บันทึกเรื่องราวปีศาจ : ข้าคือผู้คุมเรือนจำที่แข็งแกร่งที่สุด!

    บทที่ 40 ค่ายกลลงทัณฑ์

            วันต่อมา สวี่หยางไปกินข้าวที่โรงอาหาร ผู้คุมของเขตเรือนจำตะวันออกล้วนมากันพร้อมหน้า ลุงไป๋และเสี่ยวจินที่นั่งอยู่รั้งท้ายโบกมือทักทายสวี่หยาง

     

            ผู้คุมคนหนึ่งปรายตามองสวี่หยางด้วยสีหน้ายั่วยุเล็กน้อย "เจ้าคือสวี่หยางที่เพิ่งมาใหม่สินะ?"

     

            สวี่หยางพยักหน้ารับอย่างไม่แข็งกร้าวแต่ก็ไม่ถ่อมตนจนเกินไป เขาเพิ่งจะมาถึง ไม่ว่าคนอื่นจะทำตัวอย่างไร

     

            สิ่งแรกคือเขาต้องรักษาความ 'มั่นคง' เอาไว้ก่อนประการที่สองคือต้อง 'เก็บงำประกาย'

     

            ไม่ว่าคนอื่นจะมองเขาอย่างไร ไม่ว่าคนอื่นจะพอใจหรือไม่ ก็ต้องซุ่มซ่อนเอาไว้ให้ดี ห้ามทำตัวโดดเด่นเป็นอันขาด

     

            "วันนี้ถึงตาข้าเข้าเวร เจ้าต้องอยู่กลุ่มเดียวกับข้า พอดีเลยที่มีภารกิจสอบสวนนักโทษ ได้ยินมาว่าเจ้าอยู่ขอบเขตรวบรวมลมปราณขั้นที่เก้าอย่างนั้นหรือ? เช่นนั้นก็จะได้ทดสอบฝีมือของเจ้าพอดี!

     

            จำเอาไว้ ข้าชื่อหวงเทียน" หวงเทียนมองสวี่หยางด้วยสีหน้าเย่อหยิ่ง ท่าทางเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม

     

            สวี่หยางยิ้มพลางประสานมือคารวะ จากนั้นก็ก้มหน้าก้มตากินข้าวในชามของตนเองต่อไป

     

            "เจ้าหวงเทียนนี่มีตบะความแข็งแกร่งระดับขอบเขตหลอมชีพจรขั้นที่หนึ่ง มีคนตั้งมากมายที่มันไม่เห็นอยู่ในสายตา เจ้าอย่าได้เก็บไปใส่ใจเลย" กินข้าวเสร็จเสี่ยวจินก็หัวเราะพลางพูดกับสวี่หยาง "ที่เขามาหาเรื่องเจ้า ก็คงเป็นเพราะเจ้าเป็นคนที่กองพิทักษ์เรือนจำหมายตาเอาไว้นั่นแหละ เจ้าอย่าไปสนใจเขาก็พอ

     

            เจ้าอย่าเห็นเขาเป็นแบบนี้นะ อันที่จริงเขาอายุห้าสิบกว่าแล้ว ไม่มีศักยภาพอะไรหรอก กองพิทักษ์เรือนจำถึงได้มองข้ามไป"

     

            ยิ่งก้าวเข้าสู่ขอบเขตรวบรวมลมปราณได้เร็วเท่าไหร่ อัตราความแก่ชราของร่างกายก็จะยิ่งช้าลง และเมื่อเข้าสู่ขอบเขตหลอมชีพจรได้ โดยพื้นฐานแล้วก็จะสามารถรักษาสภาพร่างกายให้อยู่ในวัยหนุ่มฉกรรจ์เอาไว้ได้ ดังนั้นผู้คุมบางคนแม้จะดูอายุไม่มาก ทว่าอันที่จริงก็อายุล่วงเลยวัยกลางคนไปแล้ว

     

            สวี่หยางพยักหน้ารับและคิดจะเอ่ยขอบคุณเสี่ยวจิน ทว่าเพิ่งจะกินข้าวเสร็จ หวงเทียนที่เห็นเขากับเสี่ยวจินคุยกันก็แค่นเสียงฮึดฮัดออกมาอย่างไม่สบอารมณ์

     

            "เสี่ยวจิน ไอ้สวะอย่างเจ้ามัวซุบซิบอะไรอยู่ได้ เด็กใหม่ รีบตามข้าไปที่ห้องขังได้แล้ว อย่ามัวแต่ชักช้า!"

     

            เสี่ยวจินยักไหล่อย่างจนใจแล้วหันหลังกลับไปแค่นยิ้มเย็น สวี่หยางโบกมือลาแล้วรีบเดินตามหวงเทียนไป

     

            หวงเทียนถือกุญแจไขเปิดประตูห้องขังพลางกล่าว "วันนี้พวกเราจะทรมานเจ้านักโทษที่เพิ่งส่งมาเมื่อวานกัน"

     

            หลี่เหวยเลี่ยที่เพิ่งถูกส่งตัวมาถือได้ว่าดวงซวยถึงขีดสุด เดิมทีคิดว่าจะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขสักสองสามวัน แต่นึกไม่ถึงเลยว่าจะถูกลากตัวออกมาสอบสวนเร็วขนาดนี้

     

            อันที่จริงจะโทษว่าหลี่เหวยเลี่ยดวงซวยก็ไม่ได้ เขาถือว่าเป็นคนที่อ่อนแอที่สุดในบรรดามหาปีศาจจอมมารเหล่านี้ หวงเทียนต้องการทำผลงานเพื่อเพิ่มผลงานให้ตนเอง ย่อมต้องหาลูกพลับนิ่มมาบีบเป็นธรรมดา

     

            แม้ว่าความแข็งแกร่งของหลี่เหวยเลี่ยจะต่ำที่สุดในกลุ่มคนพวกนี้ ทว่าสถานะของเขากลับไม่นับว่าต่ำเลย

     

            ตำแหน่งเจ้าตำหนักของลัทธิพิณมารไม่ใช่ว่าใครจะเป็นก็ได้ ข้อมูลของลัทธิพิณมารที่อยู่ในมือของเขาจะต้องมีอยู่ไม่น้อยอย่างแน่นอน หากสามารถรีดเค้นมันออกมาได้ก็ถือเป็นความดีความชอบชิ้นใหญ่

     

            หวงเทียนถึงขั้นคิดไปว่า หากตนเองสามารถง้างปากหลี่เหวยเลี่ยเพื่อเค้นเอาข้อมูลของลัทธิพิณมารออกมาได้ การที่เขาจะได้เข้ากองพิทักษ์เรือนจำก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้!

     

            หลี่เหวยเลี่ยถูกสวี่หยางลากตัวออกมา ห้องคุมขังสำหรับลงทัณฑ์ก็ถูกเตรียมเอาไว้พร้อมแล้วเช่นกัน

     

            "โอ๊ะ ทำไมถึงเป็นเจ้าอีกแล้วล่ะ" หลี่เหวยเลี่ยหัวเราะ "คิดจะใช้ข้าเป็นไก่ให้เชือดเพื่อข่มขวัญผู้อื่นและสร้างบารมีหรือไง?"

     

            สวี่หยางส่ายหน้าพลางกล่าว "การเบิกตัวเจ้ามาสอบสวนไม่ใช่ความต้องการของข้าหรอก ข้าที่เพิ่งจะมาใหม่จะมีคุณสมบัติอะไรไปเบิกตัวนักโทษมาสอบสวนเล่า ข้าก็แค่รับหน้าที่พาเจ้ามาเท่านั้น ไม่ได้รับหน้าที่ลงทัณฑ์เสียหน่อย"

     

            หลี่เหวยเลี่ยหรี่ตาลง เขารู้ดีว่าไม่อาจพูดจาหว่านล้อมสวี่หยางได้จึงไม่ได้พูดอะไรให้มากความอีก

     

            และสวี่หยางก็รู้สึกไม่ค่อยสบอารมณ์กับการสอบสวนหลี่เหวยเลี่ยเช่นกัน หลี่เหวยเลี่ยผู้นี้ถูกบันทึกไว้ในบันทึกเรื่องราวปีศาจของตนเองตั้งนานแล้ว การสอบสวนเขาจึงไม่มีความหมายอะไรเลย นอกเสียจากว่าจะสามารถฆ่าอีกฝ่ายให้ตายได้

     

            หรือทำให้ค่าความมุ่งร้ายที่มันมีต่อตนเองเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

     

            ทว่านอกเสียจากตนเองจะทำให้เจ้านั่นอยู่ไม่สู้ตาย หรือหาจุดอ่อนให้เจอ มิเช่นนั้นการจะทำให้ค่าความมุ่งร้ายของคนพวกนี้เพิ่มขึ้นมันก็ยากเกินไปจริง ๆ

     

