บทที่ 39
โชว์งานวาด
งานเทศกาลอันใหญ่โตถูกจัดขึ้นภายในเมืองจินหยวนเหล่าแขกมากมายจากต่างเมืองต่างพากันเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้
อันที่จริงแล้วจำนวนคนภายในเมืองมันเริ่มเพิ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อประมาณสามวันก่อนเมื่อรู้ว่าจะมีเทศกาลเช่นนี้ถูกจัดขึ้นมาผู้คนมากมายก็ต่างพากันเดินทางมาภายในสถานที่แห่งนี้
ยุคแห่งนี้มันคือยุคของการค้าขายและก็วรรณกรรมที่กำลังเจริญรุ่งเรือง
แน่นอนว่ามีผู้คนมากมายที่สนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นอย่างมากและก็ต้องการที่จะมาดูพวกงานวรรณกรรมที่ถูกโชว์ขึ้นภายในงาน
โดยครั้งที่แล้วเมื่อถูกจัดขึ้นมาแน่นอนว่ามีผู้คนมากมายต่างพากันมาดู
โดยผู้คนมากมายที่มาดูต่างล่วงรู้ว่างานศิลปะที่ถูกจัดโชว์ภายในสถานที่แห่งนี้ล้วนแล้วแต่เป็นงานวรรณกรรมชั้นเลิศ
หลังจากที่มันถูกจัดขึ้นมาหลายต่อหลายครั้งในครั้งนี้สิ่งที่สามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนก็คือจำนวนคนที่มาเข้าร่วมชมภายในงานมีมากขึ้น
เมืองจินหยวนเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้ๆเมืองหลวง
ในตอนนี้กลายเป็นว่าภายในสถานที่แห่งนี้มันมีผู้คนมากมายต่างพากันหลั่งไหลเข้ามาจนภายในเมืองอัดแน่นด้วยประชากรนับแสน
เป็นช่วงเวลาที่ครึกครื้นที่สุดของภายในเมือง
ในวันนี้คือวันที่งานเทศกาลจะถูกจัดขึ้น
แสงแดดด้านบนส่องผ่านลงมาบริเวณด้านล่างมันเป็นแสงแดดอุ่นๆที่ส่งกระทบพื้นปฐพีภายในวันนี้แสงแดดที่ส่องผ่านลงมาจากม่านเมฆที่บดบังมีไม่มากนัก
อากาศไม่ร้อนเกินไปสายลมเองก็พัดผ่านตลอดเวลา
บรรยากาศในวันนี้ถือว่าเป็นใจเป็นอย่างมากที่จะมีงานเทศกาลถูกจัดขึ้นมา
โดยในครั้งนี้ให้ในงานที่ถูกจัดขึ้นมันไม่ได้เป็นเพียงแค่งานศิลปะเท่านั้นที่จะได้รับความนิยม
กลายเป็นว่าเมื่อมีประชากรนับแสนหลั่งไหลเข้ามาภายในเมืองการค้าขายภายในเมืองแห่งนี้มันถูกยกชูขึ้น
เหล่าพ่อค้าแม่ค้าที่ขายของอยู่ภายในเมืองแห่งนี้ต่างขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
นี่ถือว่าเป็นงานเทศกาลที่ยกชูเศรษฐกิจภายในเมืองแห่งนี้ให้เพิ่มขึ้นอีกหลายระดับ
ณ ลานกว้างขนาดใหญ่ใจกลางจินหยวน
ลานกว้างแห่งนี้คือสถานที่การจัดแสดงพวกงานศิลปะที่โชว์ภายในงาน
โดยงานศิลปะที่โชว์ภายในงานเป็นงานวรรณกรรมที่ผู้คนนั้นไม่ได้กำหนดว่าคืออะไรบ้าง
แน่นอนว่าเกี่ยวกับหัวข้อส่วนใหญ่ที่ผู้คนนำเอามาแสดงภายในงานส่วนใหญ่แล้วจะเป็นภาพวาดงานปัก หรือว่าจะเป็นพวกบทกวีและก็พวกเครื่องปั้นดินเผาอย่างเช่นพวกแจกันที่ถูกทำขึ้นมาอย่างประณีต
