ณ วังหลวงของเมืองซื่อโจว ดินแดนพิภพชั้นที่ สี่
วันนี้ จักรพรรดินีเรียก คนในราชสำนักมากันทั้งหมด ไม้เว้นแม่แต่ เทพบุตรและ ธิดาเทพ พอมาถึงเหล่าเสนาบดีทั้งหลาย ก็เริ่มที่จะสงสัย เพราะปกติ จักรพรรดินีจะไม่มายุ่งเกี่ยวกับบ้านเมือง เอาแต่ฝึกตน ปล่อยให้ท่านอ๋องม่อเซวียนเซิง
กับท่านอ๋อง หลิวเหยียน และเหล่าเสนา ช่วยกันบริหารบ้านเมืองอยู่แล้ว
แล้วในที่สุด ก็มีเสียงองครักษ์วังหลวง ส่งเสียงร้องออกมาว่า
“ จักรพรรดินี เสด็จแล้ว”
จักรพรรดินีเดินออกมา พร้อมกัน เสี่ยวเทียนเดินตามมาข้างหลัง ธิดาเทพเห็นแล้วก็สงสัยยิ่ง ว่าเสี่ยวเทียนมาที่นี่ได้อย่างไร แต่คนที่ทำท่าโกรธ ไม่พอใจอย่างยิ่ง ก็คือ เทพบุตรหลิวเฟย ที่ยังคงแค้นที่เสี่ยวเทียนเตะเขาตกจากเรือที่ดินแดนพิภพชั้นที่สาม
และยังมีอีกคนที่สงสัยมาก ว่าเสี่ยวเทียนมาที่นี่ได้อย่างไร เขาคือ อ๋องน้อย ม่อเส้าหยวน เพราะเมื่อคืน องครักษ์ของเขาทั้งสี่คนนั้น จนป่านนี้ยังไม่กลับมารายงานตัว
“ ถวายบังคมจักรพรรดินี” ทั้งห้องโถงกล่าวถวายพระพร
“ ตามสบาย วันนี้ที่เรียกพวกท่านมา แค่มีเรื่องจะบอก ต่อไปนี้เป็นต้นไปข้าขอ
แต่งตั้งให้เฉินเสี่ยวเทียน เป็น โอรสเทพ มีศักดิ์และสิทธิ์ เทียบเท่ากับธิดาเทพ ทุกประการ”
พอสิ้นเสียงของ จักรพรรดินี ทุกคนต่างตกใจ มีเสียงฮือฮา กันขึ้น
มีขุนนางฝ่ายอ๋องท่านแรกก้าวเท้าออกมาพูดว่า
“ เรื่องแต่งตั้งให้เฉินเสี่ยวเทียนเป็นโอรสเทพ ไม่มีปัญหา แต่ว่าทรงมอบสิทธิ์
เหมือนกับ ธิดาเทพ เท่ากับว่า โอรสเทพก็ จะเป็นทายาทครองตำแหน่งองค์
จักรพรรดิในอนาคตด้วย เรื่องเช่นนี้ จะสร้างความแตกแยก วุ่นวายขึ้นในอนาคต
ขอให้พระองค์ทรง ตัดสินพระทัยใหม่ด้วยเถิดพะยะค่ะ”
“ ทรงตัดสินพระทัยใหม่ด้วยเถิดพะยะค่ะ” แล้วขุนนางทั้งหมด ก้มคุกเข่าแล้วก็
เอ่ยออกมาพร้อมกัน
“ พวกเจ้าทำเช่นนี้ หมายความว่า ไม่เชื่อฟังคำตัดสินใจของข้ากันแล้วใช่ไหม”
จักรพรรดินีเอ่ยเสียงเย็นระเยือกออกมา แล้วแผ่รัศมีพลังเทียนจุนออกมากดดัน คนในราชสำนักทั้งหมด ทำให้ทุกคนเริ่มรู้สึกถึง พลังที่กดดัน แทบจะโงหัวไม่ขึ้น
“ จำเอาไว้ แผ่นดินนี้ข้าคือ จักรพรรดินีผู้มีสิทธิขาดในการตัดสินใจ ในบัลลังก์ของข้า ไม่ใช่หน้าที่ ของพวกเจ้าที่จะมาตัดสิน เฉินเสี่ยวเทียน นี่คือพระแสงปืนอาญาสิทธิ์ เป็นอาวุธประจำกาย ของ ปฐมจักรพรรดินีไหมเทียน รับเอาไว้
หากใครสร้าง ปัญหา ให้เจ้าหรือไม่เชื่อฟัง ใช้พระแสงปืนอาญาสิทธิ์ จัดการมันผู้นั้นแทนข้าได้เลย” จักรพรรดินีมอบปืนพกสั้นสีทอง ให้กับเสี่ยวเทียน ท่ามกลางความเงียบสงัด ไม่มีผู้ใดกล้าพูดขัดอะไรได้อีกเลย เพราะถูกจักรพรรดินีกดดันเอาไว้ เสี่ยวเทียนเห็นปืนสีทองก็ชอบใจยิ่งนัก รีบเก็บเอาไว้ทันที
