ภารกิจพลิกฟื้นโรงน้ำชาเป็นคาเฟ่สุดปัง (มี e-book นะคะ)

    ตอนที่ 37 ใครผิดต้องชดใช้

            หลังจากเหตุการณ์แม่ไก่คลุ้มคลั่งที่ไร่ของตระกูลจาง จางเหว่ยและบิดาก็เดินทางมาหาจูจื้อโหยวทันที พวกเขารู้สึกผิดที่ไม่ดูแลแม่ไก่เหล่านั้นให้ดีจนทำให้เกิดความวุ่นวาย และยังทำให้พวกเขานำไข่ไก่มาส่งตามกำหนดไม่ได้ด้วย

            “พี่สะใภ้ วันนี้ข้ากับท่านพ่อมาขอโทษท่านขอรับ” จางเหว่ยพูดอย่างรู้สึกผิด

            “เรื่องนี้เป็นเพราะพวกข้าสะเพร่าและไม่ดูแลแม่ไก่เหล่านั้นให้ดี ทำให้เรามาส่งไข่ไก่ให้เจ้าไม่ตรงตามกำหนด โรงน้ำชาของเจ้าก็พลอยได้รับความเสียหายไปด้วย ตระกูลจางของเราทำการค้าและเข้าใจกฎเกณฑ์เหล่านี้เป็นอย่างดี จะเป็นการดีที่สุดหากเจ้าจะคิดค่าปรับและให้พวกเราชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมด” จางเซี่ยพูดขึ้น

            “ท่านพ่อพูดถูก” จางเหว่ยพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของบิดา “กิจการของเจ้าได้รับผลกระทบก็เพราะความบกพร่องของเรา ในเมื่อทำตามสัญญาไม่ได้ พวกเราก็ต้องชดใช้ค่าปรับให้กับเจ้า”

            “ท่านลุงจาง พี่เหว่ย พวกท่านพูดอะไรอย่างนั้นเจ้าคะ จะโทษว่าเรื่องนี้เป็นความผิดของพวกท่านได้อย่างไร ในเมื่อพี่ใหญ่ของข้าตรวจสอบเรื่องนี้ออกมาแล้วพบว่าที่แม่ไก่คลุ้มคลั่งก็เพราะมีคนปล่อยงูเข้าไป ไก่ทั้งเล้ามีจำนวนมากมายขนาดนั้น เมื่อเกิดตกใจขึ้นมาพร้อมกัน พวกมันจะเหยียบย่ำไข่ของตัวเองจนเสียหายไปหมดก็เป็นเรื่องธรรมดาไม่ใช่หรือเจ้าคะ” จูจื้อโหยวยิ้มตอบ

            หลังจากที่ไร่ของตระกูลจางประสบปัญหา จูจื้อโหยวและฟู่ซีซวนก็ไปขอให้ซ่งอี้เซวียนช่วยสืบเรื่องนี้ให้ จนได้รู้ว่ามีคนงานในไร่กลุ่มหนึ่งรับค่าจ้างเพื่อให้พวกเขาเอางูเข้าไปปล่อยในเล้าไก่ เมื่อแม่ไก่เห็นงูจำนวนมากก็พากันตกใจกลัวจนร้องเสียงดังและวิ่งไปทั่วเล้า เกิดความยุ่งยากจนเกินจะควบคุม แม่ไก่เหล่านั้นเหยียบไข่ไก่ในเล้าที่ยังไม่มีคนงานเข้าไปเก็บจนเสียหายทั้งหมด คนงานที่สร้างปัญหาถูกคนของซ่งอี้เซวียนจับตัวไปสอบสวนจนได้รู้ว่าผู้ที่บงการอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้คือฉินซีหลางและฟู่วั่งเสียน แต่เรื่องนี้จูจื้อโหยวไม่ได้บอกกับจางเหว่ยและบิดาของเขา เพราะกลัวว่าตระกูลจางจะหวาดกลัวตระกูลฉินไปเสียเปล่าๆ

            “แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องโทษที่เราดูแลคนงานไม่ดีจนปล่อยให้พวกเขาสร้างปัญหาขึ้นมาได้” จางเซี่ยยังไม่ยินยอม “หากเจ้าจะปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปโดยไม่ยอมให้เรามีส่วนรับผิดชอบ ต่อไปพวกเราตระกูลจางจะกล้าทำธุรกิจร่วมกับเจ้าอีกได้อย่างไร”

