ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    เล่มที่ 3 บทที่ 86 พบเพื่อนเก่าอีกครั้ง (1)

            ในเมื่อมีคัมภีร์วิชาเวทแบบนี้อยู่ในมือแล้วสวีหยางอี้ยังต้องสนใจมิติลับพวกนั้นอีกทำไม

            อีกอย่าง มัน “อาจจะ” ไม่ใช่มิติลับของจริงก็ได้เพราะจากคำพูดของอีกฝ่ายก็ยังดูไม่แน่ใจ ดังนั้นความไม่แน่นอนนี้ มันเทียบกับความแน่นอนที่อยู่มือตอนนี้ไม่ได้เลย

            ไม่ช้าไม่เร็วเขาก็ต้องเจอกับมิติลี้ลับสักแห่งอยู่ดี ซึ่งยังไม่ใช่ตอนนี้เอาไว้ให้เขามั่นใจกว่านี้ แล้วค่อยว่ากันอีกที

            “แค่ก็มิติลับเอง” สวีหยางอี้ระบายยิ้ม “ไปเตรียมตัวได้แล้ว หลังจากนี้หนึ่งอาทิตย์พวกเราจะออกเดินทางไปที่บึงบงกชจตุทิศกัน”

            เขาไม่เปิดช่องว่างให้หลี่ลงหยวนพูดแม้แต่น้อยพูดจบก็เดินเข้าห้องฝึกตนทันที

            หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเขาออกฌาน เขากับหลี่จงหยวนก็มุ่งหน้าไปที่บึงบงกชจตุทิศทันที

            เวลาที่เข้าฌานหนึ่งอาทิตย์ สวีหยางอี้ได้พิสูจน์สมมุติฐานไปหนึ่งข้อก็คือพลังเวทท่าระบำวายุสามารถหลอมประสานเข้ากับท่าบงกชเพลิงทศทิศได้หรือไม่เพราะมันมาจากตำราบทเดียวกัน และผลลัพธิ์ที่ได้ก็เป็นอย่างที่เขาคิดไว้

            แต่ที่เหนือความคาดหมายก็คือ... อานุภาพทำลายล้างของมัน!

            พอนึกถึงภาพห้องฝึกตนที่ไหม้เกรียมเป็นบริเวณหลายร้อยเมตร มุมปากก็กระดกขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่

            มิน่า... พลังเวทเหนือธรรมชาติมักเขย่าขวัญผู้คนได้เสมอ หลังจากหลี่จงหยวนได้เห็นสภาพห้องฝึกตนก็ตกตะลึงนั่งคุกเข่าลงจนแทบยกมือกราบไว้พลังอานุภาพเช่นนี้... ควรถูกจับตาดูอย่างใกล้ชิด ไม่งั้นหากเขาระเบิดพลังออกมาต่อให้เป็นผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางก็ตามอานุภาพทำลายล้างของมันก็เป็นมหาอัคคีภัยสำหรับมนุษยชาติได้เลย

            การพิสูจน์อีกหนึ่งเรื่องก็คือ ไม่ว่าสวีหยางอี้ทำอย่างไร “เมล็ดลูกท้อ”ที่อยู่ในทะเลลมปราณก็ไม่กระดิกสักนิด

            มันไม่มีชีวิด แต่ก็ไม่เหมือนไร้ชีวิตซึ่งมันก็ได้แต่ลอยเคว้งบนผิวทะเลลมปราณอย่างแน่นิ่ง

            ครั้นเมื่อเวลาออกเดินทางมาถึง เขาจึงได้แต่วางเรื่องที่ต้องการพิสูจน์ทั้งหมดลงเพราะการไปพบท่านอาวุโสปี้ปัวเพื่อเปลือยเปลือกความจริงของอาวุธราชันย์สำคัญกว่าสิ่งอื่นใดณ ตอนนี้

            อาวุธราชันย์... คือปริศนาที่สำคัญที่สุดในช่วงเวลานี้

            ไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร และยิ่งไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงถูกตามฆ่า!และยิ่งโคตรไม่เข้าใจสถาณการณ์ของตัวในตอนนี้!

