ตอนที่ 3ท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไป
เยว่เล่อลุกขึ้นช้าๆนางย่อกายถวายคำนับอย่างถูกกาลเทศะทว่าสายตาที่มองสบตากับเขานั้นกลับไม่มีความหวาดกลัวหรือความอาลัยอาวรณ์เหมือนที่เคยเป็
"หม่อมฉันขอบพระทัยฝ่าาที่ทรงเป็ห่วงเพคะ"นางตอบน้ำเสียงราบเรียบ "ข่าวนั้นมิใช่ข่าวลือหรอกเพคะหม่อมฉันเกือบจะตายไปแล้วจริงๆ เพียงแต่ตอนนี้หม่อมฉันเสียดายชีวิตขึ้นมาเสียหน่อย"
หลงเหยียนตี้หรี่ตาลงเขาเดินเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นหอมจางๆ จากกายของนาง "เสียดายชีวิต? หรือเสียดายตำแหน่งฮองเฮาที่ตระกูลเฟิ่งอยากได้นักหนากันแน่?"
"ทั้งสองอย่างเพคะ"เยว่เล่อตอบกลับทันควันโดยไม่หลบสายตา"ในเมื่อหม่อมฉันต้องอยู่ในวังนี้ตามราชโองการหม่อมฉันก็ควรจะใช้ทุกอย่างที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด มิใช่หรือเพคะ?"
ฮ่องเต้ชะงักไปเล็กน้อยท่าทีที่เปลี่ยนไปของนางทำให้เขาประหลาดใจเฟิ่งเยว่เล่อคนก่อนมักจะหลบสายตาและร้องไห้เสมอเมื่อพบเขาทว่าสตรีตรงหน้ากลับมีความกล้าหาญและความเ็าที่เขามิเคยเห็น
"เ้ากำลังจะบอกข้าว่าเ้าจะยอมรับตำแหน่งนี้ด้วยความเต็มใจงั้นหรือ?"
"หม่อมฉันยอมรับหน้าที่เพคะส่วนเื่หัวใจนั้น..." เยว่เล่อเว้นวรรคพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของัหนุ่ม"ฝ่าาทรงทราบดีอยู่แล้วว่าในวังหลวงแห่งนี้หัวใจเป็สิ่งที่ไร้ประโยชน์ที่สุด หม่อมฉันมิได้้ามันและเชื่อว่าฝ่าาก็คงมิได้้าจากหม่อมฉันเช่นกัน"
หลงเหยียนตี้แค่นยิ้ม"ดี! ในเมื่อเ้าคิดได้เช่นนี้ก็ดี ฮองเฮา จงจำคำของเ้าไว้อย่าได้มาร้องไห้คร่ำครวญขอความรักจากข้าในภายหลังเพราะข้าจะมอบให้เ้าได้เพียงเกียรติยศและตำแหน่งเท่านั้น"
"นั่นคือสิ่งที่หม่อมฉัน้าเพคะ"เยว่เล่อเอ่ยเสียงหนักแน่น "เกียรติยศที่ไม่มีใครกล้าลบหลู่และอำนาจที่ไม่มีใครกล้าต่อต้าน...เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว"
ฮ่องเต้จ้องมองนางอีกครู่หนึ่งก่อนจะหมุนกายเดินจากไปโดยไม่ตรัสสิ่งใดอีก
เยว่เล่อยืนมองตามแผ่นหลังของเขาไปจนลับสายตานางยกมือขึ้นลูบหน้าอกซ้ายที่หัวใจยังคงเต้นอยู่เบาๆแต่มันเป็ความรู้สึกที่ว่างเปล่า
'หลินเยี่ยนซูหลาน ข้ามีเกราะหงส์ตัวนี้แล้ว ต่อไปนี้เกมการแก้แค้นของจริงกำลังจะเริ่มต้นขึ้น'
นางหันกลับไปหาชุ่ยเอ๋อร์ที่ยังคงยืนตัวสั่นอยู่มุมห้อง
"ชุ่ยเอ๋อพรุ่งนี้จัดเตรียมคนเอาไว้ ข้าจะไปเดินชมอุทยานหลวงเสียหน่อยข้าอยากเห็นว่าวังหลังแห่งนี้ มีใครบ้างที่ข้าต้องจัดการเป็คนแรก"