            จูจื้อโหยวรู้ดีว่าจางเซี่ยเป็นคนทำธุรกิจซื่อตรงเพียงใด หากครั้งนี้นางไม่ยอมรับเงื่อนไข คิดว่าตระกูลจางคงถอนตัวจากความร่วมมือกับนางเป็นแน่ “หากท่านลุงยืนยันเช่นนั้นข้าคงขัดไม่ได้ แต่จะให้ท่านลุงชดใช้ด้วยเงินนั้นข้าขอไม่รับ ตอนนี้คนงานของท่านไม่น้อยถูกท่านไล่ออกไปแล้ว ถึงอย่างไรท่านก็ต้องหาคนงานใหม่เข้ามาทำงานแทนใช่หรือไม่เจ้าคะ”

            จางเซี่ยพยักหน้ารับ “เจ้าต้องการให้ข้ารับคนของเจ้าเข้าทำงานแทนคนงานพวกนั้นหรือ เป็นผู้ใด เจ้าบอกข้าได้เลย”

            “ท่านลุงคงเคยได้ยินมาแล้วว่าพี่ใหญ่ของข้ากับรัชทายาทต้องการช่วยเหลือทหารปลดประจำการให้พวกเขามีรายได้เลี้ยงชีพหลังจากที่พวกเขาออกจากกองทัพ ซึ่งก่อนหน้านี้ข้ารับทหารปลดประจำการทั้งหมดเข้าทำงานในไร่และโรงงานแปรรูปอาหารของข้าแล้ว แต่เวลานี้ที่ค่ายทหารของท่านพ่อบุญธรรมยังมีทหารที่เพิ่งเกษียณอายุออกมาอีกจำนวนหนึ่ง ทหารกลุ่มนี้แม้ว่าจะอายุมากสักหน่อย แต่พวกเขายังคงมีร่างกายแข็งแรง ดังนั้นพวกเขายังสามารถทำงานในไร่ได้อีกหลายปี”

            จางเซี่ยคิดตามและยิ้มอย่างเข้าใจความหมาย ทั้งยังแอบชื่นชมในความคิดอันรอบคอบของจูจื้อโหยวอีกด้วย “ข้ายินดีรับทหารเกษียณกลุ่มนี้เข้าทำงาน เมื่อพวกเขาทำงานไม่ไหว เราจะมอบเงินเก็บให้พวกเขาสักก้อนเพื่อเอากลับไปสร้างตัว เงินที่ได้รับจะคำนวณจากระยะเวลาที่พวกเขาเข้าทำงานให้เรา และหลังจากนั้นเจ้าสามารถส่งทหารเกษียณอายุหรือทหารพิการที่ปลดประจำการให้เข้ามารับช่วงต่อในตำแหน่งงานที่ว่างลงได้ตลอด เงื่อนไขเช่นนี้เจ้าเห็นว่าอย่างไร”

            “ข้าขอขอบคุณท่านลุงแทนทหารทุกคนด้วยเจ้าค่ะ และเพื่อแสดงให้เห็นว่าท่านลุงมีใจเมตตา ข้าจะบอกพ่อบุญธรรมเสนอให้รัชทายาทประทานป้ายเกียรติยศด้วยฝีพระหัตถ์ของพระองค์เอง เพื่อมอบให้เป็นสิริมงคลแก่ตระกูลจางของท่านต่อไปดีหรือไม่เจ้าคะ”

            “ข้าขอเป็นตัวแทนของตระกูลจางแสดงความขอบคุณเจ้าในครั้งนี้ และข้าสัญญาว่าต่อไปหากเจ้าต้องการความช่วยเหลือเรื่องใด ตระกูลจางของเราจะไม่อิดออดแม้แต่คำเดียว” จางเซี่ยตอบรับอย่างดีใจ เพราะจะมีตระกูลพ่อค้าสักกี่ตระกูลที่ได้รับป้ายฝีพระหัตถ์ของรัชทายาทกัน แต่เขายังถามต่อ “เรื่องชดใช้ค่าเสียหายเล่า?”