            บนรถคันใหม่ของหลี่จงหยวนสวีหยางอี้ลดเปลือกตามองรถลาที่แล่นเกลื่อนบนทางหลวง มองจ้องเข้าในรถแต่ละคันเห็นหนุ่มสาวหน้าตาดีมากมาย... แล้วอยู่ๆ เขาก็ฉุกนึกขึ้นมา... ดูเหมือนตัวเขา...เกือบลืมความรู้สึกของสังคมมนุษย์ธรรมดาไปแล้ว

            หลายปีที่อยู่ในเทียนเต้าเป็นเพียงหนึ่งวันของการฝึกทหารเท่านั้นพอมาไล่นึกดูแล้วสถานที่เดียวที่เขาได้ปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ธรรมดาในสังคมก็คือตอนที่ไปฝึกงานที่หน่วยสืบสวนคดีฆาตรกรรมในเมืองซานสุ่ย

            น่าแปลกที่อยู่ๆ ก็เกิดคิดถึงขึ้นมา

            บางทีอาจจะเข้าฌานฝึกตนนานเกินไป และแล้วเขาก็เอ่ยปากพูดเสียงเรียบ“ขับช้าๆ หน่อย”

            “ได้ครับ”

            หลี่จงหยวนไม่ถามกลับ สวีหยางอี้ลดต่างหน้ารถลง พลันยื่นมือออกไปด้านนอกสัมผัสถึงริ้วกระแสลมที่พัดลอดซอกนิ้วเขาไป

            เขาปลดพลังจิตทั่วทั้งร่างที่สกัดกั้นสัมผัสรับรู้ร้อนหนาวออกใช้สัมผัสของร่างกายแสนธรรมดาดื่มด่ำกับความเร่าร้อนของดวงอาทิตย์เดือนสิบในช่วงปลายฤดูร้อนที่กำลังแผดเผาอยู่แสงแดดแสบร้อนส่องทาบลงมาบนแขนของเขาเกิดเป็นความรู้สึกแสบยุบยิบประหนึ่งปลายเข็มทิ่มแทงครั้นสายลมร้อนผ่าวพัดผ่าน ประหนึ่งเหมือนหอบมวลความรู้สึกแสบร้อนบนผิวจากไป

            เขาใส่เสื้อยืดสีดำ กางเกงยีนส์และรองเท้าผ้าใบสวีหยางอี้ไม่ใส่ใจเรื่องการแต่งตัวเท่าไรนัก ณ ห้วงเวลานี้ การก้าวเท้าออกมาจากห้องหินเย็นชืดสู่อ้อมกอดอันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติได้ปลดความตึงเครียดลงในทุกมิติ ประหนึ่งหมอกหนาทึบภายในใจสหายหายไปจนหมดสิ้น  

            ความรู้สึกผ่านคลายเช่นนี้ทำเอาเขาเคลิบเคลิ้มจนอยากงีบหลับ

            ความรู้สึกตอนดูดซับอณูปราณเป็นความเคลิบเคลิ้มที่เหมือนกับเสพยาแต่การเดินเข้าหาอ้อมกอดธรรมชาตินี้ กลับเป็นความเคลิบเคลิ้มที่ต่างออกไป

            ทันใดนั้นเอง ความรู้สึกเย็นวาบพลันโจนจับเข้าที่แขน เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยพบว่ามีขวดสไปรท์พลาสติกกระเด้งกระดอนตามพื้นถนนกรุกกรัก ของเหลวจากขวดเครื่องดื่มสาดชโลมเข้ามือเขาเต็มๆ 

            เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย พบว่ามีรถจำนวนมากแล่นอยู่บนถนนทางหลวงและที่สะดุดตาที่สุดคือรถคันที่อยู่ด้านหน้าเขา รถสปอร์ตสีไวน์แดงรูปทรงปรับแต่งได้อย่างล้ำสมัย ป้ายทะเบียนรถก็สะดุดตายิ่งนัก AA6666 ดูก็รู้ว่าร่ำรวย

