บทที่ 9
นั่งชมจันทร์กับชายรูปงาม
ภายในห้องนอนหลี่หว่านเอ๋อร์นางสวมเพียงเสื้อตัวในสีขาวบางเบาเตรียมพร้อมเข้านอนผมดำเงางามครึ่งหนึ่งถูกรวบมัดไว้หลวม ๆ ด้วยเชือกผ้าไหมสีขาวที่เหลือปล่อยทิ้งลงกลางแผ่นหลังหลินลั่วกำลังใช้หวีไม้จันทน์ััศีรษะอย่างอ่อนโยนมองเงาสะท้อนในกระจกของหญิงสาวเหม่อลอย ในใจเหมือนมีเื่กังวล
"คุณหนูกำลังคิดอะไรอยู่เ้าคะ"
หลี่หว่านเอ๋อร์หลุดจากความภวังค์สบตาหลินลั่วผ่านเงาสะท้อนกระจก นางเผยรอยยิ้มบาง ๆ
"ลั่วลั่วเ้าไปพักเถอะ"
"เ้าค่ะ"
ถึงแม้จะสงสัยหลินลั่วก็ตอบรับแล้วค่อย ๆ เดินออกไป และไม่ลืมปิดหน้าต่างให้เ้านายอย่างใส่ใจ
ส่วนหลี่หว่านเอ๋อร์ก็ยังคงนั่งจ้องเงาของตนอยู่เงียบๆ คนเดียว ในหัวมีแต่เื่ที่พูดคุยกับหลี่เหวินกวงตอนทานอาหาร่เที่ยงแม้จะพยายามบอกตนเองว่าเื่มันไม่ได้ยาก ต้องผ่านไปได้ด้วยดีแต่นางก็อดเป็กังวลไม่ได้
นางมีลางสังหรณ์บางอย่างการที่จู่ ๆ เขาพูดเื่นี้ขึ้นมามันต้องมีอะไรเกิดขึ้นแต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร
"ท่านกังวลเื่ที่คุยกับใต้เท้าหลี่หรือ"
หลี่หว่านเอ๋อร์สะดุ้งใที่จู่ ๆ คำถามหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ นางเกือบจะกรีดร้องออกมาทว่ายังมีสติจำเสียงนี้ได้ว่าเป็ใคร รีบหันมองที่มาของเสียง ก็พบอาเฉียวโผล่หัวออกจากใต้เตียงกำลังจ้องมองนางอยู่
"อาเฉียวเ้ายังอยู่อีกหรือแล้วไปทำอันใดใต้เตียงทำข้าแทบใตาย"
หญิงสาวในชุดสาวใช้พยายามคลานออกจากใต้เตียงดูทุลักทุเลกว่าจะลุกขึ้นยืนได้มั่นคง เสื้อผ้าก็ยุ่งเหยิงดูไม่ได้นางจัดการสะบัดผมที่ปิดหน้า ขยับแว่นตาให้เข้าที่ แล้วจึงเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง
"อย่ากังวลไปเลยแต่งก็แต่งไปสิอย่างไรบิดาท่านก็ต้องหาชายหนุ่มดี ๆ ให้แน่และข้าจะช่วยหาอีกแรงด้วย...สิ่งใดจะเกิดดีร้ายอย่างไรยังไม่แน่ถ้าไม่ดีข้าจะช่วยจัดการให้เอง"
อาเฉียวเดินเข้าใกล้หลี่หว่านเอ๋อร์ที่โต๊ะเครื่องแป้งพลางวางมือไว้บนไหล่ตบเบา ๆ ให้กำลังใจ ฝ่ายที่โดนปลอบพลันยิ้มอ่อนเอ่ยด้วยความซาบซึ้ง
"ขอบคุณนะอาเฉียว"
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาอาเฉียวมักคอยอยู่เคียงข้างนางและคอยให้กำลังใจเวลาที่นาง้าเสมอ นางรู้สึกว่าอีกฝ่ายเป็เพื่อนเป็เหมือนพี่สาวคอยคำปรึกษา ทั้งสอนนั่นสอนนี่หลายอย่างถึงแม้บางเื่ไม่ควรจะสอนก็เถอะ
"ท่านควรยิ้มเข้าไว้จะมัวมาทำหน้าเครียด แล้วมันดูขี้เหร่นัก..."