            “เรื่องนั้น...ใครทำผิดพวกเขาก็ต้องชดใช้เองเจ้าค่ะ”

            “แล้วเรื่องไข่ไก่ที่จะใช้ในการทำขนมเจ้าจะหามาจากไหน ดูจากจำนวนไข่ไก่ที่เจ้ารับจากไร่ของเราก็รู้แล้วว่าในแต่ละวันขนมอบของเจ้าคงใช้ไข่ไก่ไม่น้อยเลย” จางเหว่ยยังไม่คลายกังวล

            “ข้าให้คนงานไปขอแลกไข่ไก่จากชาวบ้านมาแล้วเจ้าค่ะ” จูจื้อโหยวยิ้ม โชคดีที่นางสั่งซื้อเครื่องก๊อปปี้เสมือนจริงออกจากระบบมาได้ ทำให้เวลานี้นางมีไข่ไก่เพียงพอที่จะใช้ผลิตบิสกิตไข่แดงกับเมอแร็งก์ได้ครบตามจำนวนที่ภารกิจกำหนดไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และในอนาคตหากนางต้องการวัตดุดิบหายากและขาดแคลน นางก็แค่เอาเครื่องนี้ออกมาใช้อีกครั้ง เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่รู้ว่านางจะโกรธหรือต้องขอบคุณฉินซีหลางกับฟู่วั่งเสียนดี แต่ถ้าสองคนนั้นรู้ว่าเจตนาร้ายของพวกเขากลายเป็นผลดีสำหรับนาง มีหวังพวกเขาต้องกระอักเลือดออกมาเพราะความผิดหวังเป็นแน่

            “เจ้าแก้ปัญหาเรื่องนั้นได้แล้วก็ดี เช่นนั้นข้ากับท่านพ่อคงไม่รบกวนเจ้าต่อแล้ว เรายังต้องกลับไปจัดการกับแม่ไก่พวกนั้นต่ออีก” จางเหว่ยพูดขึ้นมาอย่างเสียดาย “แม่ไก่พวกนั้นตกใจจนออกไข่ให้เราไม่ได้แล้ว พวกเราคงได้แต่ต้องกำจัดมันทิ้งก่อนที่จะเอาไก่รุ่นใหม่มาเลี้ยง จนกว่าจะถึงตอนนั้น ข้าคงจะยังส่งไข่ไก่มาให้เจ้าไม่ได้”

            “เรื่องนั้นท่านไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ ข้ามีวิธีหาซื้อไข่ไก่มาได้แน่นอน อีกอย่างหนึ่ง ข้าสามารถอบขนมปังโดยไม่ใช้ไข่ไก่ได้”

            “แล้วขนมปังอบของเจ้าจะออกมาอร่อยหรือ” จางเหว่ยถามอย่างไม่วางใจ 

            “อร่อยสิเจ้าคะ เอาไว้ข้าจะสั่งให้คนเอาขนมไปส่งให้ท่านกับท่านลุงลองชิม” จูจื้อโหยวพูดอย่างนึกขึ้นได้ “ออกนอกเรื่องไปไกลเลย พี่เหว่ย...เมื่อกี้ท่านบอกว่าแม่ไก่พวกนั้นออกไข่ไม่ได้แล้ว ท่านก็เลยจะกำจัดมันทิ้งใช่ไหมเจ้าคะ”

            “อืม...เลี้ยงไว้ก็ทำประโยชน์อะไรไม่ได้” จางเหว่ยนึกถึงแม่ไก่เหล่านั้นแล้วก็ได้แต่ปวดใจ แม่ไก่จำนวนมากมาย แม้เขาจะแจกจ่ายให้กับคนงานบางคนไปแล้วแต่ไก่ก็ยังเหลืออยู่อีกเยอะ และถ้าเขาไม่ฆ่าไก่พวกนั้นทิ้ง เขาก็ต้องเสียเงินค่าอาหารไก่ทั้งๆ ที่รู้ว่าไก่เหล่านั้นไม่มีประโยชน์แล้ว มิสู้ฆ่าไก่พวกนั้นแล้วนำไปฝังให้หมด ยังดีกว่าต้องมาขาดทุนเพราะค่าอาหาร

            “เช่นนั้นท่านให้คนงานของท่านฆ่าไก่พวกนั้นแล้วถอนขนและแยกเครื่องในออกแล้วล้างทำความสะอาดให้เรียบร้อย จากนั้นท่านก็ส่งไก่พวกนั้นไปโรงงานแปรรูปอาหารของข้าเถิดเจ้าค่ะ ข้าจะให้คนไปบอกกับพี่ชางและพี่ชุนไว้ล่วงหน้า”