            กระจกรถสะท้อนแสงปิดกั้นการมองเห็นแต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อสวีหยางอี้เลยสักนิดด้านในคือวัยรุ่นหนุ่มสาวสองสามคนกำลังชี้มาทางนี้พลางหัวเราะกันอย่างร่าเริง

            ดูเหมือนชี้มาทางตัวเขาเองอยู่นี่นา...

            ภายในรถ คือวัยรุ่นสองคน เป็นชายหญิงสองคน และชายหัวโล้นในชุดสูทใส่แว่นกันแดดที่ดูเหมือนเป็นคนขับรถหญิงสาวคนนั้นนั่งทำหน้านางร้ายอยู่ที่เบาะหลัง พลางยกนิ้วกลางให้รถสวีหยางอี้“ฮ่าๆ ไอ้ตอแหล! ไอ้พวกรวยปลอม! แค่รถอาวดี้รุ่น A6L ราคาแค่เจ็ดแสน แล้วทำมาเป็นอวด ฉันล่ะเหม็นขี้หน้ารถมันจริงๆ !”

            “บนถนนเส้นนี้ รถของพวกเราแพงสุดแล้ว”ชายหนุ่มในแว่นกันแดดที่นั่งอยู่ข้างๆ จุดบุหรี่ขึ้นหนึ่งมวนนั่งไขว้ห้างสูบอย่างสบายใจ “เธอก็เล่นอะไรแผลงๆ ถ้าอีกฝ่ายตามมาจะทำยังไง?”

            “คิดว่าฉันกลัวเหรอ? โอ้ย กลัวจังเลย กลัวแล้วๆ”หญิงสาวกรอกตาอย่างไม่สบอารมณ์ แล้วปิดฝาขวดสไปร์ทขวดใหม่“ก็อยู่แต่ในรถมันน่าเบื่ออ่ะ อุตส่าห์ได้ออกมาทั้งทีก็ต้องหาอะไรสนุกๆ เล่นหน่อยแล้วมาเจอรถโง่ๆ รวยปลอมๆ ขับใกล้ๆ แบบนี้อีก ไอ้รถ A6Lเส็งเคร็งเอ้ย! เมื่อกี้แค่จะสาดโดนรถมันเฉยๆแต่ดันโชคดีโดนมันเข้า! ฮ่าๆๆ !”

            หน้าตาของเธอนับว่าไม่เลวเลยทีเดียว ทุกถ้อยคำที่พูดออกสะท้อนให้เห็นสภาพการเลี้ยงดูที่ถูกประคบประหงมเอาใจมาตั้งแต่เด็กขัดตาหน่อยก็เหวี่ยง ไม่พอใจหน่อยก็ฟาด ไม่ว่าคนรวยมีอำนาจหน้าไหนก็เป็นแบบนี้กันเกือบทุกคน

            ชายหนุ่มข้างๆ คลี่ยิ้มเอ่ย “ถือว่าเธอโชคดี ปล่อยไปเถอะไม่งั้นพรุ่งนี้คงได้เห็นข่าวหน้าหนึ่งพาดหัวข้อ ‘หูเจียวเจียวลูกสาวคนโตผู้ว่าการกรมทรัพยากรที่ดินแห่งเมืองหมิงสุ่ยขับรถประมาทชนรถอาวดี้’”

            “เหอะๆ คนอย่างมันจะมีน้ำยาไปฟ้องเหรอ?” เสียงดูดน้ำดังซวบๆ“ฉันกลัวจังเลย กลั๊วกลัว กลัวมันไม่ฟ้องน่ะสิ”

            หูเจียวเจียวกรอกตา ก่อนระบายยิ้มและเอาศอกกระทุ้งชายหนุ่ม“พี่ชายว่าจริงไหม มันไม่กล้าหรอก”