หวีไม้จันทน์ถูกปาไปทางผู้พูดทันทีพร้อมกับสายดุดันเพ่งส่งกระแสจิตที่เ้าตัวคิดว่าอำมหิตส่งไปยังเป้าหมายอาเฉียวรับอาวุธพุ่งมาได้อย่างง่ายดาย พลางยืนหัวเราะเยาะเย้ยแถมยักคิ้วให้ก่อนจะวิ่งหนีออกจากห้องนอนไป
หลี่หว่านเอ๋อร์อมยิ้มมองประตูที่ปิดลงและตัดสินใจเข้านอนลืมเื่กังวลให้หมด สิ่งใดจะเกิดย่อมต้องเกิดเครียดไปก็ใช่จะแก้ปัญหาได้ นางพึมพำกับตนเองเสียงเบา
"สมควรนอนได้แล้วหลี่หว่านเอ๋อร์"
ทว่าขณะนั้นนางเหมือนััได้ถึงลมพัดเข้ามาทางหน้าต่างเมื่อมองไปก็พบว่าหน้าต่างมันถูกเปิดอ้ารับแสงจันทร์และสายลมตั้งเมื่อใดไม่ทราบทั้งที่มันถูกหลินลั่วปิดไปแล้วก่อนหน้านี้
ลมจะแรงถึงขั้นหน้าต่างเปิดออกเองเลยหรือ...
"ผีหลอก..."นางมองซ้ายมองขวาสำรวจรอบห้อง แล้วจึงยืนมือจับบานหน้าต่างเตรียมปิด
ทันใดนั้นมือหนาใหญ่ััลงบนไหล่ซ้าย ความรู้สึกเย็นวาบแล่นทั่วร่างกายมือที่จะเอื้อมปิดหน้าต่างหยุดชะงัก สัญชาตญาณบอกให้นางส่งเสียงกรีดร้องเพื่อเรียกคนในจวนให้ตื่นมาช่วยนางจากคนร้ายบุกเข้ามาในเรือน
"ช่วย..."
หลังจากหลี่หว่านเอ๋อร์อ้าปากผู้บุกรุกก็ดึงนางเข้าไปในอ้อมกอดนำมือปิดปากของหญิงสาวอย่างทันท่วงทีจึงทำให้ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกจากเรือนหมู่ตาน คนทั้งจวนยังคงหลับสนิทอย่างเป็สุข
เสียงบุรุษแหบทุ้มเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ "หว่านเอ๋อร์ตาเฒ่านั่นบังคับให้เ้าออกเรือนหรือ"ลมหายใจเป่ารดข้างหูทำให้ตัวนางแข็งทื่อ
พยายามดิ้นให้หลุดจากการจับกุมแต่เหมือนยิ่งดิ้นยิ่งโดนรัดแน่น สุดท้ายเหนื่อยหมดแรง ยอมหยุดอยู่นิ่ง ๆเหมือนยอมจำนนเพื่อให้คนร้ายชะล่าใจ
เมื่อนางหยุดดิ้นผู้บุกรุกก็คลายมือที่ปิดปากนางออกช้าๆ
พอสบโอกาสนางก็คิดจะกรีดร้องขึ้นแต่ยังไม่ทันได้ร้องสักแอะเดียว ก็โดนสกัดจุดทำให้ไม่สามารถส่งเสียงได้ ทั้งร่างกายยังอ่อนแรงจนยืนทรงตัวไม่อยู่ล้มพิงแผงอกอีกฝ่ายอย่างช่วยไม่ได้
หรือชายผู้นี้จะเป็คนรักลับๆ ของนาง?
