เนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว)

    โอสถผลาญชีพจร


    ตอนที่ 94


    โอสถผลาญชีพจร


     


                    บรึ้ม !!!


                    หมัดลมปราณที่ปล่อยออกจนสุดรั้งในครานี้ของเสวี่ยหมิง ไม่เพียงก่อให้เกิดเสียงปะทะดังสนั่นแต่ยังส่งผลให้เกิดการเผาไหม้ลุกลามเป็นบริเวณกว้าง


     


                    ดวงตาแดงก่ำทั้งสองข้างซึ่งจับจ้องจูซินเฉิงอย่างไม่วางตาก่อนหน้า พลันเปลี่ยนเป็นกวาดมองกลับไปด้านหลัง เพราะเสวี่ยหมิงเลือกที่จะทะยานย้อนกลับไปหาร่างของจิวซินที่นอนอยู่บนพื้น โดยไม่ได้สนใจจูซินเฉิงอีกเพราะเสวี่ยหมิงมั่นใจว่าหมัดลมปราณที่ซัดออกไปน่าจะเพียงพอทำให้จูซินเฉิงได้รับบาดเจ็บสาหัส และน่าจะเพียงพอหยุดจะหยุดยั้งความอหังการของศัตรูชั่วช้าผู้นี้ได้ แต่หากจะต่อสู้ยืดเยื้อเพื่อเอาชัยในวันนี้เสวี่ยหมิงยังไม่กล้า เพราะตัวเขาเองก็มีเวลาจำกัดหลังจากใช้...ทักษะเทพมารครองร่าง


     


                    "จิวซิน จิวซิน !" เสวี่ยหมิงพยายามส่งเสียงเรียกเพื่อให้หญิงงามผู้นี้ขานตอบเพื่อจะได้พากันหลบหนี แต่กลับไร้วี่แวว แม้ว่าจะมีเสียงเล็ดลอดออกมาบ้างแต่ก็ฟังไม่ได้ศัพท์ ดวงตาของจิวซินยังคงหรี่ปรือ...สองแก้มนวลแดงระเรื่อ


     


                    ...ไม่มีเวลาแล้วหากเทพมารครองร่างหมดลง ชีวิตของเราคงต้องจบสิ้นเป็นแน่


     


                    เมื่อเวลาทุกวินาทีมีค่าเสวี่ยหมิงจึงไม่อาจรั้งรอ สองมือช้อนร่างอันบอบบางมาแนบชิดกาย แม้ในยามต่อสู้เป็นตายแต่กลิ่นกายแรกสาวอันหอมจรุงของจิวซินที่ซัดเข้าใส่จมูกของเสวี่ยหมิงยังทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกขัดเขินเล็กน้อย แต่เพียงแวบเดียวเสวี่ยหมิงก็สลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป สองเท้ากระโจนขึ้นพ้นพื้นดินเร่งใช้ออกด้วยท่าร่างบันไดเมฆาทะยานขึ้นเหนือยอดไม้ไปในพริบตา


     


                    แต่ในชั่วเสี้ยววินาทีที่เท้าของเสวี่ยหมิงลอยอยู่กลางอากาศไร้วัตถุรองรับ หอกสีแดงฉานพลันพวยพุ่งเข้าใส่พร้อมเสียงคำรามลั่นอย่างเกรี้ยวกราดของ...จูซินเฉิง


     


                    "ไอ้สารเลวแกอย่าคิดว่าจะหนีพ้น !!!" ร่างที่อาบด้วยโลหิตเปรอะเปื้อนพลันแหวกม่านควันทะยานขึ้นสู่เบื้องบนตามหลังหอกสีแดงที่ถูกซัดขว้างอกมาก่อน


     


                    หอกสีแดงของจูซินเฉิงว่องไวกว่าที่เสวี่ยหมิงคาดคิด เพียงพริบตาที่รับรู้ถึงการโจมตีในครั้งนี้ ท่าโจมตีก้พลันเข้าประชิดตัวเสียแล้ว


                    ...แย่ละ...ท่าร่างบันไดเมฆาเชื่องช้า แถมเรายังลอยอยู่กลางเวหาไม่อาจเปลี่ยนทิศทางได้อีก


     


                    ตูม !!!


