิดได้ว่า "เหอะ! ผู้หญิงแบบนี้ต้องเหมือนกับยัยน้ำกรดดาริกาแน่ๆ "


    ถงฮว๋างุนงงเช่นเคย "คุณหนูลืมสิ้นอีกแล้วหรือเจ้าคะ"


    "เอาเป็นข้าลืม ความทรงจำขาดหายชั่วคราว เจ้าเล่ามาว่าจวนแห่งนี้มีผู้ใดอีกบ้าง"


    "นับตั้งแต่นายท่านอวี๋กับฮูหยินผู้เฒ่าตายไปเมื่อห้าปีก่อน"


    "ประเดี๋ยวก่อน ตอนนั้นข้าอายุประมาณเท่าใดกัน"


    "สิบสามปีเจ้าค่ะ" 


    มีเรื่องให้อวี๋เฟิงเฟยตะลึงอีกแล้ว "งั้นตอนนี้ข้าก็อายุเพียง สิบแปดปีเองรึ อ่ะๆ เจ้าเล่าต่อสิมีใครบ้าง"


    "พอนายท่านและฮูหยินผู้เฒ่าจากไป คุณชายใหญ่ก็ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งท่านโหวที่ได้พระราชทานจากฮ่องเต้หมินเล่อเจ้าค่ะ ได้เป็นท่านโหวของจวนนี้ จวนนี้สายตระหลักจากฮูหยินผู้เฒ่ามีคุณชายใหญ่ คุณหนูใหญ่ และคุณหนูรองเจ้าค่ะ ส่วนสายตระกูลรองของฮูหยินผู้เฒ่ารองมี ฮูหยินผู้เฒ่ารอง — โหรวซื่อ กับคุณหนูสาม อวี๋โหรวเซียน เจ้าค่ะ"


    "หมดแล้วใช่หรือไม่"


    "หมดแล้วเจ้าค่ะ"


    "ปกติข้ากับยัยน้องสาม เข้ากันได้หรือไม่ นิสัยอย่างไร เจ้าอธิบายมาให้ละเอียด”


    "ปกติคุณหนูรองกับคุณหนูสามมีเรื่องเบาะแว้งกันบ่อยนักเจ้าค่ะ คุณหนูสามมักพ่ายให้กับวาจาร้ายกาจของคุณหนูรอง เสียดแทงเจ็บลึกขนถึงขั้วกระดูก เคยมีครั้งหนึ่ง คุณหนูสามฟังจนทนรับไม่ได้ วิ่งออกไปฟ้องฮูหยินผู้เฒ่ารองเจ้าค่ะ"


    "หึ! นิสัยเด็กอันธพาล ฟ้องแล้วคงไม่สามารถทำอะไรได้ จวนนี้พี่ชายของข้าเป็นใหญ่ กาฝากเช่นพวกนางคงต้องทน"


    "นี่แหล่ะเจ้าค่ะ วาจาเช่นนี้ของคุณหนูรอง ทำให้คุณหนูสามทนไม่ได้ คุณหนูรองชอบเยาะเย้ยว่าคุณหนูสามโดนยกเลิกงานแต่งเป็นม่ายกะทันหัน"


    "ทำไมนางเป็นม่ายเสียเล่า" 


    "โดนฉีฮูหยินยกเลิกงานหมั้นเจ้าค่ะ ตอนนั้นตระกูลโหรวมีเรื่องบาดหมางกับฮ่องเต้หมินเกา ฉีฮูหยินกลัวว่านางจะทำให้ตระกูลฉีมีมลทิน เพราะเลือดครึ่งหนึ่งในตัวคุณหนูสามก็มาจากตระกูลโหรว เลยถูกยกเลิกเจ้าค่ะ"


    "สมน้ำหน้า เล่นกับใครไม่เล่นชอบมายุ่งกับข้า ระวังไม่มีความสุขแน่" 


    "แต่คุณหนูรองเจ้าค่ะ บ่าวเคยได้ยินมาว่าในอดีต เรื่องราวระหว่างนายท่านใหญ่ ฮ่องเต้หมินเกาฮ่องเต้พระองค์ก่อน ฮูหยินใหญ่ และฮูหยินรอง ส่งผลถึงการเกือบขับไล่ตระกูลโหรวออกจากแคว้นเทียนหมินเชียวนะเจ้าคะ แต่สุดท้ายตระกูลโหรวก็ยืนหยัดได้แม้จะไร้บุตรชายสืบสกุล เรื่องราวทั้งหมดมันแปลกเหลือเกินเจ้าค่ะ"


    "มันเกี่ยวพันโยงใยอะไรกันขนาดนี้เลยหรือถงฮว๋า เจ้าลองเล่ามา"


    "เหมือนฮ่องเต้หมินเกาและนายท่านใหญ่เคยมีสัญญาสักอย่างร่วมกันเจ้าค่ะ เลยเกี่ยวพันมาถึงคุณชายใหญ่กับฮ่องเต้หมินเล่อและตระกูลอวี๋ในปัจจุบันเสียด้วยนะเจ้าคะ"


    "ซับซ้อนขึ้นอีกละ เอาเช่นนี้เจ้าวางเรื่องฮ่องเต้หมินเกาไว้เสียก่อน แล้วความแปลกประหลาดของเจ้ามันรู้หรือไม่ เรื่องของฮูหยินผู้เฒ่ารอง นางเป็นมายังไง ต้นตระกูลอะไร"