ส่วนใหญ่แล้วมันจะเป็นพวกของพวกนี้
ใกล้ๆลานกว้างมันมีโรงน้ำชาสองชั้นตั้งอยู่บริเวณนี้จางหยวนยืนอยู่บริเวณด้านบนโรงน้ำชาดวงตาของตนเองจ้องมองลานกว้างที่มีผู้คนหนาแน่น
เขาเลือกโต๊ะที่มันตั้งติดอยู่กับระเบียงเพื่อที่จะใช้ดวงตาของตนเองมองเห็นบรรยากาศภายในงานได้อย่างดี
จางหยวนนั่งอยู่กับหย่งคังทั้งสองใช้ดวงตามองตรงไปภายในงานที่มีงานศิลปะมากมายเริ่มถูกนำออกมา
หย่งคังยกน้ำชาขึ้นมาดื่มแล้วก็ถามกลับสหายต่างวัย “ดูเหมือนเจ้าจะไม่มีความกังวลอะไรเลย มั่นใจในงานศิลปะของตนเองมากสินะ ”
จางหยวนยิ้ม “แน่นอนมองดูจากงานภาพวาดที่ถูกแสดงโชว์ออกมาในตอนนี้ล้วนแล้วแต่ไม่มีงานวาดในที่ทำให้ข้ารู้สึกสะดุดตา”
“ แล้วงานวาดของเจ้าคืองานวาดอันใดมีกี่ภาพวาด”
จางหยวนยิ้ม “ สิบภาพ ”
หย่งคังถ้วยน้ำชาภายในมือของเขาแทบจะร่วงหล่นลงมาดวงตาจ้องมองไปที่สหายต่างวัยด้วยแววตาที่เบิกกว้าง “ สิบภาพ!!! ”
“ เจ้าใช้เวลาเตรียมตัวเพียงแค่สี่วันไม่ใช่รึเหตุใดถึงวาดออกมาได้ตั้งสิบภาพ”
หย่งคังจำได้ว่าตัวของมันไปบอกสหายผู้นี้ก่อนที่วันงานจะเริ่มต้นขึ้นเพียงแค่ห้าวันจางหยวนรังสรรค์ผลงานทั้งหมดเสร็จเพียงแค่ใช้เวลาสี่วันเท่านั้น
แต่การใช้เวลาการวาดเพียงแค่สี่วันแต่กลับได้ผลงานออกมาถึงสิบภาพมันเป็นเรื่องที่น่าทึ่ง
ภายในงานแห่งนี้ถือว่าเป็นโอกาสของเหล่าจิตรกรมากมายพวกเขาบางคนต่างพากันหวาดและรังสรรค์ผลงานออกมาเป็นจำนวนมาก
ใช้เวลาเตรียมตัวกันเป็นปีและก็นำภาพวาดทั้งหมดของตัวเองมาจัดแสดงโชว์ภายในงานนี้เพื่อให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของผู้คน
พวกเขาบางคนใช้เวลาในการเตรียมการหลายปีรังสรรค์ผลงานภาพวาดออกมาได้เพียงแค่ไม่กี่ภาพ
หย่งคังถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาพยายามสงบใจแล้วก็พูดขึ้น “เอาเถอะถึงอย่างไรข้าก็คิดว่าเจ้าคงจะไม่ใช่พวกที่ทำงานออกมาเพียงแค่ให้มันเสร็จอยู่แล้ว”
จางหยวนยิ้มรับ
หย่งคังถามต่อ “ แล้วอย่างไรตัวของเจ้านำเอาภาพวาดมาแสดงภายในสถานที่แห่งนี้ไม่ลงไปด้านล่างรึ? ”
ผู้คนมากมายเหล่าจิตรกรที่ต่างควายหาโอกาสภายในงานแห่งนี้ล้วนยืนอยู่กับผลงานของตนเอง
จางหยวนแสดงท่าทางสบายๆส่ายหน้าไปมาแล้วก็พูดขึ้น “ข้าเป็นคนที่ไม่ประสงค์ออกนาม ”
“ ภาพวาดนั้นจะถูกจัดแสดงโดยที่เจ้าของภาพวาดคือจันทราในสายหมอก”
จางหยวนคิดไตร่ตรองมาเป็นอย่างดีแล้วเกี่ยวกับเรื่องนี้
ตำแหน่งที่เขาอยู่ในตอนนี้และก็จุดยืนแน่นอนว่าการแสดงตัวออกไปว่าตนเองเป็นคนที่ว่าภาพนั้นย่อมไม่ใช่ทางเลือกที่ดีสักเท่าไหร่