สายลมหนาวพัดผ่านหน้าต่างเข้ามาอีกครั้งแต่วันนี้ เฟิ่งเยว่เล่อไม่ได้รู้สึกหนาวสั่น นางกลับรู้สึกถึงพลังที่ค่อยๆตื่นขึ้นในกาย พลังของนางหงส์ที่จะไม่ยอมให้ใครมาทำลายได้อีกเป็ครั้งที่สอง
แสงแดดยามบ่ายทอดเงายาวลงบนระเบียงหินอ่อนของศาลาว่านอวี้ภายในอุทยานส่วนพระองค์ของตระกูลเฟิ่งกลิ่นหอมของดอกเหมยที่บานก่อนฤดูกาลอบอวลอยู่ในอากาศทว่ากลับมิอาจชะล้างกลิ่นอายแห่งความตึงเครียดที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณได้
เฟิ่งเยว่เล่อ ในชุดลำลองสีเขียวหยกอ่อนนั่งอยู่อย่างสงบนิ่งหน้ากระดานหมากรุกจีน นิ้วเรียวงามคีบหมากสีดำไว้ระหว่างนิ้วก่อนจะวางลงบนจุดตัดอย่างใจเย็น นางกำลังเดินหมากสู้กับตัวเอง หรืออาจจะกำลังเดินหมากสู้กับโชคชะตาที่กำลังจะมาถึง
"ฮ่องเต้เสด็จ!"
เสียงประกาศของขันทีดังก้องไปทั่วอุทยานตามมาด้วยเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและทรงอำนาจ เยว่เล่อไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกนางเพียงแค่กะพริบตาช้าๆก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วย่อกายถวายพระพรอย่างอ่อนช้อยแต่ทว่าห่างเหิน
"หม่อมฉันเฟิ่งเยว่เล่อถวายพระพรฝ่าา ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี"
หลงเหยียนตี้ หยุดยืนอยู่ตรงหน้านางร่างสูงใหญ่ในชุดฉลองพระองค์สีเหลืองเข้มขับเน้นรัศมีัให้ดูน่าเกรงขามใบหน้าที่คมคายราวกริชชั้นดีนิ่งสนิทดวงตาคมปลาบจ้องมองสตรีตรงหน้าที่เคยมีข่าวว่า "ตรอมใจจนหวิดสิ้นชื่อ"เพราะไม่อยากแต่งงานกับเขา
"ลุกขึ้นเถอะ"น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำทว่าเย็นเยียบ "ได้ยินว่าเ้าฟื้นจากอาการประชวรแล้วข้าจึงแวะมาดูให้เห็นกับตา ว่าที่ฮองเฮาของข้ายังมีลมหายใจอยู่จริงหรือไม่"
เยว่เล่อเงยหน้าขึ้นสบตาฮ่องเต้หนุ่มโดยไม่หลบเลี่ยงแววตาของนางที่เขาจำได้ว่าเคยเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและหยาดน้ำตาบัดนี้กลับราบเรียบประดุจผิวน้ำที่กลายเป็น้ำแข็ง
"ขอบพระทัยฝ่าาที่ทรงห่วงใยหม่อมฉันดวงแข็งนัก ความตายคงยังมิต้อนรับสตรีเช่นหม่อมฉันในตอนนี้"
หลงเหยียนตี้หรี่ตาลงเขาเดินก้าวข้ามธรณีประตูศาลาเข้ามาใกล้พลางกวาดสายตามองกระดานหมากรุกที่นางเพิ่งละมา
"เ้าเล่นหมากรุกคนเดียวงั้นหรือ? ช่างเป็งานอดิเรกที่ประหลาดนักสำหรับสตรีที่ใครๆต่างก็บอกว่าหัวใจแตกสลาย"
"หมากรุกสอนให้เรารู้จักวางแผนเพคะฝ่าา"เยว่เล่อตอบพลางผุดรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก "เมื่อเราอยู่คนเดียวเราถึงจะเห็นจุดอ่อนของตัวเองได้ชัดเจนที่สุดการเดินหมากผิดเพียงตาเดียวอาจหมายถึงการพ่ายแพ้ทั้งกระดาน มันก็เฉกเช่นชีวิตคนเรามิใช่หรือเพคะ?"