                    เมื่อทางเลือกมีไม่มากนัก และจิวซินเองก็ยังเลอะเลือนไร้สติ เสวี่ยหมิงจึงเลือกที่จะฝืนรับท่าหอกอันรุนแรงของจูซินเฉิงด้วยหมัดขวาที่ผสานทุกสิ่งลงไป แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งความการโจมตีที่เกิดขึ้นแรงปะทะซัดจนเสวี่ยหมิงลอยกระเด็นไปกระแทกอัดปะทะเข้ากับต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ด้านหลังจนล้มครืน...ได้รับบาดเจ็บสาหัสครึ่งร่างซีกขวาที่ฝืนจู่โจมต้านรับเสื้อผ้าฉีกขาดเผยให้เห็นบาดแผลเลือดเนื้อหลุดแหว่ง แขนขวาตกห้อยจนไม่อาจใช้งานได้อีก แต่เพราะการตัดสินใจช่วยเหลือหญิงงามที่เสวี่ยหมิงกอดรัดเอาไว้ที่ฝั่งซ้าย...ร่างบอบบางจึงไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย


     


                    "ฮ่า ฮ่า ฮ่า คิดจะเป็นวีรบุรุษช่วยหญิงงามยังงั้นรึ ฝันไปเถอะเจ้าโง่ แม้ตอนแรกข้าจะมองว่าแผนการของจิ่นเม่ยนั้นดูจะเสียเวลา แต่ในยามนี้ข้าอย่างที่จะกระชากแขนขาสวะอย่างเจ้าทิ้งไปให้หมด ก่อนจะลงมือเสพสุขกับแม่นางน้อยในอ้อมกอดของเจ้าให้เจ้าได้ชมดูเช่นนั้นข้าคงจะสุขใจยิ่งนัก"


     


                    "หุบปากสุนัขของเจ้าไปซะ" แม้เสวี่ยหมิงจะตะโกนออกไปด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด แต่ในใจยังคงสงบนิ่งด้วยผลของเทพมารครองร่าง สมองที่เพิ่มความรวดเร็วขึ้นนับสิบเท่าพลันเร่งคิดหาทางออก


     


                    ...ใช่แล้วเรายังมีโอสถผลาญชีพจร แม้ว่ามันจะมีผลต่อการฝึกตนแต่ก็เพียงแค่ลดทอนระดับฝึกตนลงหาได้มีผลกระทบต่อการฝึกฝนอย่างถาวร


                    เมื่อเทพมารครองร่างเพียงอย่างเดียวไม่อาจเอาหยุดยั้งจูซินเฉิง เพื่อดำเนินแผนการหลบหนีได้ เสวี่ยหมิงจึงไม่มีทางเลือกอื่นอีก โอสถสีแดงฉานคล้ายกับดวงตาของอสูรร้ายถูกยัดใส่ปากในทันที กลิ่นกระตุ้นร้อนแรงที่เคยสูดดมพลันแผ่ขยายออกภายในร่าง พลังลมปราณที่อัดแน่นอยู่ภายในเม็ดยาพลันแตกระเบิดออก ระดับลมปราณของเสวี่ยหมิงพุ่งสูงขึ้นจนทะลวงผ่านพื้นฐานลมปราณขั้นที่ 5 ไปอย่างรวดเร็ว แต่ฤทธิ์ของโอสถผลาญชีพจรนั้นรุนแรงกว่าที่เสวี่ยหมิงคาดคิดเอาไว้มาก เพราะระดับของลมปราณในร่างของเสวี่ยหมิงยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทะลวงผ่านเข้าสู่ขอบเขตใหม่ในที่สุด