“ ธิดาเทพ เจ้ารู้จักกับเฉินเสี่ยวเทียนแล้วซินะ ถ้าเช่นนั้น เจ้าพาเขาไปพักที่ตำหนัก แพรไหม ข้าจะกักตนเตรียมตัว ทำสู้ศึกกับ จักรพรรดินีเจินเหลียนอีกครั้ง”
“ แต่ว่าตำหนักแพรไหมนั่น ?” ธิดาเทพเหมือนจะแย้งคำสั่ง
“ ไม่ต้องห่วงเขาหรอก เขาอยู่ที่นั่นได้แน่”
จักรพรรดินีหยูจี พูดจบก็สั่งเลิกประชุม พลังที่กดดัดออกมาก็ผ่อนคลาย ขุนนางบางคนถึงกับล้มตัวลงไปนอนกับพื้น หมดสภาพ
ขุนนางทั้งหลายได้แต่มองเสี่ยวเทียนเดินไปพร้อมกับธิดาเทพ ด้วยความรู้สึกที่แตกต่าง โดยเฉพาะ อ๋องผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองคน อ๋องหลิวเหยียน กับ อ๋องม่อเซวียนเซิง ถึงกับสะบัดเสื้อคลุม เดินกลับจวนไปด้วยอารมณ์โกรธ
อ๋องน้อยม่อเส้าหยวน กับ เทพบุตรหลิวเฟยก็มองเสี่ยวเทียนด้วยสายตาอาฆาตไม่แพ้กัน
ในระหว่างทางเดินไปที่ตำหนักแพรไหม ธิดาเทพหยูเซียงก็เอ่ยปากพูดขึ้นมาก่อนว่า
“ เจ้าไปรู้จักกับเสด็จแม่ ของข้าได้อย่างไร”
“ อ้อ ไม่มีอะไรมาก ตอนนั้น ข้าอยู่ในเหตุการณ์ที่ จักรพรรดินีกำลังสู้กับ จักรพรรดินีเจินเหลียน จากนั้นข้าก็........” เสี่ยวเทียนเล่ารายละเอียดเรื่องราวให้ฟังทุกอย่างไม่เว้นแม้แต่เรื่องจักรพรรดินีหยูจี ทรงพูดถึงเรื่อง ยกลูกสาวให้เป็นภรรยายาของเฉินเสี่ยวเทียน ทำให้ หยูเซียงหน้าแดงขึ้นมากะทันหัน แต่ยิ่งฟังเสี่ยวเทียนบอกปฏิเสธ ยิ่หน้าแดงคล้ำขึ้นไปอีก
“ ดีแล้วที่เจ้าตอบปฏิเสธไป หากเจ้าตอบรับไป เจ้าได้ตายอนาถแน่”
เสียงของธิดาเทพ เอ่ยออกมาคล้ายจะโกรธไม่น้อย
“ พี่สาว อย่าโกรธเลย อย่างไรข้าก็แต่งกับท่านไม่ได้หรอก ข้ามีภรรยาแล้ว”
เสี่ยวเทียนเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าเมินเฉย แต่เหมือนกับไปกระตุ้นอารมณ์ของ ธิดาเทพมากขึ้น ธิดาเทพหยุดเดินแล้วหันมาจ้องหน้าเสี่ยวเทียน แล้วเอ่ยออกมาว่า
“ หยุดพูดเรื่องนี้ได้แล้ว ข้าขอสั่งให้เจ้า ห้ามพูดเรื่องนี้ให้ใครฟังอีก”
เสี่ยวเทียนได้แต่พยักหน้าไม่กล้าพูดอะไรอีก
แล้วทั้งหมดก็เดินทางมาถึงตำหนักแพรไหม ที่มีสภาพโบราณแต่โครงสร้างยังแข็งแรง ภายในตกแต่งไว้อย่างสวยงาม เดินเข้ามาก็สัมผัสได้ถึงเจ้าของตำหนักแห่งนี้ ต้องเป็นสตรี อย่างแน่นอน
“ ที่นี่คือตำหนักแพรไหม เป็นที่พำนักสุดท้าย ของ จักรพรรดินี แพรไหม ราชธิดาของ จักรพรรดินี ไหมเทียน”
“ อ๋อ ที่พักของเสด็จแม่ของจักรพรรดินีหยูจี?”