"เ้าพูดจาแปลกไปเยว่เล่อ"ฮ่องเต้เอ่ยพลางโน้มตัวลงมาเล็กน้อยกลิ่นอายัที่กดดันแผ่ซ่านจนนางกำนัลรอบข้างต่างพากันก้มหน้าตัวสั่น
"เ้าคนเดิมมักจะร้องไห้เมื่อเห็นหน้าข้าและพร่ำบอกว่าตำแหน่งฮองเฮาคือคุกที่เ้ามิปรารถนา แต่สตรีตรงหน้าข้าตอนนี้ กลับดูเหมือนคนที่กำลังรอคอยจะก้าวเข้าไปในคุกนั้นด้วยความเต็มใจ"
"คนเราเมื่อผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่งย่อมมองเห็นโลกเปลี่ยนไปเพคะ" เยว่เล่อสบตาเขาอย่างท้าทาย"ความรักอาจจะเป็เื่ใหญ่สำหรับเด็กสาววัยแรกรุ่นแต่สำหรับหม่อมฉันในตอนนี้ ความมั่นคงและอำนาจ ดูจะเป็สิ่งที่จับต้องได้มากกว่าความรู้สึกที่เลื่อนลอย"
"อำนาจเช่นนั้นรึ?" หลงเหยียนตี้แค่นยิ้มเยาะ"ในที่สุดเ้าก็ยอมรับเสียทีว่าที่เ้าตกลงแต่งงานเพราะความ้าของบิดาเ้า แม่ทัพเฟิ่งคงสอนเ้ามาดีสินะว่าการเป็ฮองเฮาคือวิธีที่เร็วที่สุดในการกุมหัวใจราชสำนัก"
"ท่านพ่อสอนหม่อมฉันเื่การรบต่างหากเล่าเพคะ"นางตอบน้ำเสียงราบเรียบ "แต่การใช้ชีวิตในวังนั้นหม่อมฉันเรียนรู้ด้วยตัวเอง"
บรรยากาศในศาลาเย็นเฉียบลงฉับพลันหลงเหยียนตี้รู้สึกไม่พอใจอย่างบอกไม่ถูก สตรีตรงหน้าดูสงบนิ่งเกินไปจนน่าระแวงเขาไม่ชอบความรู้สึกที่คุมสถานการณ์ไม่ได้โดยเฉพาะกับสตรีที่เขาเคยมองว่าเป็เพียงหมากเบี้ยทางการเมือง
"เ้าคิดว่าข้าจะเชื่อคำพูดของเ้างั้นหรือ?" ฮ่องเต้ก้าวเข้าไปประชิดตัวนางจนได้ยินเสียงลมหายใจมือหนาคว้าหมับเข้าที่คางมน บังคับให้นางต้องเชิดหน้าสบตากับเขา
"เ้าอาจจะหลอกคนทั้งโลกได้ด้วยหน้ากากเ็านี้แต่เ้าหลอกข้าไม่ได้ เยว่เล่อ...เ้ากำลังวางแผนอะไรอยู่กันแน่? หรือว่าพ่อของเ้าส่งเ้ามาเพื่อเป็สายลับในตำหนักใน?"
เยว่เล่อไม่ได้ดิ้นรนแม้จะรู้สึกเจ็บที่ปลายคางแต่นางกลับมองเขาด้วยสายตาสมเพช
"หากหม่อมฉันบอกว่าหม่อมฉันไม่ได้วางแผนอะไรเลยนอกจากอยากจะมีชีวิตที่สงบสุขและมีอำนาจพอจะปกป้องตัวเอง...ฝ่าาจะทรงเชื่อไหมเพคะ?"