ต่อมาหลี่หว่านเอ๋อร์ถูกยกขึ้นอุ้มพาดบ่าแล้วผู้บุกรุกะโออกทางหน้าต่างที่เปิดไว้ วิ่งบนหลังคาด้วยฝีเท้าแ่เบาั้แ่อยู่ในจวนตระกูลหลี่ จนออกนอกจวน มันทำราวกับเป็เื่ง่ายดายเหมือนกับกำลังดูถูกว่าองครักษ์จวนนี้ไร้ความสามารถ
ใช่ ไร้ความสามารถจริง ๆ
หลี่หว่านเอ๋อร์แอบบ่นในใจขณะที่นางกำลังถูกลักพาตัวไปไหนก็ไม่รู้ชะตากรรม
ผ่านไปหนึ่งเค่อก็ถึงถนนเป่ยอันที่เงียบสงัด ชายผู้ลักพาตัวหลี่หว่านเอ๋อร์หยุดบนหลังคาเรือนหลังหนึ่งตั้งห่างไกลเรือนหลังอื่นกินพื้นที่เกือบหนึ่งลี้[1] ล้อมรอบด้วยป่าไผ่ภายนอกเรือนเรียบง่ายแต่หรูหราเมื่อเทียบกับเรือนพักนอกเมืองตระกูลหลี่แล้วยังเหนือกว่าหนึ่งขั้น
หลังจากชายหนุ่มคลายจุดและนำหญิงสาววางบนหลังคานางก็นั่งเงียบนอกจากจะไม่ส่งเสียงร้องโวยวาย ยังดูนิ่งสงบจนน่าใดวงตากลมโตมองสำรวจรอบ ๆ ก่อนหันชำเลืองมองสำรวจชายแปลกหน้า เขาดูค่อนข้างหน้าตาดี
แล้วเขาจับนางมานั่งบนหลังคาเรือนผู้อื่นทำกระไร...มานั่งชมจันทร์เต็มดวงที่ธรรมดาๆ ่เวลากลางดึกเหรอ...
หลี่หว่านเอ๋อร์จ้องสำรวจคนร้ายบุกเข้าห้องสตรียามวิกาลโดยละเอียดจึงพบว่าอีกฝ่ายไม่ได้แต่งกายเหมือนโจรชั่วทั่วไปแต่แต่งกายเหมือนคุณชายเสเพลผู้หนึ่ง
บนศีรษะสวมกวานปักปิ่นเงินลายพยัคฆ์แกะสลักประณีตั์ตาดอกท้อเป็ประกาย จมูกโด่ง ริมฝีปากบาง โครงหน้าคมสันเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่เป็เสื้อผ้าสีเทาเนื้อััดีไม่หยาบถึงแม้จะพูดไม่ได้ว่าหล่อเหลา แต่โดยรวมถือว่าน่ามอง ยิ่งดวงตาคู่นั้นยิ่งน่ามอง
ชายปริศนายิ้มและถอดเสื้อตัวนอกของเขาห่มบนร่างหลี่หว่านเอ๋อร์ ก่อนจะนั่งลงข้างนางมือเท้าคางจ้องมาตาเป็ประกาย
หลี่หว่านเอ๋อร์ที่มองดวงจันทร์อยู่ััได้ว่าโดนจ้องจึงหันไปสบตาอีกฝ่ายแม้ภายนอกนางจะดูเงียบสงบ ทว่าในหัวกลับคิดทบทวนว่าคนผู้นี้เป็ใคร ้าอะไร
พอดูจากรอยยิ้มและหน้าตาของเขาแล้วนางรู้สึกคุ้นยิ่งนัก...