“ ถูกต้องแล้ว ดังนั้นของทุกชิ้นที่นี่มีความสำคัญมาก เจ้าอยู่ที่นี่ ก็ควรดูแลเอาใจใส่ มากหน่อย อย่าทำข้าวของเสียหาย แล้วประการสำคัญ กลางคืน ห้ามออกไปเดินเพ่นพ่าน นอกห้อง เพราะสถานที่แห่งนี้ ท่านจักรพรรดินี แพรไหมท่านรักและหวง สิ่งของเหล่านี้มาก มีคนรับใช้เคยเห็นพระนาง เดินตรวจตรา ทรัพย์สินอยู่ทุกค่ำคืน เจ้าเก่งปานนี้ คงไม่กลัวใช่ไหม?” ธิดาเทพเอ่ยด้วยที่ไม่ได้หันมามองหน้าเสี่ยวเทียน ซึ่งบัดนี้ เสี่ยวเทียน ยืนอยู่หน้าตำหนักแพรไหมมองเข้าไปด้านใน สายตาไม่กระพริบ ที่แท้เสี่ยวเทียนใช้ ประสาทสัมผัสตรวจสอบเข้าไปในตำหนักหลังนี้ก่อนนั่นเอง แล้วก็พบวิญญาณ หลายดวง ที่มีอยู่ในตำหนักแห่งนี้
“ เป็นยังไง นี่เจ้ากลัวถึงขนาดไม่กล้าเข้ามาเลยเหรอ?” ธิดาเทพเผยยิ้มคล้ายดูถูก
“ ก็กลัวอยู่ มีใครบ้างที่ไม่กลัวผี” เสี่ยวเทียนตอบสั้นๆ แต่สีหน้าไม่มีความกลัวแม้แต่น้อย
“ ถ้าเจ้ากลัว ข้าจะเปลี่ยนที่อยู่ให้ก็ได้นะ ขอเพียงเจ้าเอ่ยปากขอร้องข้า”
“ พวกท่านกลับไปเถอะ ข้าจะพักที่นี่เอง” เสี่ยวเทียนตัดบท สร้างความมึนงงให้กับ ธิดาเทพยิ่งนัก
“ ตามใจ หากเจ้าอยู่ไม่ได้ ก็มาขอร้องข้าก็แล้วกัน” ธิดาเทพเอ่ยจบก็เดินจากไปพร้อมกับปู่เมิ่ง กับ เซียนหญิงเย่ว ที่มองเสี่ยวเทียนด้วยสายตาแปลกๆ เช่นกัน
“ ท่านหญิง เจ้าเสี่ยวเทียนนี่ถ้าจะไม่ธรรมดา ปากมันบอกว่ากลัว แต่สายตาของมันไม่มีวี่แววควมหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย” เซียนหญิงเย่วเอ่ยออกมา หลังเดินออกมาจากตำหนักแล้ว
“ ไม่รู้เสด็จแม่ต้องการอะไร ปล่อยให้เสี่ยวเทียนมาพักที่นี่ เท่ากับรบกวนดวงวิญญาณของบรรพบุรุษเปล่าๆ” ธิดาเทพสงสัย
“ เรื่องนี้มีข้อสงสัยหลายอย่าง การที่องค์จักรพรรดินี อยู่ๆ ก็แต่งตั้งเสี่ยวเทียนเป็นโอรสเทพ มีสิทธิในราชบัลลังก์ ซึ่งเตรียมไว้ให้กับ ทายาทอย่างท่านหญิงอยู่แล้ว
ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้ท่านอ๋องทั้งสองเป็นอย่างยิ่ง และยังกำหนดให้เสี่ยวเทียนมาพักที่ตำหนักแพรไหม ที่มีวิญญาณเฝ้าอยู่มากมาย ทุกคนก็รู้กันไปทั่ว พระนางทำเช่นนี้คล้ายมีวัตถุประสงค์บางอย่าง?” ปู่เมิ่งวิเคราะห์ออกมาด้วยสายตาของ คนที่ผ่านโลกมามาก
“ ช่างเถอะ เสด็จแม้จะมีพระประสงค์อย่างไร ก็ตาม ขอให้เสี่ยวเทียนนอนจับไข้หัวโกร๋น มาขออ้อนวอนข้าให้เปลี่ยนที่อยู่ใหม่ก็พอ” ธิดาเทพที่อยู่ในวัยใกล้เคียงกับวาวา เอ่ยออกมาอย่างไม่ใส่ใจว่า เสี่ยวเทียนจะมาแย่งบัลลังก์ แต่กลับใส่ใจแค่เรื่องเสี่ยวเทียนจะถูกผีหลอกหรือไม่เท่านั้น !
ส่วนเสี่ยวเทียน หลังจากอยู่คนเดียว ก็ถามอาจารย์ลู่เอินทันที
“ อาจารย์ ทำไมข้าส่งจิตไปคุยกับวิญญาณพวกนี้แล้วทำไม พวกเขาไม่ออกมาคุยกับข้าเลย?”
“ กลางวันมีพลังหยางรุนแรงหนาแน่นมาก พวกภูตผีทั้งหลายมักไม่สามารถปรากฏร่าง ออกมาให้เห็น เจ้ารอกลางคืนก่อน แล้วก็ลองติตต่อพวกเขาใหม่”
เสี่ยวเทียนเข้าใจแล้วจึงเดินสำรวจ ทั่วตำหนักแพรไหม ซึ่งในตำหนักแห่งนี้ถึงแม้จะโบราณมากแล้ว แต่ก็ไม่มีฝุ่นเกาะเลย แสดงว่ามีคนคอยมาทำความสะอาดอยู่อย่างสม่ำเสมอ จนเริ่มค่ำมืด เสี่ยวเทียนเข้ามาในห้องบูชาห้องหนึ่ง ด้านฝาผนังมีรูปของหญิงสาวอยู่สองภาพแขวนเอาไว้ติดกัน ภาพแรกเป็นภาพสตรีผู้หนึ่งแต่งตัวด้วยกางแบบทหารสมัยใหม่ ถือปืนพกสีทองที่เสี่ยวเทียน ได้มา
“นี่คือภาพของปฐมจักรพรรดินีไหมเทียนนี่?”
อีกภาพเป็นภาพหญิงสาวสวยงามแต่งชุดจีนโบราณยืนอยู่ด้านข้าง งูตัวใหญ่มีเก้าหัว ซึ่งในภาพมันมี งูตัวเล็กอีก 1 ตัวมีเก้าหัวเหมือนกัน
“นี่คงเป็นภาพของ จักรพรรดินีแพรไหม”
เสี่ยวเทียนเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา ทันใดนั้นเอง เทียนในห้อง ก็เกิดสว่างขึ้นเหมือนมีใครมาจุดเอาไว้ เสี่ยวเทียนไม่ได้กลัว แต่ก็ได้คุกเข่ากราบไหว้ ไปตามมารยาท
“ ข้าน้อยเฉินเสี่ยวเทียน ได้ถูกส่งตัวมาอาศัยที่ตำหนักของท่านผู้อาวุโส หากว่ามีสิ่งใดได้ล่วงเกิน ก็ต้องขออภัยด้วย” เสี่ยวเทียนเอ่ยจบ ก็ปรากฏเงาสีขาวลางๆขึ้น แล้วก็รวมตัวหนแน่นขึ้น จนกลายเป็นรูปร่างสตรีที่อยู่ในภาพที่สอง
“ จักรพรรดินีแพรไหม” เสี่ยวเทียนเห็นหน้าชัดๆ ก็เอ่ยออกมาอย่างตกใจ
“ เด็กน้อย รู้จักชื่อข้าด้วยรึ?” วิญญาณที่ปรากฏร่างคือ จักรพรรดินี แพรไหมนั่นเอง
“ ชื่อของจักรพรรดินีแพรไหม โด่งดังทั่วแคว้น มีใครบ้างไม่รู้จัก”
“ เด็กน้อยนี่ ช่างเจรจานัก เจ้าคงถูก หยูจีส่งตัวมาที่นี่ล่ะซิ”
“ ขอรับ”
“ ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากให้เจ้าช่วย”
“ เรื่องอะไรขอรับ”
“ เข้าไปในดินแดนใตพิภพ เสาะหาร่างชายผู้หนึ่ง ชื่อว่าเจินอู่ เขาเคยมีชีวิตอยู่เมื่อห้าร้อยปีก่อน แล้วนำเถ้ากระดูกของข้าฝังร่างไปพร้อมกับเขา”
จักรพรรดินีแพรไหม เอ่ยด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย เสี่ยวเทียนฟังแล้ว คงเป็นเรื่องของความรักความผูกพัน ในวัยเยาว์ของ จักพรรดินีแพรไหม แต่ยังสงสัยอยู่
“ แล้วท่านแน่ใจ ได้อย่างไรว่าข้าจะตาม ร่างท่านเจินอู่พบ ในเมื่อ เขามีชีวิต 500ปีก่อนป่านนี้ยังจะมีหลักฐานอะไรเหลืออยู่กัน?”
“ เจ้ามีพลังสัตตบงกชและ พลังสุญญตาอยู่ในร่างของเจ้า จะทำให้เจ้าสัมผัสพลังของเจินอู่ได้เพราะเขาเป็นผู้ฝึกพลังสุญญตา เช่นกัน”
ที่แท้ท่านเจินอู่ก็เป็นผู้ฝึกพลังสุญญตานี่เอง แต่เอ๊ะ !
“ แล้วท่านเจินอู่ เกี่ยวข้องอะไรกับ จักรพรรดินี เจินเหลียงล่ะ?”
“ นางเป็นบุตรสาวของ ท่านเจินอู่”
เสี่ยวเทียนฟังแล้วมึนหัวตึบ ทำไมเรื่องราวมันซับซ้อนแบบนี้ ถึงว่า จักรพรรดินีหยูอี ถึงส่งตัวเรามา เพราะรู้ว่า เราสามารถเข้าไปในดินแดนใต้พิภพได้นี่เอง
“ ข้ารับปากช่วยท่าน แต่ว่าคงต้องรอให้ข้า ตามหาท่านพ่อข้าก่อน หากได้เรื่องแล้วข้าจะไปดำเนินการให้ท่านเอง” เสี่ยวเทียนรับปาก
“ ขอบใจ เจ้าจริงๆ ข้าไม่ได้รีบร้อน เจ้าพร้อมเมื่อไรก็ไปได้นี่คืออัฐิของข้าเจ้าเก็บติดตัวเอาไว้เลย” แล้วถ้วยอัฐิของจักรพรรดินีเจินอู่ก็ลอยมาอยู่บนมือของเสี่ยวเทียนในทันที
คืนนั้นเสี่ยวเทียนกลับเข้าไปนอนกับ วาวาในปราสาทเทพเซียน และยังคงฝังเข็มเปิดจุดชีพจร บนเรือนร่างของ วาวาอย่างตั้งใจ !
ตอนเช้า เสี่ยวเทียนก็ต้องรีบตื่น เพราะว่า ธิดาเทพมาเยือนแต่เช้า
“ ไม่ทราบพี่สาวมาแต่เช้าไม่ทราบว่ามีเรื่องใด”
“ ดูท่า บรรพชนคงมีเมตตาต่อเจ้า ไม่หลอกหลอน ปล่อยให้เจ้ายังเป็นปกติเช่นนี้”
“ รู้สึก พี่สาวอยากให้ข้าโดนบรรพชนหลอกหลอนมากเลยใช่ไหม?”
“ เฮอะ ใครจะไปคิดเช่นนั้นกัน ข้ามาแจ้งให้เจ้าทราบว่า ภายในสองปีที่ผ่านมา มีคนขึ้นมาจากพิภพชั้นสาม ใช้ชื่อว่า เฉินคุณทั้งหมด10 คน ห้าคนกระจายไปตามเมืองต่าง ๆ ส่วนอีก 5 คนโดยสารยานเคลื่อนย้ายไปยังโลกเก่า จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้กลับมาเลย”
“ มีไปโลกเก่าด้วยหรือนี่?”
“ ใช่แล้ว 5 คนที่อยู่ในดินแดนพิภพช้นสี่ ข้าให้คนไปตรวจสอบแล้ว มีอายุรุ่นเดียวกับพ่อของเจ้าแค่คนเดียว อยู่ในเมืองหลวงนี่เอง นอกนั้น ถ้าไม่เป็นทารก ก็แก่เกินไป นี่คือที่อยู่ของเขา ไปดูเอาเองว่าใช่พ่อของเจ้าหรือไม่”
การข่าวสารของ ธิดาเทพช่วงรวดเร็วจริงๆ เสี่ยวเทียนตั้งใจไปดูหน้าชายคนที่มีอายุไล่เลี่ย กับท่านพ่อที่อยู่ในเมืองหลวงทันที
“ ข้าจะไปด้วย” ธิดาเทพเอ่ยทันที
“ พี่สาวจะตามไปทำไม?”
“ ก็แค่อยากรู้ ว่าหน้าตาพ่อของเจ้าเป็นอย่างไร ถึงได้ผลิตเด็กอย่างเจ้าออกมาได้”
เสี่ยวเทียนได้ฟังแล้วก็งง ผลิตเด็ก อย่างข้า แล้วมันผิดปกติตรงไหน !...