            สวี่หยางพาหลี่เหวยเลี่ยเข้าไปในห้องลงทัณฑ์ หวงเทียนนั่งตัวตรงอยู่หน้าโต๊ะราวกับเป็นพัศดี เขาสั่งให้สวี่หยางนำตัวหลี่เหวยเลี่ยไปผูกติดกับแท่นลงทัณฑ์ จากนั้นก็ส่ายหัวไปมาพลางกล่าวว่า "หลี่เหวยเลี่ยหนอหลี่เหวยเลี่ย ไม่คิดเลยว่าจะมีวันหนึ่งที่ข้าจะมีโอกาสได้สอบสวนเจ้า"

     

            หลี่เหวยเลี่ยหัวเราะ "คนที่สอบสวนข้ามีตั้งเยอะแยะ ก็ไม่เห็นมีใครเค้นอะไรออกจากปากข้าได้สักคน

     

            แต่ข้ามองว่าน้องชายคนนี้ไม่เลวเลยนะ หากเขายินดีที่จะสอบสวนข้า ข้าก็สามารถพูดคุยกับเขาได้ ถึงอย่างไรข้ากับเขาก็นับว่าเป็นคนคุ้นเคยกันมาก่อน"

     

            หวงเทียนถลึงตาจ้องมองสวี่หยางด้วยความโกรธ ในขณะที่สวี่หยางเอ่ยอย่างจนใจ "เขาเคยถูกคุมขังอยู่ในมหาเรือนจำสยบอสูรชั้นที่หนึ่งน่ะขอรับ บังเอิญว่าข้าเป็นคนรับผิดชอบดูแลพอดี

     

            พี่หวง หลี่เหวยเลี่ยมีนิสัยเจ้าเล่ห์เพทุบาย คำพูดของเขาเชื่อถือไม่ได้หรอกขอรับ เขาแค่กำลังยุแยงให้พวกเราแตกคอกันก็เท่านั้น"

     

            หวงเทียนแค่นเสียงฮึดฮัด "ข้าจะไม่รู้หรือว่าเขากำลังใช้เล่ห์เหลี่ยมยุแยง?"

     

            สวี่หยางประสานมือคารวะโดยไม่ได้พูดอะไรออกมา ท่าทีของหวงเทียนเมื่อครู่นี้เห็นได้ชัดว่ากำลังร้อนรน สายตาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ราวกับว่าตนเองไปแย่งผลงานชิ้นใหญ่ของเขามาอย่างไรอย่างนั้น

     

            "จอมมารเฒ่า ชอบยุแยงให้แตกคอกันนักใช่ไหม ต่อไปข้าจะให้เจ้าได้ลิ้มรสการลงทัณฑ์ของเขตเรือนจำตะวันออกเสียหน่อย!"

     

            หลี่เหวยเลี่ยยักไหล่พลางกล่าว "พวกเจ้าจะงัดลูกไม้อะไรออกมาได้อีกล่ะ? ก็คงเป็นลูกไม้เดิม ๆ สินะ?"

     

            อันที่จริงสวี่หยางก็รู้สึกสงสัยเรื่องการลงทัณฑ์นี้อยู่เหมือนกัน

     

            ความแข็งแกร่งทางร่างกายของมหาปีศาจจอมมารเฒ่าพวกนี้ล้วนแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า ต้องทำอย่างไรถึงจะทำให้พวกมันรู้สึกเจ็บปวดได้กันนะ

     

            ทว่าในขณะที่สวี่หยางยังคงรู้สึกสงสัยอยู่นั้น หวงเทียนก็ใช้การกระทำของเขาทำให้สวี่หยางต้องรู้สึกตกตะลึง

     

            ชั้นหนึ่งของพวกเขายังคงหยุดอยู่แค่เครื่องมือทรมานสารพัดชนิด ไม่ว่าจะเป็นม้านั่งทรมาน การกรอกพริกไทย หรือเหล็กนาบ และเครื่องมือทรมานแปลกประหลาดอื่น ๆ แต่พอมาถึงชั้นสอง กลับเปลี่ยนจากการโจมตีทางกายภาพมาเป็นการโจมตีด้วยเวทมนตร์โดยตรง

     

            จู่ ๆ บนแท่นลงทัณฑ์ก็มีเปลวเพลิงลุกโชนขึ้นมา เมื่อเปลวเพลิงดับลงก็กลายเป็นก้อนน้ำแข็ง ราวกับเป็นค่ายกลที่สามารถควบคุมธาตุทั้งห้าได้อย่างไรอย่างนั้น

     