            “เธอก็นะ...”พี่ชายอมยิ้มราวกับเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติพลางเขี่ยขี้บุหรี่ออกนอกหน้าต่าง“เธออยากทำอะไรก็ทำ แต่ขอเตือนไว้อย่าง ครั้งนี้กว่าฉันจะได้ข้อมูลนี้มาเล่นเอาเหนื่อยแทบแย่อย่างที่บอกไป วันนี้พี่ใหญ่กำลังมุ่งหน้าไปที่บึงบงกชจตุทิศ ถ้าอยู่ต่อหน้าเขาเธอช่วยทำตัวน่ารักหน่อยแล้วกัน เธอน่าจะรู้นิสัยพี่ใหญ่ดี”

            หญิงสาวยักไหล่รับรู้ “รู้แล้วๆ พูดเป็นร้อยรอบแล้ว ฉันล่ะเบื่อที่จะฟังแล้ว...เอ๊ะ ดูสิ ไอ้หน้าโง่นั่นมันมองมาด้วย”

            “เขามองไม่เห็นคุณหนูหรอก” ชายหัวโล้นขับรถได้อย่างรวดเร็วและมั่นคง“สงสัยอาจจะเดาราคารถของคุณอยู่ล่ะมั้ง? บางทีแดดคงส่องป้ายทะเบียนชัดเกินไปแต่ผมก็อยากให้เขาเห็นให้เต็มตานะ จะได้ไม่กล้ามีปัญหาอะไรกับเรา”

            “มันแน่นอนอยู่แล้ว” เสียงหัวเราะอย่างมั่นใจดังขึ้น“ฉันล่ะเกลียดพวกที่ทำตัวรวยปลอมๆ แบบนี้ที่สุด”

            ชายหนุ่มข้างๆ หลุดขำออกมา “ฉันคิดว่าเธอคงเบื่อจริงๆ แหละ เธอควรรีบๆรักษาโรคคุณหนูขี้เบื่อจอมหาเรื่องนี้ได้แล้วนะ ระวังจะนำปัญหามาให้วงศ์ตระกูลตอนนี้อินเทอร์เน็ตมันรวดเร็วทั่วถึงไปหมด...”

            “ปัญหางั้นเหรอ? นี่พี่ล้อฉันเล่นเหรอ”

            สวีหยางอี้ละสายตาออกมาเงียบๆ เขาไม่อยากสนใจกับเด็กสาววัย ม.4โดยเฉพาะหลังจากผ่านการเข้าฌานมาครึ่งปีกว่า วิธีคิดของเขาได้เปลี่ยนไปมาก

            สำหรับคนที่ปลีกตัวอยู่คนเดียวเป็นเวลานาน พออกมาเข้าสังคมอีกครั้งถ้าพูดไม่หยุด ก็หยุดพูดไปเลย

            แต่สำหรับสวีหยางอี้แล้ว เขาคิดว่าตัวเองไม่จัดอยู่ในประเภทไหนทั้งสิ้น อาจจะอยู่กลางๆแต่ถึงกระนั้น เขาก็พูดเยอะเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

            นี่อาจเป็นสิ่งที่ได้จากการฝึกฝนขัดเกลาอีกอย่างหนึ่งกระมั้ง...เขาเอนตัวตามเบาะพลางหลับลง ปากพลันเอ่ยถาม “ข้างหน้าคือรถยี่ห้ออะไร?”

            หลี่จงหยวนเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด แต่ในเมื่อเจ้านายตัวเองไม่ว่าอะไรเขาก็ยิ่งไม่ควรเดือดดาลแทน “นิสสัน จีที-อาร์ ครับ[1]“

            “ราคาเท่าไหร่?”

            “ประมาณ...สองล้านกว่าครับ”

            “อ่อ...” สวีหยางอี้ตอบรับ “นายคิดว่าคนระดับไหนขับรถระดับนี้?”

            หลี่จงหยวนใช้พลังจิตมองมองคนในรถ ก่อนตอบอย่างไม่ต้องคิด“พวกลูกเศรษฐีครับ”

            “เป็นพวกลูกเศรษฐีที่ไม่เห็นหัวคนอื่น และคิดว่าตัวเองดีที่สุด” หลี่จงหยวนละสายตาออกมาอย่างเบื่อหน่าย“พวกลูกเศรษฐีสมัยนี้เริ่มไม่ค่อยมีรสนิยมโอ้อวดตัวเองกันแล้วต่อให้พวกเขาอยากทำแบบนั้นแต่พ่อแม่ไม่มีทางปล่อยให้พวกเขาแสดงพฤติกรรมแบบนั้นออกมาแน่นอนแต่ก็มักจะมีบางตระกูลที่มีแบบนี้โดดออก... คุณโกรธเหรอครับ?”

            “โกรธงั้นเหรอ?” สวีหยางอี้หลุดขำก่อนใช้น้ำเสียงดูถูก “โกรธคนอย่างพวกเขาเนี่ยนะ... หึ”

            “ผมก็ว่างั้น...” หลี่จงหยวนมองสีหน้าสวีหยางอี้ผ่านกระจกหลัง“พวกเรามีค่านิยมไม่เหมือนพวกเขา ยิ่งตอนนี้คุณกำลังถูกตามล่าอยู่ถึงจะโกรธอย่างไร ก็ไม่ควรหุนหันเผยตัวออกไป”

            “อีกอย่าง ถ้าผมจำไม่ผิด ในข้อกำหนดที่ระบุไว้ในสนธิสัญญาเสินหนงเจี้ยผู้ฝึกตนและปีศาจห้ามเผยตัวตนที่แท้จริงต่อหน้ามนุษย์ธรรมดา หากไม่จำเป็นและห้ามใช้พลังจิต พลังปราณ อาวุธของวิเศษทรงพลังแต่สามารถแลกเปลี่ยนซื้อขายอาวุธวิเศษกับมนุษย์ธรรมดาได้...แต่ห้ามแลกเปลี่ยนทรัพย์สินกัน...”

            ข้อกำหนดพวกนี้เป็นเงื่อนไขที่ผู้มีอำนาจจากฝั่งมนุษย์ตั้งขึ้นเพื่อคุ้มครองสิทธิ์บางอย่างของมนุษย์เพราะสำหรับพวกเขา ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ก็นับว่าเป็นภัยต่อมนุษย์แล้วดังนั้นพวกมนุษย์จึงไม่กล้าหาเรื่องพวกเรา และไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น”

            สวีหยางอี้ปล่อยให้หลี่จงหยวนพูดประมาณสามสี่นาทีโดยไม่ขัดเขาเมื่อเขาพูดจบ สวีหยางอี้ก็ลืมตาขึ้นและมองหน้าเขาผ่านกระจกคนขับ มองหลี่จงหยวนก้มหน้าหลบตาจากนั้นก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “นายจำไว้ให้ดี”

            “ฉัน...ไม่ได้... โกรธ”

            “ถ้าฉันโกรธจริง ตอนนี้พวกเขาไม่รอดแล้ว”

            “ระหว่างผู้ฝึกตนด้วยกัน อะไรพวกนี้ก็เป็นกฎสันติภาพจอมปลอม ครั้งนี้ทนได้ใช่ว่าครั้งไปจะต้องทน หากมัวแต่คำนึงผลลัพธ์ในทุกๆ เรื่องนั่นไม่ใช่วิธีดิ้นรนเอาชีวิตรอด” เขามองตาหลี่จงหยวน “นั่นเรียกว่า...พวกขี้แพ้ที่ขี้ขลาดต่างหาก”

            เมื่อพูดจบ สวีหยางอี้ก็หลับตาลงอีกครั้ง

            ไม่ได้คลุกคลีกับมนุษย์ธรรมดามานานอันที่จริงเขารู้สึกดื่มด่ำกับความรู้สึกแบบนี้เป็นยิ่งนัก