"จ้องเช่นนี้หว่านเอ๋อร์ลืมพี่ชายคนนี้แล้วหรือ"
"พี่ชาย?"นางพยายามนึกทบทวนข้อมูลที่อาเฉียวเคยเล่าให้มา
หลี่หว่านเอ๋อร์มีพี่ชายสองคนคนที่หนึ่งหลี่ซวน ปีนี้อายุสามสิบแปดปี เป็ขุนนางขั้นสามบนตำแหน่งรองเ้ากรมตรวจตรา นิสัยสุขุม รอบคอบ ค่อนข้างเป็คนอ่อนโยน มีภรรยาหนึ่งบุตรชายสอง
ส่วนคนที่สองหลี่เฉิงอายุสามสิบปี ไม่รับราชการทำอาชีพค้าขาย นิสัยรักอิสระ ใจกว้างไม่อยู่ในกรอบไม่สนขนบประเพณี ยังไม่แต่งงานเป็บุตรที่ทำให้หลี่เหวินกวงปวดหัวมากที่สุด
ว่าแล้วเหตุใดถึงดูคุ้น ๆที่แท้เขามีเค้าหน้าคล้ายนางในเวลานี้นี่เอง
"พี่รอง..."นางเอ่ยอย่างลังเล รอคำตอบจากอีกฝ่าย
"น้องเล็กยังจำได้พี่ดีใจนัก" เขากางแขนหมายจะดึงน้องสาวเข้ามากอดแต่โดนอีกฝ่ายใช้มือดันหน้าเขาออกอย่างรังเกียจ แถมยังเอ่ยเสียงเ็า
"เราสนิทกันหรือ"
หลังได้ยินคำพูดสั้น ๆของน้องสาว หลี่เฉิงพลันตกอยู่ในอาการอึ้งตะลึง ดวงตาเบิกกว้างใ
"ไม่เจอกันเพียงสองปี เหตุใดหว่านเอ๋อร์ถึงได้ปากคมนัก"
นางพูดตามความจริงพี่น้องตระกูลหลี่ปกติไม่ค่อยสนิทกับน้องเล็กด้วย่อายุที่ห่างกันพวกเขามักจะดูแลนางอยู่ห่าง ๆ
คนที่ปกติไม่เคยสนิทชิดเชื้ออะไรกันจู่ ๆ หลังจากไม่ได้พบกันสองปีพฤติกรรมก็เปลี่ยนไปการที่นางตอบสนองเช่นนี้คงไม่ผิดกระมัง
เหตุใดนางถึงรู้สึกผิดแปลก เมื่อเห็นท่าทางดูเ็ปของอีกฝ่ายก็นางถามด้วยความสงสัยจริง ๆ
และยังเคืองที่เขาลักพาตัวนางออกมาในสภาพที่สวมเสื้อผ้าบางเบาแม้เดือนนี้จะเป็ฤดูร้อนแต่นี้มันยามซวี (19.00-20.59 น.)อากาศก็เย็นอยู่บ้างสำหรับคนร่างกายอ่อนแอเช่นนาง แล้วมันอีกเื่หนึ่งเลยมีอย่างที่ไหนบุกเข้าห้องนอนสตรียามวิกาลถึงคนผู้นั้นจะเป็น้องสาวก็เถอะ
นางเข้าใจแล้วว่าเหตุหลี่เหวินกวงจึงไม่วางใจให้เขาดูแลบุตรสาว
หลี่หว่านเอ๋อร์กระชับเสื้อตัวนอกของหลี่เฉิงห่มด้วยความหนาวพลางลูบแขนเพื่อขับไล่ความเย็น เสื้อเพียงเท่านี้ไม่เพียงพอจะทำให้รู้สึกอบอุ่นได้
นางอยากเปิดปากด่าพี่ชายผู้นี้เหลือเกินแต่ก็กลัวอีกฝ่ายจะใตายกับการเปลี่ยนแปลงของน้องสาวเกินไปเพราะหลี่หว่านเอ๋อร์ผู้นี้เป็คนจิตใจดีงามคงไม่ด่ากราดพี่ชายตน
พี่ชายไม่ได้ความ!พี่ลาโง่
"เป็ความผิดของพี่เองนับจากนี้พี่จะใส่ใจเ้าให้มากขึ้นแต่ว่าเื่ตาเฒ่าจะให้เ้าออกเรือนนี่มันยังไงกัน บอกพี่มาเขาบังคับเ้าใช่ไหม"เขาเห็นนางยังสั่นน้อย ๆ ถามเสียงขรึม
"นี่เ้ายังหนาวอยู่หรือ"
"พี่รองส่งข้ากลับเรือนแล้วค่อยพูดคุยกันที่เรือนเถิด"
"เดี๋ยวพี่รองพาเ้าไปทำให้ร่างกายอุ่นก่อนสีหน้าเ้าไม่ดีเลย"
หลี่เฉิงเห็นสีหน้าซีดราวกระดาษของน้องสาวก็เริ่มใจเสียทำอะไรไม่ถูกเป็เขาที่หุนหันพลันแล่นไม่ไตร่ตรองให้ดีก่อนจะพานางออกมาด้วยสภาพนี้
ตอนแรกเขาเพียงแค่จะนำกล่องเครื่องประดับแปลกตาที่ซื้อจากต่างแดนมาเป็ของขวัญให้นางวันนี้จึงวางแผนจะลอบเอามันไปไว้ในห้องนาง เพื่อสร้างความประหลาดใจเมื่อนางตื่นมาแล้วก็จะเห็นของขวัญจากพี่ชาย
แต่เขาดันได้ยินบทสนทนาของนางกับสาวใช้เสียก่อนก็เลยรู้สึกโมโห
"หว่านเอ๋อร์มา"
"พี่รองจะทำอะไร?"
หลี่หว่านเอ๋อร์รู้สึกใเมื่อถูกหลี่เฉิงอุ้มขึ้นอีกครั้ง แล้วะโลงจากหลังคาเข้าไปในบริเวณเรือนผู้ใดก็ไม่รู้
เขาปล่อยให้นางยืนรออยู่หน้าเรือนครู่หนึ่งแล้วเดินหายเข้าไปข้างในอย่างเป็ธรรมชาติราวกับเดินเข้าบ้านตนเองไม่กี่อึดใจเขาเดินกลับออกมาพร้อมเสื้อคลุมสีน้ำเงินขนจิ้งจอกขาวหนานุ่ม
เขานำมาให้หลี่หว่านเอ๋อร์หญิงสาวรับมาอย่างงง ๆ แล้วยื่นเสื้อตัวนอกที่สวมก่อนหน้าคืนให้หลี่เฉิง
กลิ่นเสื้อคลุมตัวนี้มีกลิ่นหอมของอำพันทะเลต่างกับเสื้อนอกของหลี่เฉิงที่มีกลิ่นเหงื่อจากการเดินทาง แน่นอนนางเลือกอย่างแรกส่วนอย่างที่สองคืนให้เขาไป
เพราะนางไม่ใช่คนโลภมากอย่างไรเล่าเป็คนดีคนหนึ่งกลัวพี่ชายหนาว จึงคืนให้ด้วยความหวังดี
"ยื่นให้พี่ทำไมทำไมไม่สวมเล่าจะได้อุ่น"
ผู้เป็น้องสาวส่ายหน้าส่งยิ้มอบอุ่นเอ่ยเสียงหวาน "ข้าไม่เป็ไร พี่รองก็ต้องดูแลตนเองด้วยถ้างั้นเรากลับจวนกันเถอะเ้าค่ะ"
"น้องสาวคนดี"เขาลูบศีรษะนางอย่างปลื้มอกปลื้มใจไม่เอ่ยตอบประโยคหลังของน้องสาวแต่หันมองรอบเรือนแล้วะโออกมา
"หานเฟิงเ้าอยู่หรือไม่แล้วเ้านายเ้าอยู่ที่ใด"
“พี่รองเรากลับกันเถอะเ้าค่ะ”หญิงสาวพยายามห้ามปราม
ชายหนุ่มผู้หนึ่งพลันปรากฏตัวออกจากความมืดจ้องหลี่เฉิงคิ้วขมวด
"ทำบะหมี่อายุยืน[1] อยู่ในครัวขอรับ คุณชายหลี่มาหามีธุระอะไร"
"ข้าพาน้องสาวมาชมจันทร์ผ่านมาจึงแวะเยี่ยม เอ๊ะ ว่าแต่เขากำลังทำอาหารจริงรึ ข้าต้องไปดูให้เป็บุญตาหน่อยแล้วหว่านเอ๋อร์เราไปดูกัน"
เอ่ยจบหลี่เฉิงก็จูงแขนหลี่หว่านเอ๋อร์เดินไปยังห้องครัวส่วนหลี่หว่านเอ๋อร์เองไม่ขัดขืนเดินตามหลังต้อย ๆสายตามองแผ่นหลังชายหนุ่มด้วยความเหนื่อยหน่าย
พี่ชายท่านนี้อยากทำอะไรก็ให้เขารีบทำเถิดเมื่อพอใจแล้ว นางจะได้กลับไปนอนเสียที
ขณะเดียวกันบ่าวรับใช้ถือถาดแป้งมุ่งหน้าไปห้องครัวเอ่ยทักหลี่เฉิงอย่างเป็กันเอง
"คุณชายหลี่วันนี้ท่านก็มาฝากท้องที่จวนอีกแล้วหรือขอรับ"
"ก็ใครอยากให้อาหารที่นี่อร่อยล่ะอ๊ะ นี่เ้าจะนำไปให้เขาหรือไปด้วยกันสิ"
หลี่หว่านเอ๋อร์พลันถอนหายใจ
พอเดินสักพักในที่สุดก็ถึงห้องครัวโคมไฟถูกจุดสว่างมีร่างสีฟ้าครามกำลังเคลื่อนไหว แขนเสื้อถูกเก็บเรียบร้อยนิ้วมือเรียวยาวกำลังนวดแป้งบนโต๊ะสีหน้าหล่อเหลางดงามจริงจังตั้งใจแพขนตายาวหลุบลงไม่สนแขกที่เดินเข้ามาหา ไม่คิดเหลือบแม้แต่หางตา
ดวงตาเบื่อหน่ายของหลี่หว่านเอ๋อร์เบิกกว้างเมื่อเห็นชายหนุ่มชุดฟ้าครามนางชะงักไม่กล้าเดินต่อ หัวใจพลันเต้นไม่เป็จังหวะ ในหัวมีคำหนึ่งผุดขึ้นมา
ช่างงดงาม...แต่นั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ!
"ท่านอ๋องขนาดทำอาหารท่านก็ดูงดงามเสียจริง"
หลี่เฉิงเอ่ยชมเดินเข้าไปพูดคุยใกล้ ๆ "จะว่าไปนี่ก็ใกล้วันพระราชสมภพของไทเฮาแล้วท่านจะทำให้ไทเฮาเสวยหรือ เอ่อ ขอข้าลองชิมสักชามได้หรือไม่"
ฉีอู๋เจ๋อเงยหน้าขึ้นมองคนใจกล้าที่กล้าเอ่ยปากขออาหารจานแรกซึ่งตนเพิ่งหัดทำด้วยรอยยิ้มผลักชามเพิ่งทำเสร็จก่อนหน้าไปให้หลี่เฉิง
"ขอบคุณท่านอ๋องหว่านเอ๋อร์มาทานตอนที่มันกำลังอุ่น ๆ เร็ว"
หลี่เฉิงหัวเราะพลางกวักมือเรียกน้องสาวยืนอยู่ข้างบ่าวรับใช้ที่เดินมาพร้อมกันทำให้สายตาฉีอู๋เจ๋อมองตาม
หลังสบั์ตาลุ่มลึกมองมาหลี่หว่านเอ๋อร์สติพลันแตกกระเจิงพยายามหาที่หลบ ทว่าก็ไม่มีเมื่อเห็นบ่าวรับใช้ชายถือถาดแป้งยืนใกล้ ๆนางคิดอะไรไม่ออกเอาหน้าทิ่มลงบนถาดนั้นอย่างโง่งมจนหลี่เฉิงเห็นเข้ากรีดร้องอย่างใ
"หว่านเอ๋อร์!"
บ่าวยืนถือถาดแป้งงุนงงมองตาปริบ ๆ ส่วนหลี่เฉิงผู้เป็พี่ชายรีบวิ่งเข้ามาดูอย่างเป็ห่วงน้องสาว
หลี่หว่านเอ๋อร์เองก็ค่อยๆ เงยหน้าที่เต็มไปด้วยแป้งสีขาวเปื้อนหน้าจนจำสภาพเก่าแทบไม่ได้ ฉีกยิ้มเจื่อนหยุดมือหนาของหลี่เฉิงพยายามปัดแป้งเปื้อนหน้านางออก
"เ้าเป็อะไร"
"ข้าแค่หน้ามืด...เพราะน่าจะหิวน่ะเ้าค่ะ"
"โธ่ น้องสาวข้า"
"เอ่อท่านอ๋องยัง้าแป้งเพิ่มหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ" บ่าวชายเอ่ยถามอย่างกระอักกระอ่วน
ณ เรือนป่าไผ่ในจวนชินอ๋องโต๊ะอาหารถูกจัดวางไว้หน้าเรือนสามารถมองเห็นดวงจันทร์ได้ถนัดตาหลี่เฉิงนอนเอนกายบนพื้นหญ้า ปล่อยให้หลี่หว่านเอ๋อร์กับฉีอู๋เจ๋อนั่งบนพรมอุ่น ๆบนโต๊ะไม้วางบะหมี่อายุยืนไว้หนึ่งชาม กับชุดกาน้ำชาหยกเขียว
หลี่หว่านเอ๋อร์ยังคงหน้าขาวจากแป้งแม้จะปัดออกไปแล้วก็ตาม นางนั่งไม่กระดุกกระดิก ร่างกายแข็งทื่อมือเต็มไปด้วยเหงื่อ สายตาแอบชำเลืองมองชายหนุ่มด้านข้าง
ภายใต้แสงจันทร์ยิ่งดูหล่อเหล่าราวเทพเซียนผิวขาวเรียบเนียนจนอยากเอามือไปััว่าจะรู้สึกเช่นไรริมฝีรูปกระจับอมชมพูน่ามอง จมูกโด่งเป็สัน ไหนจะคิ้ว...
"มองจนอิ่มแล้วกระมัง"
"เพคะ?"
ฉีอู๋เจ๋อเอ่ยปรายตามองหญิงสาวด้านข้างซึ่งขณะนี้สวมเสื้อคลุมของเขาและมันก็เลอะแป้งไปเรียบร้อย
ดวงตากลมกระจ่างใสจ้องเขาด้วยความฉงนก่อนจะเข้าใจแล้วรีบหลบสายตา นางก้มหน้าก้มตาเงียบนิ้วมือเล็ก ๆ เขี่ยกันไปมาดูยุ่งยากใจ
ฉีอู๋เจ๋อละสายตาหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบพลางมองพระจันทร์ก่อนเผยรอยยิ้มบางๆ
ไม่มองใบหน้าขาว ๆของหญิงสาวด้านข้างอีกที่เ้าตัวไม่ยอมล้างออก
ั้แ่เจอหน้าและถูกแนะนำตัวนั้นคือประโยคแรกที่เขาเอ่ยกับนางเมื่อไม่ได้ยินชายหนุ่มเอ่ยอะไรอีกนางจึงแอบชำเลืองดูอีกครั้งก็เห็นว่าเขาเอาแต่มองดวงจันทร์นางจึงก้มหน้ากินบะหมี่เงียบ ๆ
หวังว่าเขาจะจำนางไม่ได้นะ...นางอุตส่าห์ลงทุนทำตัวเองขายหน้าขนาดนี้
เมื่อครู่เขาสบตากับนางในระยะใกล้มาก...เล่นเอาหัวใจ หลี่หว่านเอ๋อร์เต้นกระหน่ำไม่เป็จังหวะอีกแล้วนางเอามือััหน้าอกซ้ายของตนอย่างสงสัย
หรือว่านางกำลังจะป่วย?
ไม่นานนางทิ้งความคิดไร้สาระหันมาสนใจชามบะหมี่ตรงหน้าที่ชินอ๋องเป็ทำ ใช่ชินอ๋องลงมือทำด้วยตนเองเชียวนะ!
นางใช้ตะเกียบคีบบะหมี่เข้าปากเคี้ยวสักพักน้ำตาเริ่มซึม ตัดสินใจเหลือบจ้องชายหนุ่มอีกครั้ง ปากก็ยังเคี้ยวบะหมี่ไป
อีกฝ่ายไม่มองมานางจึงละสายตาเลื่อนมองท้องฟ้าประดับด้วยพระจันทร์กลมมนส่องสว่างท่ามกลางหมู่ดาว
นางรู้สึกว่าพระจันทร์วันนี้ช่างพิเศษและงดงามยิ่งแต่รสชาติบะหมี่ยิ่งเคี้ยวกลับยิ่งแย่
เค็มเกินไปแล้ว...จะคายทิ้งก็ไม่ได้นางอยากร้องไห้
[1] *บะหมี่อายุยืน(长寿面) ฉางโซว์เมี่ยนคนไทยมักรู้จักกันในชื่อ “หมี่ซั่ว” เป็อาหารที่ชาวจีนนิยมรับประทานกันในวันเกิดด้วยความเชื่อว่าทานแล้วจะทำให้อายุยืน