            บนแท่นลงทัณฑ์และกำแพงโดยรอบถูกสลักไว้ด้วยลวดลายและอักขระประหลาดสารพัดชนิด ขอเพียงใช้ปราณแท้กระตุ้นเบา ๆ ก็สามารถสร้างการโจมตีธาตุต่าง ๆ ออกมาได้

     

            ระยะห่างจากแท่นลงทัณฑ์ประมาณหนึ่ง คล้ายค่ายกลขนาดใหญ่ที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้ล่วงหน้า เมื่อค่ายกลถูกกระตุ้น การโจมตีสารพัดรูปแบบก็พรั่งพรูเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ต่อให้เป็นมนุษย์เหล็กก็ยากที่จะทนรับไหว

     

            สวี่หยางถึงได้กระจ่างแจ้งแล้วว่า เหตุใดหลี่เหวยเลี่ยที่เคยมีชีวิตชีวาตอนอยู่ชั้นหนึ่ง เมื่อมาถึงชั้นสองกลับถูกทรมานจนมีสภาพน่าอนาถ ไม่เป็นผู้เป็นคน ที่แท้ก็ล้วนเป็นเพราะวิธีการลงทัณฑ์รูปแบบนี้นี่เอง!

     

            "นี่ก็เป็นผลงานชิ้นเอกของสำนักกงซูด้วยใช่หรือไม่?" สวี่หยางเอ่ยชื่นชม โลกใบนี้ไม่เพียงแต่จะมีวรยุทธ์ให้ประจักษ์เท่านั้น แม้แต่กลไกค่ายกลก็ยังทำให้ผู้คนตาลายจนยากจะจินตนาการได้

     

            แต่หากคนของที่นี่ได้เห็นรถยนต์ ไฟฟ้า หรืออะไรทำนองนั้น ก็คงจะรู้สึกตกตะลึงเหมือนกัน?

     

            สวี่หยางหัวเราะเบา ๆ ก็แค่การนำกฎเกณฑ์ไปใช้ในรูปแบบที่แตกต่างกันเท่านั้น เอาไว้มีเวลาว่างก็ค่อยศึกษาดูสักหน่อยก็แล้วกัน โบราณว่าไว้ มีวิชาติดตัวไว้ย่อมไม่เสียหลาย

     

            หวงเทียนแค่นยิ้มเย็นมองดูหลี่เหวยเลี่ยที่กำลังถูกทรมาน ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายฝึกเคล็ดวิชาอะไร ถึงได้ทำให้ผิวหนังไม่ถูกไฟคลอกเลยแม้แต่น้อย

     

            "ลูกไม้ตื้น ๆ แค่นี้ ก็ไม่เห็นจะต่างจากเขตเรือนจำอื่นตรงไหนเลย ยังโหดไม่พอ ยังโหดไม่พอหรอกโว้ย!"

     

            หลี่เหวยเลี่ยกัดฟันตะโกนลั่น หวงเทียนมองดูเขาด้วยสีหน้าเฉยชาโดยไม่พูดอะไรออกมาแม้แต่ครึ่งคำ จากนั้นก็เป็นการโจมตีจากค่ายกลอย่างต่อเนื่อง

     

            เดิมทีหลี่เหวยเลี่ยยังพอจะอ้าปากพูดได้บ้างสองสามประโยค ทว่าในเวลาต่อมาก็เอาแต่ก้มหน้าไม่พูดอะไรอีกเลย

     

            การลงทัณฑ์ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องนานถึงหนึ่งชั่วยาม ถึงได้หยุดลงเนื่องจากปราณแท้ที่ถูกกักเก็บไว้ในค่ายกลหมดลง

     

            สวี่หยางที่ยืนดูอยู่ด้านข้างนานนับชั่วยาม ก็ได้เรียนรู้วิธีการควบคุมค่ายกลไปด้วย ต่อไปเมื่อถึงเวลาสอบสวนก็จะได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

     

            เมื่อหวงเทียนเห็นว่าการลงทัณฑ์ในครั้งนี้ใช้ไม่ได้ผลกับหลี่เหวยเลี่ย จึงแค่นเสียงฮึดฮัดพลางกล่าว "พามันกลับไปซะ! ดูเหมือนว่าวันนี้คงจะเค้นอะไรออกมาไม่ได้แล้วล่ะ!"

    คล้ายกับเรื่องบันทึกเรื่องราวปีศาจ : ข้าคือผู้คุมเรือนจำที่แข็งแกร่งที่สุด! ที่คุณอ่าน