     


                    ...ลมปราณแรกธรรมชาติ


     


                    ช่องโพลงบริเวณตันเถียนของเสวี่ยหมิงพลันขยายตัวออกอย่างไม่อาจหยุดยั้ง ลมปราณร้อนลวกที่เคยไร้หลักแหล่งในร่างหมุนควงเต้นเร่าด้วยความกระตือรือร้นราวกับว่ามันได้พบแหล่งที่อยู่อันวิเศษ และเมื่อลมปราณเปลวเพลิงพวยพุ่งเข้าไปหลอมรวมเข้ากับตันเถียนเทียมที่เกิดจากโอสถผลาญชีพจร ร่างของเสวี่ยหมิงเกิดประกายส่องสว่างขึ้นอย่างฉับพลัน เปลวเพลิงร้อนแรงเพิ่มระดับพลังขึ้นจนเสวี่ยหมิงไม่อาจควบคุมจนเผาไหม้ต้นไม้ใหญ่ที่หักโค่นอยู่เบื้องหลังจนมอดไหม้ในพริบตา


     


                    แม้ระดับพลังจะเพิ่มขึ้นแต่ผลของโอสถผลาญชีพจรนั้นจะคงอยู่เพียงไม่นาน เสวี่ยหมิงที่คิดวางแผนอยู่ก่อนจึงไม่คิดที่จะต่อสู้กับจูซินเฉิงให้เสียเวลาหมายใช้พลังทั้งหมดพุ่งทะยานหลบหนี แต่หากเสวี่ยหมิงเลือกที่จะหลบหนีย้อนกลับไปยังเส้นทางเดิมย่อมต้องถูกตามติดได้ในภายหลัง และค่ำคืนนี้ก็คงไม่อาจรอดพ้นจากความตายไปได้


     


                    ทางออกของเสวี่ยหมิงจึงมีเพียงสายเดียวเท่านั้น มุ่งหน้าเข้าสู่ใจกลางของด่านกักมังกร...หุบเขามังกร


     


                    จูซินเฉิงเรียกหอกวิเศษกลับสู่มือตัวเอง แหงนหน้ามองการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของเสวี่ยหมิงด้วยความประหลาดใจ แม้จะรู้ว่าเสวี่ยหมิงนั้นกลืนกินโอสถบางอย่างเข้าไป แต่ระดับพลังที่เพิ่มขึ้นนั้นแข็งแกร่งขึ้นเป็นอย่างมาก ซึ่งจูซินเฉิงประเมินด้วยสายตาตัวเองในตอนนี้เสวี่ยหมิงอาจจะแข็งแกร่งพอทีจะต่อกรกับตัวมันเองได้หลายร้อยกระบวนท่า แต่เมื่อคิดได้ว่าพลังที่เพิ่มขึ้นมาจากฤทธิ์ของโอสถกระตุ้นบางอย่าง ซึ่งผู้ใช้ย่อมต้องได้รับผลกระทบตามมา ซึ่งแน่นอนว่าหากโอสถที่ใช้สามารถกระตุ้นพลังให้เพิ่มมากขึ้นเท่าใดผลกระทบที่ตามมาก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น แถมโอสถประเภทนี้ยังมีข้อด้อยเรื่องของเวลาจำกัดเพียงน้อยนิด


     


                    "เป็นทางเลือกที่ไม่เลว แต่ก็เพียงยื้อเวลาตายของเจ้าออกไปอีกเล็กน้อยเท่านั้น "มังกรคำราม !!!" เพลงหอกมังกรคำรามเป็นกระบวนท่าหอกลมปราณซึ่งใช้จู่โจมระยะไกลของจูซินเฉิง ซึ่งส่งลมปราณที่ก่อรูปคล้ายศีรษะของมังกรคำรามพวยพุ่งเข้าใส่คู่ต่อสู้


     