            แม้พลังอำนาจจะเป็นใหญ่ในโลกมนุษย์ทั่วไปเช่นกัน แต่ก็ไม่สุดโต่งเท่าโลกผู้ฝึกตนเมื่อคนหนึ่งแข็งแกร่งกว่า มีอำนาจเหนือหว่า อีกคนหนึ่งก็เคารพยำเกรงแล้ว โดยที่อายุชื่อเสียง เงินทองไม่มีผลอะไรก็เหมือนกับฉีหนานกับหวางซานซานที่อายุมากกว่าเขาหลายสิบปีแต่พวกเขาก็ยังดูยำเกรงสวีหยางอี้ที่อายุน้อยกว่า

            มีขัดแย้งบ้าง มีทุกข์ระทมบ้าง มีความสุขบ้าง เขากลับชอบความรู้สึกขึ้นๆลงๆ แบบนี้มากกว่า หากไม่มีความทุกข์ และเราจะรู้รสชาติที่แท้จริงของความสุขได้อย่างไร 

            ภายในรถเคล้าเสียงเพลงใหม่ล่าสุดจากวิทยุ แม้สวีหยางอี้เข้าไม่ถึงแต่เขาก็ไม่ได้สั่งให้หลี่จงหยวนปิดมัน คิดเสียว่ามันเป็นเครื่องคอยเตือนว่านี่คือโลกของมนุษย์ทั่วไปแล้วกัน

            “ให้ตายเถอะ สงสัยจะอยู่ห่างจากสังคมมนุษย์นานเกินไปแล้ว...”ใบหน้าสวีหยางอี้ผุดยิ้มขึ้น 

            เวลาคล้อยผ่านไปนาทีแล้วนาทีเล่า น่าจะประมาณสิบกว่านาทีได้ อยู่ๆเสียงหัวเราะดังแผ่วก็แว่วเข้ามาในหูเขา “คุณสวีครับเมื่อกี้รถคันนั้นเกิดปัญหาขึ้น จนต้องจอดซ่อมข้างทาง”

            “รถคันไหน?” สวีหยางอี้เลิกคิ้วเล็กน้อย

            “ก็นิสสัน จีที-อาร์คันนั้นไงครับ หลี่จงหยวนแปลกใจเล็กน้อย

            สวีหยางอี้พยักหน้า ถ้าหลี่จงหยวนไม่ย้ำขึ้น เขาก็ลืมไปเลย

            ณ ข้างถนน ทั้งสามลงมาจากรถเป็นที่เรียบร้อยแล้วคนที่อายุมากสุดคือไม่เกินยี่สิบ คนที่อายุน้อยสุดอยู่ที่ประมาณสิบห้าสิบหกปี

            แต่ด้วยแฟชั่นการแต่งตัวของพวกเขา และเสื้อผ้าแบรนด์เนมทั้งตัวผนวกกับสีหน้าไม่เป็นมิตร จึงทำให้ไม่ได้รับความเห็นใจจากคนรอบข้าง ยิ่งไปกว่านั้นมีรถหลายคันจงใจเร่งความเร็วใส่เยาะเย้ยและส่งเสียงผิวปากให้

            ขอให้ได้ข่มพวกคนรวยพวกนี้หน่อยก็พอใจแล้ว

            “มองอะไรกัน!” หูเจียวเจียวหันกลับไปด่า “ไม่เคยเห็นรถหรูรึไงวะ? ไอ้พวกโง่!”

    --------------------------------------------------------------------------------

    [1] นิสสัน จีที-อาร์เป็นรถซุปเปอร์คาร์สัญชาติญี่ปุ่นที่สามารถเทียบชั้นได้ซูเปอร์คาร์ฝั่งยุโรปอย่างฟอร์รารี่ได้เลย

     

    คล้ายกับเรื่องยุทธเวทผลาญปีศาจ ที่คุณอ่าน