เพราะแบบนั้นจึงเอ่ยเป็นนามแฝงของตนเองขึ้นมานี่ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
หย่งคังแม้ว่าจะไม่ค่อยเข้าใจเกี่ยวกับความคิดของสหายต่างวัยผู้นี้สักเท่าไหร่แต่เขาก็ยอมรับได้
เพราะว่าทุกๆการกระทำของจางหยวนล้วนแล้วมีเหตุผลและมีหลักการที่พอจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนั้นได้ทั้งหมด
…
คำว่าถูกจัดขึ้นภาพวาดมากมายถูกนำมาตั้งโชว์เอาไว้บริเวณภายในงานเหล่าผู้คนจำนวนมากต่างพากันชื่นชมภาพวาดที่งดงามเหล่านี้ถูกรังสรรค์ขึ้นมาด้วยจิตรกรที่ยอดเยี่ยม
ภายในงานที่มีผู้คนมากมายกำลังเดินชมมีกลุ่มคนกลุ่มใหญ่เดินเข้ามาภายในงานแห่งนี้เมื่อพวกเขาเดินเข้ามาเหล่าผู้คนต่างพากันแหวกตัวเป็นวงกว้าง
โดยคนที่กำลังเดินอยู่คือหนึ่งในตระกูลใหญ่ภายในเมืองจินหยวนคนที่จัดงานนี้ขึ้นมาตระกูลสวี
ผู้นำตระกูลสวีเดินนำหน้าพร้อมกับผู้คุ้มกันมากมายที่เดินประกบซ้ายขวา
ผู้นำของตระกูลสวีเป็นชายวัยกลางคนมีช่วงวัยไล่เลี่ยกับโม่เยี่ยนมีบุคลิกท่าทางที่ดูเป็นคนเคร่งขรึมแต่ไม่จริงจังเกินไปร่างกายสูงผอมสวมใส่ชุดผ้าไหมลวดลายถักทอสง่างามมันเป็นนายท่านที่มีบุคลิกดูน่าเข้าหา
เดินผ่านผู้คนมากมายที่กำลังจับจ้องเป็นตาเดียวเขาคือผู้นำของตระกูลสวีคนปัจจุบันมีนามว่าสวีรั่วหยุน
การปรากฏกายของมันที่ปรากฏกายออกมาต่อหน้าผู้คนมากมายเหล่าผู้คนต่างพากันแตกตื่น
“ ผู้นำตระกูลสวี!!! ”
“ หนึ่งในสามตระกูลใหญ่ของเมืองแห่งนี้ตระกูลสวีที่เป็นคนจัดงานนี้ขึ้นมา ”
“ ข้าเคยได้ยินว่าเขาเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญทางด้านงานศิลปะและวรรณกรรมสวีรั่วหยุนถือว่าเป็นหนึ่งในยอดจิตรกรแห่งยุคนี้ไม่คิดเลยว่าจะได้พบเขาตัวเป็นๆภายในสถานที่แห่งนี้ ”
ผู้นำของตระกูลสวีไม่ใช่เป็นเพียงแค่หนึ่งในเศรษฐีที่ติดอันดับความยิ่งใหญ่ภายในเมืองแห่งนี้
แต่ว่ามันยังคงเป็นจิตรกรแห่งยุคที่ได้ชื่อว่ามีพรสวรรค์เป็นอย่างมาก
การปรากฏกายของมันทำให้ผู้คนมากมายต่างพากันให้ความสนใจ
สวีรั่วหยุนเดินผ่านงานศิลปะมากมายที่อยู่บริเวณสองข้างทางมองภาพวาดรับร้อยด้วยแววตาที่เย็นชา
สำหรับตัวของอัจฉริยะอย่างสวีรั่วหยุนที่พบเห็นงานวาดมานับร้อยๆงานวาดพวกนี้แม้ว่าจะเตะตาของผู้คนธรรมดาแต่ว่าภายในสายตาของมันแล้วล้วนแล้วเป็นงานวาดธรรมดาธรรมดาที่ไม่มีอะไร
เดินชมงานแห่งนี้ด้วยความเรียบเฉยเดินไปเรื่อยๆมองดูงานศิลปะที่ผู้คนต่างชื่นชมแต่ตนเองนั้นกลับมองเฉยชา
เดินไปอยู่สักพักใหญ่จนเกือบจะไปสุดทางแล้วสวีรั่วหยุนเท้าทั้งสองข้างของมันหยุดลงดวงตาเบิกกว้างขึ้นสะดุดเข้ากับงานศิลปะบางชิ้น“ นี่มัน… ”
จบบท