ตอนที่หนึ่งร้อยแปดสิบเจ็ด Civilization
คนข้าวนั้นมีแนวคิดไม่ต่างกับคนขาวในช่วงล่าอาณานิคม
ไม่มีอาหารใดอร่อยไปกว่าข้าวขาว
ไม่มีเครื่องปรุงใดอร่อยไปกว่าซอสโชยุ
คือจิตใจที่มั่นคงเชื่อมั่นไม่สั่นคลอนของความเหนือกว่าของคนข้าว
แบบเดียวกับแนวคิดของพวกล่าอาณานิคมที่พวกเขามองว่าสิ่งที่พวกเขาทำไม่ใช่การเอาเปรียบ
แต่คือการทำให้พวกป่าเถื่อนนั้นได้มีความCivilize ศิวิไลซ์ มีอารยธรรมขึ้นมาบ้างต่างหาก
ไม่ต้องเอาก้อนดินมาตากแห้งกินเป็นอาหารและชมกันเองว่าอร่อยอีกต่อไป
อย่างน้อยแอฟริกายังเอาแมลงหรือดินปืนมาผสมในบางทีให้มีรสชาติอรอ่อยขึ้นมาบ้าง
หากปั้นแค่ดินโป่งข้างคลองแบบไม่ใส่แม้แต่แมลงหรือดินปืนก็ยากที่จะบอกว่าดินปั้นของเราอร่อยที่สุด
แต่แนวความคิดชาตินิยมก็จะพยายามมองการกินดินข้างคลองหรือดินในรอยเท้าช้างอย่างโรแมนติกอย่างมาก
ว่าคนในพระนครที่มีชีวิตนอนเครื่องปรับอากาศอย่างสุขสบายมาเห็นชาวบ้านรองน้ำฝนเอาหลังคาใบจากมามวนยานั้นจะทำท่าประทับใจ
พวกเขามีความสุขมากที่ได้มาเที่ยวสากัพักและกลับไปใช้ชีวิตของเขาอย่างมีความสุข
ส่วนเด็กที่เติบโตมาจากบ้านที่ต้องมวนกัญชาให้กับปู่ยาตายายและเอาใบจากมาเป็นมวนบุหรี่
ที่รู้สึกว่าอย่างนอนในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศบ้างจะกลายเป็นเด็กที่หัวสูงฟุ่มเฟือย ไม่ประมาณตนเองฯลฯ
นี่ล่ะคือความเป็นจริงที่เราชอบสร้างสวนสัตว์มนุษย์
อย่างน้อยคนขาวและคนข้าวที่มีเป้าหมายชัดเจนก็ยังมองว่าการมีเทคโนโลยีจะทำให้ชีวิตของคนพื้นเมืองนั้นสบายขึ้น
และการทานอาหารที่ไม่ใช่ข้าวขาวและซอสโชยุอย่างดินที่อยู่ข้างทางนั้นมันไม่เวิร์ก
หากคนพื้นเมืองได้ทานข้าวขาว จะได้สัมผัสถึงความอร่อยลึกล้ำและค่อยๆลดละเลิก การทานดินโป่งข้างทางไป
นั่นคือความคิดของคนข้าวและคนขาวที่มองว่าตนเองไม่ใช่คนชั่วร้าย
ตนเองคือพวกที่เอาแสงสว่างของอารยธรรมและความศิวิไลซ์มาส่องสว่างให้กับชนพื้นเมืองที่อยู่อย่างยากลำบากต่างหาก
มีการสัมภาษณ์ชนพื้นเมืองอเมริกันว่าคนขาวทำพลาดตรงไหนบ้างตามสายตาของชนพื้นเมือง?
ชนพื้นเมืองตอบว่า
ผมเห็นความเปลี่ยนแปลงหลายปีของคนขาวก่อนคนขาวจะมาเรามีควายเต็มพื้นที่มีสัตว์ป่าให้ล่า ผู้หญิงทำงานในเผ่า ส่วนพวกผู้ชายล่าสัตว์ทั้งวันตกดึกมาเราก็ดื่มสุราและมีเซ็กส์ คนขาวพัฒนาระบบที่ดีกว่านี้ไม่ได้หรอก
ก็มีการมองตรงกันกับพวกตาลีบันว่าหลังจากที่ชนะกองทัพอเมริกันแล้ว
พวกเขาที่ต้องมาทำงานเอกสารในรัฐบาลก็เกิดเหงาๆไปเหมือนกันเพราะไม่ได้เจอเพื่อนและเที่ยวเล่นขี่ม้าด้วยกันอีกต่อไปแบบเดิมตอนที่ทำสงครามกับอเมริกัน
บางทีญิฮัดที่แท้จริงคือเพื่อนที่เราได้พบระหว่างการเดินทางก็เป็นได้
มันอาจจะไม่ได้ทำให้คนในระบบมีความสุข
ทั้งที่ตามมาตรฐานการวัดทุกอย่าง
หญิงสาวซีอีโออายุสามสิบยังไม่ได้แต่งงานควรจะมีความสุขมีเสื้อผ้าสวยงาม มีอาหารการกินเหลือเฟือ มีสถานที่ท่องเที่ยวได้ฯลฯ
ทุกอย่างมีการตอบสนองหมด
แต่ที่ไม่มีคือสามีสูงกว่าร้อยแปดสิบเซนติเมตรเป็นทหารเกษียณแล้วและเจ้าก้อนแป้งอีกสามคน
ที่พวกเธอคิดว่ามีแต่ต้องตายและเกิดใหม่ในยุคอดีตเท่านั้นจึงจะบรรลุความฝันของตนเองได้
ทั้งที่คนข้าวและคนขาวพยายามอย่างหนักน้ำตาและเหงื่อหยดนองเป็นสายเลือด
เพื่อให้พวกเรามีชีวิตที่สุขสบายอย่างเช่นทุกวันนี้ได้
จะบอกว่าหาสามีนายทหารสูงกว่าร้อยแปดสิบและเจ้าก้อนแป้งไม่ได้นั้น
ไม่ใช่ความรับผิดชอบหน้าที่ของคนข้าวแต่อย่างใด
เป็นความรับผิดชอบส่วนตัวล้วนๆของคนที่อยู่ในระบบ
ดังนั้นเจิดได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศยามค่ำคืนที่ผีเด็กคนหนึ่งได้เซ็นสัญญาเข้ามาทำงานกับเขาแบบงงงวยไป
คุณก็เหมือนหม่อมแม่ของคุณชอบดูถูกคนจน
“คุณเจิดคะ”
เจิดที่กำลังเคลิ้มเล็กน้อยกับหนังกลางแปลงที่กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มได้หันมา
พบกับครูวินั่นเองที่มาในชุดลำลอง
“สวัสดีครับครูวิมาดูหนังกลางแปลงเหมือนกันหรือครับ?”
เจิดกล่าวในสภาพที่นอนบนโซฟาอย่างดีมีบริวารคอยบีบนวดในขณะที่ชาวบ้านทั่วไปนั้นนั่งอยู่ตรงเสื่อและกระดาษหนังสือพิมพ์ที่พื้น