    "สตรีแซ่โหรวเจ้าค่ะ ในสมัยของฮ่องเต้หมินเล่อ ตระกูลโหรวได้ถวายตัวสตรีนางหนึ่ง เห็นว่าจิตใจอ่อนโยนมีเมตตาเจ้าค่ะ ในอนาคตฝ่ายในเช่นนางสามารถนำความดีงามมาให้แก่แผ่นดินได้"


    "นางคือใคร"


    "นางได้พระราชทานนามว่าเป็น โหรวลี่เฟยเจ้าค่ะ เฟยนางนี้เจ้าค่ะมีอำนาจในฝ่ายในไม่น้อย และเป็นเฟยนางนี้เช่นกันที่ทำให้ตระกูลโหรวต้องพี่งพานางและยืนหยัดมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ได้"


    "ถงฮว๋า เจ้าเชื่อข้าหรือไม่ คนที่ขึ้นเป็นใหญ่มีอำนาจในฝ่ายในได้ ไม่ใช่หญิงสาวที่แสนซื่อ ข้าว่านางมีจิตใจซับซ้อน ร้ายกาจ ฮูหยินผู้เฒ่ารองกับยัยน้องสามของข้าก็คงไม่ต่างกัน อีกอย่างฝ่ายใน ไม่ได้ใช้แค่ความรักแต่ต้องมีอำนาจ เอาไว้เรื่องนี้ข้าจะไปลองพูดคุยกับพี่ชายใหญ่ดู ข้าอยากรู้ความเห็นของพี่ชายใหญ่"


    "คุณหนูว่าอย่างไร บ่าวก็ว่าตามคุณหนูเจ้าค่ะ"


    อวี๋เฟิงเฟยฟังแล้วก็ดีใจ "แหม่! บ่าวอย่างเจ้าน่ารักเสียจริง ไปเถิด น่ารักเช่นนี้ ชงชามาให้ข้า ถงฮว๋า ข้าจำได้ว่าข้ายังไม่ได้ดื่มชากุ้ยฮวา ไปจัดมาให้ข้าเลย"


    "ว๊าย! คุณหนูจำได้ด้วยหรือเจ้าคะ ได้เจ้าค่ะ บ่าวจะไปเตรียมน้ำร้อนสักประเดี๋ยว รอก่อนนะเจ้าคะ"


    ถงฮว๋าจึงออกไปชงชาตามคำสั่งของอวี๋เฟิงเฟยรอบที่สอง อวี๋เฟิงเฟยเห็นว่าตนอยู่ภายในห้องคนเดียวเธอจึงพึมพำกับตนเอง


    "เฮ้อ! ฉันว่าท่านพ่อออกจะดูรักท่านแม่มาก เป็นคนรักเดียวใจเดียวเหมือนคุณธนาไม่มีผิดแน่ นี่เจอแผนการของยัยฮูหยินรองแบบที่ยัยน้ำกรดนั่นทำมาหรือเปล่า ผู้ชายสมัยนี้คงดูท่าไม่ทันคนเสียจริง เฮ้อ"


    ทันใดนั้นที่ประตูห้องรับรองของจวนโหว ก็มีสตรีผู้หนึ่งเดินเข้ามาด้วยสีหน้าและน้ำเสียงเยาะเย้ย


    "พี่หญิงรองเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ เห็นว่าล้มหมอนนอนเสื่อ น้องสาวอย่างข้าก็กลัวนะเจ้าคะ กลัวว่าจวนนี้ไร้ซึ่งฝาแฝดผู้เลอโฉมของแคว้นเทียนหมินไป พี่หญิงใหญ่ไปปฏิบัติธรรม สวดมนต์ภาวนาให้ราชวงศ์หมินที่วัดหมินเฉิง คงจะลำบากน่าดู กว่าจะกลับมาคงเป็นสาวแก่คาเรือน อดแต่งงาน"

    ไม่ใช่คนอื่น ยัยน้องสามตัวแสบของตระกูลอวี๋แน่ๆ  อวี๋เฟิงเฟยจึงตอบกลับไปทันใจโดยที่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นไปมองอวี๋โหรวเซียน


    "นึกว่าหมาที่ไหนมาเห่า หรอ เจ้าว่าเช่นนั้นหรือ แต่ว่าข้ากับฟ่งเอ๋อ ในอนาคตมีสิทธิ์ได้แต่งงานเข้าตระกูลดีๆ อาจถึงขั้นเป็นกุ้ยเฟยหรือฮองเฮาได้เชียวนะ รากฐานตระกูล หน้าตา ความมั่นคง ความเป็นบุตรสาวของฮูหยินใหญ่ ก็ทำให้พวกข้ามีหน้ามีตา ต่างกับคนบางคน เป็นแค่ลูกเมียรอง ไร้การเชิดหน้าชูตา แถมยังได้ข่าวว่า หลายปีแล้วโดนยกเลิกงานแต่งมา สงสัยชาตินี้คนต้องเป็นสาวแก่คาจวนคงไม่ใช่พวกข้าสองพี่น้อง แต่คงเป็นเจ้ามากกว่านะ ฮ่าๆๆๆๆ"


    อวี๋เฟิงเฟยหัวเราะด้วยความสะใจ จริตมารยาไม่ทิ้งความเป็นนางร้ายเหมือนตอนสมัยเป็นเพนนีเลยทีเดียว

    คล้ายกับเรื่องอวี๋เฟิงเฟย หญิงกล้าเหนือชะตาลิขิต ที่คุณอ่าน