                    เสวี่ยหมิงเองก็รู้ดีถึงข้อด้อยจากการใช้โอสถผลาญชีพจร จึงไม่ต้องการจะถูกท่าหอกของจูซินเฉิงรั้งตัวเอาไว้ เพราะทางออกในตอนนี้มีเพียงหลบหนีเอาชีวิตรอดเท่านั้น


     


                    หลังจากที่ลมปราณเปลวเพลิงเคลื่อนเข้าสู่ตันเถียนเทียมทำให้เสวี่ยหมิงสามารถใช้พลังของลมปราณเปลวเพลิงในร่างได้อย่างอิสระ แถมพลังในการรักษาของมันยังเพิ่มสูงขึ้นจนแม้แต่เสวี่ยหมิงเองยังตกใจเพราะตอนแขนขวาที่บาดเจ็บสาหัสนั้นฟื้นฟูจนสามารถที่จะขยับใช้งานได้แล้ว แม้ว่ามันตอนนี้ยังไม่สมบูรณ์พอที่จะใช้สำหรับการต่อสู้ก็ตามที แต่หากเปรียบกับผู้ฝึกตนทั่วไปที่ประสบเหตุการณ์เดียวกันย่อมต้องพักรักษาตัวนับสิบวันครึ่งเดือนถึงจะฟื้นฟูได้เช่นเดียวกับเสวี่ยหมิง แต่ลมปราณเปลวเพลิงที่เพิ่มประสิทธิภาพขึ้นไม่ได้มีดีแค่ผลของการรักษาเท่านั้น


     


                    เสวี่ยหมิงทะยานลับขึ้นไปยังท้องฟ้าเบื้องบนด้วยท่าร่างบันไดเมฆา แต่ในครั้งนี้เมื่อใช้ท่าร่างบันไดเมฆาซึ่งเคยทำได้เพียงแค่นิ่งค้างอยู่กลางอากาศ กลับปรากฏเปลวเพลิงที่ปลายเท้ากดลงบนอากาศธาตุก่อนจะแตกระเบิดออกในทุกจังหวะ ช่วยหนุนเสริมให้ท่าร่างมั่นคงขึ้นและว่องไวขึ้นกว่าแต่ก่อนอย่างไม่อาจเทียบ


     


                    แต่ไม่ทันที่จะทะยานพ้นยอดไม้ ท่าจู่โจมมังกรคำรามของจูซินเฉิงก็พุ่งตรงเข้าหาเสวี่ยหมิงเสียก่อน และหากเสวี่ยหมิงยังคงดื้อดึงเคลื่อนทะยานไปตามทิศทางเดิม ร่างของเสวี่ยหมิงที่โอบอุ้มจิวซินอยู่คงต้องชนปะทะเข้ากับท่าจู่โจมของจูซินเฉิงอีกครั้งอย่างแน่นอน


     


                    แต่แล้วยามตัดสินเป็นตายเสวี่ยหมิงซึ่งมีจิตสมาธิมาดมั่นหมายหลบหนีให้จงได้ ความคิดอันแรงกล้าพลันส่งผลถึงพลังจิตวิญญาณที่เอ่อล้นอยู่ก่อนจนจิตวิญญาณในกายก่อเกิดสำนึกขึ้นเอง หมายตอบสนองความคิดหลบหนีของเสวี่ยหมิงปีกเพลิงพลันงอกออกจากแผ่นหลังทั้งสองฝั่งของเสวียหมิง ส่งให้ท่าร่างของเสวี่ยหมิงทะยานวูบสูงขึ้นกว่าเดิม และหลบรอดท่าโจมตีสังหารของจูซินเฉิงไปได้อย่างหวุดหวิด


     


                    ตูม !!!     


                    เสียงของหอกลมปราณปะทะทำลายต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปจนแหลกเละเป็นผุยผง พร้อมร่างที่ทะยานเหินห่างลับตาออกไปของเสวี่ยหมิง



    คล้ายกับเรื่องเนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน