หุ้นธนาคารรักเมืองไทยขึ้นมา 63 บาท จาก 56 บาท กำลังมีคนซื้อหุ้นแข่งกับคุณวรเดช ซึ่งคุณวรเดชก็ไม่แน่ใจว่าเป็นใคร
“แล้วเราจะทำไงดีครับ?”
คุณวรเดชบอก
“ฉันจะให้เอ็กซ์ตรวจสอบข้อมูลของคนที่มาซื้อหุ้นแข่งกับฉัน”
เอ็กซ์คือพี่หัวหน้าฝ่ายข้อมูล แกมีหน้าที่ตรวจเรื่องข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการลงทุนทั้งหมด
คุณวรเดชวางสายไป ผมดูราคาหุ้นธนาคารรักเมืองไทยมันขึ้นไป 64 บาทละ เร็วชะมัด
ถ้าคนที่ซื้อหุ้นธนาคารรักเมืองไทยคือพ่อหลินผมจะทำไง เพราะผมบอกพ่อหลินว่าคุณวรเดชจะยึดหุ้นธนาคารรักเมืองไทย ผมชวนพ่อหลินซึ่งคุมกองทุนของฮ่องกงให้เข้าร่วมด้วย
ไม่นานคุณวรเดชก็เรียกหัวหน้าฝ่ายรวมทั้งผมเข้าประชุม
พี่เอ็กซ์หัวหน้าหน่วยข้อมูลบอก
“ตามที่ได้ยินมา กองทุนไทยสตาร์เข้าซื้อหุ้นธนาคารรักเมืองไทยครับ”
กองทุนไทยสตาร์เหรอ ผมจำได้นั่นมันกองทุนของคุณธีร์แฟนอิ๊งนี่หว่า ทำไมล่ะ?
คุณวรเดชขมวดคิ้วเล็กน้อย
“นี่มันเรื่องอะไร?”
พี่เอ็กซ์อธิบายต่อ
“ผมไม่แน่ใจครับ คุณธีร์ผู้บริหารกองทุนไทยสตาร์กำลังเร่งซื้อหุ้นอยู่”
ผมถามขึ้น
“คุณธีร์ต้องการซื้อหุ้นแข่งกับเราเหรอครับ?”
คุณวรเดชส่ายหน้า
“ฉันไม่แน่ใจ แต่ปกติกองทุนมีหน้าที่ซื้อหุ้นเพื่อลงทุน พอหุ้นขึ้นหรือได้ปันผลก็เอากำไรมาแบ่งปันผู้ถือหน่วยลงทุน ไม่ใช่มีหน้าที่ซื้อหุ้นเพื่อยึดธนาคารเหมือนที่เราจะทำกัน”
ผมพยักหน้า
คุณวรเดชบอกอีก
“อย่างน้อยต้องรู้ก่อนว่ากองทุนไทยสตาร์จะทำอะไรกันแน่”
พี่เอ็กซ์ตั้งข้อสังเกต
“หรือว่ากองทุนไทยสตาร์เห็นว่าหุ้นมันลงมาถูกแล้วจึงช้อนซื้อ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของการลงทุน”
คุณวรเดชพยักหน้า
“เป็นไปได้”
ผมพลันพูดขึ้น
“ผมจะไปสืบเอง”
ทุกคนในห้องประชุมมองมาที่ผมอย่างสนใจ ผมบอก
“ผมเคยคุยกับคุณธีร์อยู่บ้าง รอบนี้ผมจะสืบเองครับ”
คุณวรเดชพยักหน้า
“ถ้าเธอทำได้ ถือว่าเป็นผลงานเธอ”
เราประชุมกันอีกพักหนึ่งก็เลิกประชุม ผมโทรหาคุณธีร์เพื่อนัดพูดคุยโดยบอกว่ามีเรื่องสำคัญจะบอก
คุณธีร์ตอบรับคำชวน ผมก็ทำงานต่อตามปกติ ผมต้องรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
เย็นวันนี้ราคาหุ้นธนาคารรักเมืองไทยปิดที่ 64.50 บาท (หกสิบสี่บาทห้าสิบสตางค์)
ผมนัดกินข้าวกับคุณธีร์ที่ร้านอาหารญี่ปุ่นในโรงแรมแห่งหนึ่ง คุณธีร์เจอผมก็ยิ้ม
“เป็นไงคุณพล็อต”
“สวัสดีครับ เป็นไงบ้างครับ”
“สบายดี”
ผมกับคุณธีร์นั่งสั่งอาหารมากินกัน คุณธีร์เริ่มถามก่อน
“มีเรื่องสำคัญอะไรหรือ?”
“ก่อนอื่นผมขอถามก่อนครับ กองทุนไทยสตาร์ซื้อหุ้นธนาคารรักเมืองไทยใช่ไหมครับ?”
คุณธีร์มองหน้าผมและพยักหน้า
“ใช่ มันไม่ใช่ความลับอะไรนี่”
“ซื้อเพราะว่าต้องการเข้าบริหารธนาคารเหรอครับ?”
“ไม่หรอก ฉันเห็นราคาหุ้นมันถูกแล้วเลยเข้าซื้อไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ”
“งั้นก็เข้าซื้อเพื่อบริหารซะเลยเป็นไงครับ?”
คุณธีร์แววตาทอประกายวูบ
“หมายความว่าไง?”
“ผมกับคุณวรเดชกำลังหาคนร่วมทุนเทคโอเวอร์ธนาคารรักเมืองไทยอยู่ ถ้าทำได้สำเร็จ คุณวรเดชจะเข้าบริหารธนาคาร คุณธีร์ก็เป็นหนึ่งในคณะกรรมการเป็นยังไงครับ”
คุณธีร์รีบซักถามรายละเอียด ผมอธิบายต่อ
“ตระกูลอุตสาหะถือหุ้นในธนาคารรักเมืองไทย 35% ถ้าคุณธีร์ คุณวรเดชร่วมมือกันพยายามรวบรวมหุ้นให้ได้มากกว่าตระกูลนี้ เราจะเข้าบริหารธนาคารรักเมืองไทยได้สำเร็จครับ”
คุณธีร์บอก
“น่าสนใจ แต่ธนาคารรักเมืองไทยเป็นธนาคารใหญ่ จะเข้าถือหุ้นมากกว่า 35% ไม่ใช่เรื่องง่าย”
“ผมรู้จักผู้จัดการกองทุนคนหนึ่งของฮ่องกง ผมจะขอให้เขาช่วยร่วมทุนด้วย”
“ใครเหรอ?”
“ชื่อคุณฟงครับ”
“คุณฟง?”
“คุณฟงดูแลกองทุนหุ้นที่ฮ่องกง มีเงินในกองทุนอยู่เป็นหลายหมื่นล้านเลยครับ ผมว่าแผนของเราต้องสำเร็จแน่”
ผมบอกคุณธีร์
“เดี๋ยวผมจะนัดพบกับคุณวรเดชให้อีกทีนะครับ”
ศึกครั้งนี้ถือเป็นศึกใหญ่ การเข้าเทคโอเวอร์ธนาคารเพื่อแย่งอำนาจบริหารไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เม็ดเงินหลายหมื่นล้าน คุณวรเดชเองก็เตรียมกู้ยืมจากต่างประเทศบวกกับทรัพย์สินของบริษัทวิทยทรัพย์เข้าค้ำประกันเพื่อกู้เงินนับหมื่นล้าน มันเป็นสิ่งที่ยากมาก หน้าที่ผมคือหาคนมาร่วมทุนให้เยอะที่สุด
เมื่อคุยกับคุณธีร์เสร็จ ผมรีบโทรไปหาคุณวรเดชว่าคุณธีร์ไม่ได้ต้องการซื้อหุ้นธนาคารรักเมืองไทยเพื่อบริหาร แต่ผมชวนให้มาเข้าแผนของเรา
ผมโทรไปหาคุณฟงพ่อของหลินนัดเวลาเช้าวันเสาร์เพื่อประชุมเรื่องการเข้าซื้อหุ้นธนาคารรักเมืองไทย
คุณวรเดชเปิดห้อง VIP ในโรงแรมแห่งหนึ่ง ค่าเช่าห้องวันละเป็นแสน ในที่ประชุมมีคุณธีร์ คุณฟง ผม และคุณวรเดชสี่คน
คุณวรเดชรเริ่มก่อน
“ขอบคุณทุกคนที่มานะครับ ผมจะเข้าซื้อหุ้นธนาคารรักเมืองไทย เมื่อผมได้บริหารธนาคาร นอกจากราคาหุ้นจะต้องสูงขึ้นกว่านี้อย่างน้อยเท่าตัวแล้ว พวกคุณยังจะได้ตำแหน่งกรรมการบริหารของธนาคารด้วย นอกจากนั้นหากจะกู้เงินหรืออะไร ผมจะดูแลการกู้เงินให้อนุมัติง่ายเป็นพิเศษ”
คุณฟงถาม
“วรเดช ฉันรู้ว่าเธอฉลาด แต่จะไปต่อกรกับตระกูลอุตสาหะ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย”
“ผมทราบครับคุณลุง ตระกูลอุตสาหะทำงานในแวดวงธนาคารมานาน ย่อมต้องมีคนช่วยเหลือมาก แต่ถ้าแผนเราสำเร็จ ผลตอบแทนย่อมคุ้มค่ากับทุกคนแน่”
ผมมองใบหน้าคุณฟงและคุณธีร์ ไม่ว่าใครก็อยากเข้าครอบครองธนาคารทั้งนั้นแหละ แม้แต่ผมยังอยากเลย
คุณธีร์ถามขึ้น
“เราจะถือหุ้นสัดส่วนกันคนละเท่าไร?”
คุณวรเดชบอก
“ตระกูลอุตสาหะถือหุ้นธนาคารรักเมืองไทย 35% ผมจะเข้าถือหุ้น 20% คุณลุงฟงถือ 15% คุณธีร์ถือ 15% รวมเป็น 50 เปอเซนต์ ถ้าทำตามแผนนี้ได้ เราสามารถครอบครองธนาคารรักเมืองไทยได้ไม่ยาก”
คุณฟงพยักหน้า
“แค่สิบห้าเปอเซนต์เงินกองทุนฉันมีเพียงพอ”
คุณธีร์บอก
“กองทุนไทยสตาร์ของผมมีเงินอยู่ราวหนึ่งหมื่นล้าน อาจไม่พอ แต่ผมจะลองขออนุมัติวงเงินเพิ่ม”
คุณวรเดชบอก
“ผมได้เริ่มทยอยเข้าซื้อหุ้นบ้างแล้ว เมื่อทุกคนซื้อหุ้นได้จำนวนตามที่ตกลงกันไว้ ค่อยมาประชุมตกลงแผนกันอีกที”
คุณวรเดชหันมามองหน้าผม
“พล็อต เธอช่วยประสานงานให้ฉัน คุณฟง คุณธีร์ด้วยนะ”
ผมพยักหน้าตกลง
เมื่อประชุมแผนกันเสร็จ พวกเราก็แยกย้ายกลับบ้านพักผ่อน ผมใจเต้นเพราะผมรู้ว่าถ้าผมทำงานนี้สำเร็จมันอาจเปลี่ยนแปลงผมไปทั้งชีวิต
เช้าวันจันทร์มาถึง คุณวรเดชสั่งทยอยซื้อหุ้นธนาคารรักเมืองไทยจนได้ 5% แล้ว
หุ้นธนาคารรักเมืองไทยในตลาดหุ้นมีชื่อย่อว่า LTB (Love Thai Bank) ราคามันตอนนี้ 67 บาทแล้ว
เวลาผ่านไปไม่นาน ราคาหุ้น LTB ค่อยๆ ไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ จน 70 บาท ผมรู้ว่าพันธมิตรของเรากำลังเข้าทยอยซื้อหุ้น
หลายวันผ่านไปคุณวรเดชซื้อหุ้น LTB ได้ถึง 15% แล้ว คุณธีร์กับคุณฟงก็ซื้อหุ้น LTB เกือบ 10% ราคาหุ้น LTB ขึ้นไปถึง 80 บาท พร้อมกับข่าวลือว่า LTB กำลังจะโดนเทคโอเวอร์จากกองทุนต่างประเทศ ซึ่งหมายถึงกองทุนจากฮ่องกงของคุณฟงและกองทุน NK ของคุณวรเดช
แมงเม่าเริ่มทยอยเข้าซื้อหุ้นไม่หยุด โดยที่ไม่ได้สนใจว่ากองทุนต่างประเทศที่เข้าซื้อเป็นเรื่องจริงไม่ ขอให้ราคาหุ้นขึ้นเหอะ แมงเม่าก็พร้อมจะโดดงับเสมอ
แต่ทว่าหุ้นมันกลับหยุดขึ้น
เอ๋ เกิดขึ้นอีกเนี่ย
ราคาหุ้นธนาคารรักเมืองไทย ตกลงอย่างรวดเร็วเหลือเพียง 70 บาท ลดลงถึง10 บาท ในเวลา 1 ชั่วโมง!!
มันรวดเร็วไปแล้ว!
คือตามหลักการนะ หุ้นจะขึ้นแรงๆ ได้เพราะว่ามีคนแย่งกันซื้อ แต่ว่าคราวนี้มันกลับตกลง ถ้าตระกูลอุตสาหะเข้าแย่งซื้อหุ้น LTB กับพวกเรา หุ้นมันต้องขึ้นสิ
คุณวรเดชเดินออกมาจากที่ทำงานด้วยตัวเอง
“เอ็กซ์เกิดอะไรขึ้น ทำไมหุ้น LTB ถึงตก”
พี่เอ็กซ์ส่ายหน้าบอกว่า
“ไม่ทราบครับ ผมกำลังเช็คข่าว”
ผมรีบบอก
“ที่จริงราคาหุ้นตกก็ดีไม่ใช่เหรอครับ เราจะได้ซื้อหุ้นถูกๆ”
คุณวรเดชส่ายหน้า
“มันต้องมีเบื้องหลัง”
พี่เอกซ์สั่งทีมแกเช็คข่าวจากในเนต จากบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นพันธมิตร ไม่นานพี่เอ็กซ์ก็ได้รับข่าวจากโซเชียล แกขมวดคิ้ว
“แย่แล้วครับ”
คุณวรเดชถามว่า
“มีอะไร?”
พี่เอ็กซ์ตอบ
“ธนาคารรักเมืองไทยจะประกาศเพิ่มทุนอัตรา 1:1 ครับ ราคาหุ้นละ 50 บาท เขาอ้างบริษัทขาดทุนต้องการเงินเพิ่ม”
“เพิ่มทุนเหรอครับ?” ผมถามแทรก
“ใช่ บริษัทที่ต้องการเงินทุนถ้าไม่กู้เงินก็จะประกาศเพิ่มทุนเพราะไม่ต้องเสียดอกเบี้ย ส่วนคนถือหุ้นต้องเอาเงินไปจ่ายให้บริษัทเพื่อเพิ่มทุน”
“แล้วเราจะได้อะไรครับ”
“ได้หุ้นเพิ่มไง เช่น เรามีหุ้น LTB 1 หุ้น สามารถซื้อหุ้นเพิ่มทุนได้ 1 หุ้น ถ้าเราไม่ซื้อสัดส่วนในการถือหุ้นของบริษัท LTB จะลดน้อยลง”
อธิบายง่ายๆ เลยนะ สมมตบริษัทคุณมีหุ้น 100 หุ้น แล้วบริษัทคุณประกาศเพิ่มทุน 1 หุ้นต่อ 1 หุ้น แปลว่าบริษัทคุณจะมีหุ้น 200 หุ้นทันที หุ้นมันจะเพิ่มมาเท่าตัว สิ่งที่บริษัทจะได้คือเงินทุนจากคนถือหุ้น
แต่สำหรับคนถือหุ้นไม่ชอบหรอกเพราะต้องควักเงินเพิ่ม ถ้าเราไม่จ่ายเงินค่าหุ้นเพิ่มทุนก็ไม่ผิด แต่สัดส่วนที่เราถือหุ้นจะลดน้อยลง เช่น
บริษัทเรามีหุ้นทั้งหมด 100 หุ้น เราถือ 10 หุ้น เท่ากับ 10%
แต่ถ้าบริษัทเราเพิ่มทุนจนมีหุ้น 200 หุ้น เราไม่ยอมจ่ายเงินเพิ่มทุน มีแค่ 10 หุ้นเหมือนเดิม สัดส่วนถือหุ้นเราจะเหลือ 5% ทันที
ตระกูลอุตสาหะแน่มาก!
พวกเขารู้ว่าคุณวรเดชกำลังไล่ซื้อหุ้น LTB ของพวกเขา ตระกูลอุตสาหะประกาศเพิ่มทุนทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของคุณวรเดชลดไปทันที
ถ้าคุณวรเดชอยากซื้อหุ้นในสัดส่วนเท่าเดิม คุณวรเดชต้องหาเงินมาเพิ่มเท่าตัวเพื่อเพิ่มทุน!!
ในเวลาอันสั้น ใครจะหาเงินเป็นหมื่นๆ ล้านเท่าตัวทันวะ!
จบตอนที่ 36ขอโทษนะคร้าบที่หายไปวันหนึ่ง พอดีไปเลือกตั้งที่ต่างจังหวัดมาคร้าบ ไม่สะดวกเลย โอย สถานการณ์เข้มข้นอีกแล้ว ตอนหน้าวรเดชและพล็อตจะแก้ปัญหาอย่างไร โปรดติดตามนะคร้าบตอนหน้าขอบริจาค 3 กำลังใจเน้อ รับรองมันส์สุดๆ