            “เจ้าจะเอาไก่มากมายพวกนี้ไปทำอะไร หรือว่าเจ้าจะทำไก่แดดเดียวเหมือนที่เจ้าเคยทำให้พวกเรากิน” จางเหว่ยนึกได้เช่นกัน

            “เนื้อไก่แดดเดียวหรือ รสชาติมันเป็นยังไง” จางเซี่ยถามลูกชาย เขาเคยเห็นเนื้อหมู เนื้อวัว และเนื้อสัตว์ป่าตากแห้งมาบ้าง แต่ยังไม่เคยได้ยินเรื่องเนื้อไก่แดดเดียวมาก่อน

            “เนื้อไก่แดดเดียวที่พี่สะใภ้ทำอร่อยมากเลยขอรับท่านพ่อ หากพี่สะใภ้ทำขายจริงๆ ข้าจะซื้อมาให้ท่านพ่อได้ลองชิมขอรับ”

            “เนื้อไก่จำนวนมากเช่นนี้ข้าจะไม่ทำแค่เนื้อไก่แดดเดียวหรอกเจ้าค่ะ ข้าจะเอาเนื้อไก่พวกนี้ไปทำอาหารอย่างอื่นด้วย”

            “เฮ้อ..เจ้าช่างเป็นคนที่มีความสามารถโดดเด่นอย่างแท้จริง เป็นบุญของตระกูลจางของเราที่ได้ทำงานร่วมกับเจ้า และข้ายังขอขอบใจเจ้าที่ช่วยทำให้ลูกชายไม่เอาไหนของข้ากลับตัวมาเป็นคนที่จริงจังกับงานเช่นนี้ เจ้าไม่รู้หรอกว่าข้าเคยผิดหวังกับเขามามากขนาดไหน” จางเซี่ยกล่าวขอบคุณจูจื้อโหยวจากใจ

            “ท่านลุงชมจนตัวข้าจะลอยได้แล้วเจ้าค่ะ เรื่องนี้ต้องยกความดีให้กับพี่เหว่ยต่างหาก หากเขาไม่อยากทำใครจะบังคับเขาได้” จูจื้อโหยวยิ้มกับจางเหว่ย “ความจริงแล้วพี่เหว่ยก็เป็นคนเก่งและมีความสามารถคนหนึ่ง เพียงแต่ก่อนหน้านี้เขาไม่มีโอกาสได้แสดงฝีมือเท่านั้นเจ้าค่ะ”

            “เจ้าก็ชมข้าเกินไป” จางเหว่ยยิ้มเขินจนหน้าแดง

            จางเซี่ยเห็นท่าทางของลูกชายแล้วก็ทนไม่ได้ เขาใช้มือเขกไปบนศีรษะของลูกชายอย่างไม่กลัวว่าลูกชายจะอาย “โตจนถึงวัยต้องแต่งงานแล้วยังมาทำท่าทางน่าเกลียดอย่างนี้อีก”

            “หะ! แต่งงาน ท่านพ่อพูดอะไรขอรับ” จางเหว่ยเปลี่ยนสีหน้าทันที แต่สีหน้าของเขาไม่ได้เขินอาย กลายเป็นความกลุ้มใจต่างหาก

            “ไม่ต้องมาเขินหรอก ข้าจะไปคุยกับสหายและจะหาสตรีดีๆ มาแต่งกับเจ้า”

            “ท่านพ่อ! ข้าไม่รีบ ข้าอยากหาภรรยาด้วยตัวเอง”

            “เรื่องแต่งงานต้องขึ้นอยู่กับบิดามารดาและต้องมีแม่สื่อชักนำ เจ้าไม่ต้องมาปฏิเสธ ข้าจะจัดการเรื่องนี้ให้เจ้าเอง”

            จูจื้อโหยวเกิดอาการงงไปเล็กน้อย จากที่ปรึกษาธุรกิจกันอยู่ดีๆ แต่ทำไมกลายเป็นท่านลุงจางเซี่ยถึงคิดจะจับลูกชายแต่งงานกันเล่า แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องของครอบครัวคนอื่น นางไม่เอาตัวเองเข้าไปยุ่งหรอก จากนั้นสองพ่อลูกก็วิ่งไล่กันออกจากจวนของจูจื้อโหยวไป

    คล้ายกับเรื่องภารกิจพลิกฟื้นโรงน้ำชาเป็นคาเฟ่สุดปัง (มี e-book นะคะ) ที่คุณอ่าน