ในขณะที่พวกเฟยหรงกำลังพุ่งทะยานออกจากโลกนั้น ทางฝั่งของขุมกำลังนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่พากันมาล้อมรอบจอมปราชญ์เอาไว้และพากันประสานมือเป็นสัญลักษณ์ต่างๆอย่างพร้อมเพรียงกันและหายไปจากใจกลางทวีปศักดิ์สิทธิ์ในทันทีและมาโผล่อีกครั้งที่สถานที่แห่งหนึ่งในทวีประดับสูงพร้อมกับพากันคุกเข่าลง แม้แต่จอมปราชญ์ผุ้ที่แข็งแกร่งพอๆกับพวกเฟยหรงเองก้ไม่ใช่ข้อยกเว้น
"นายท่านตอนนี้โลกได้ถูกปลดผนึกแล้วขอรับ นายท่านสมควรกลับไปยังตระกูลได้แล้ว"จอมปราชญ์กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเคารพ เบื้องหน้าของเขาคือหนึ่งชายหนึ่งหยิงที่กำลังยืนมองท้องฟ้าด้วยแววความหลากหลาย
หากเฟยหงและเฟยเทียนได้เห็นพวกเขาคงจะจำสองคนนี้ได้และตกตะลึงอย่างแน่นอนเพราะชายคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าจอมปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากเฟยอู่หลิน และภรรยาของเขาเฟยหงลี่นั่นเอง
"อืม พวกเขาออกไปกันแล้วสินะ"เฟยอู่หลินหันไปกล่าวกับจอมปราชญผู้ยิ่งใหญ่ในทันที
"พวกนายน้อยทุกคนออกไปจากโลกกันหมดแล้วขอรับ"จอมปราชญ์กล่าวขึ้น
"อืม พวกเจ้าไปคุ้มกันพวกเขาไว้ เมื่อโลกใบนี้เปิดถูกเปิดออกเหล่าผู้คนในจักรวาลที่หมายปองในบัลลังก์ราชันจะต้องคิดจะแย่งชิงจากพวกเขาแน่นอน จำไว้หากใครคิดจะทำร้ายพวกเขาสังหารมันให้หมด"
"รับคำสั่งนายท่าน"จอมปราชญ์ตอบรับโดยพลันและพาขุมกำลังของตนหายตัไปอย่างรวดเร็ว
"ท่านพี่เหตุใดท่านจึงไม่พาพวกหงเอ๋อกลับตระกูลไปด้วยเจ้าคะ น้องไม่เข้าใจเลยจริง"เมื่อจอมปราชญ์หายไป เฟยหงลี่พูดด้วยท่าทีไม่พอใจเล็กน้อยจนเฟยอู่หลินต้องเข้ามากอดนางเอาไว้
"น้องหญิง ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากพาเขากลับไป แต่เจ้าอย่าลืมว่าในตอนที่พวกเราผนึกความทรงจำเอาไว้ได้ทำอะไรกับพวกเขาไว้บ้าง อีกทั้งเด็กพวกนั้นก็มีเส้นทางเป็นของตัวเอง ต่อให้บอกว่าจะพาไปไหนเลยพวกเขาจะยอมกลับไปกับเรา จริงไหม"เฟยอู่หลินกล่าว
"เรื่องนั้นมันก็จริง ต้องโทษท่านพ่อหากเขาไม่ทำโทษท่านโดยการปิดผนึกความทรงจำและพลังป่านนี้พวกเราคงได้อยู่อย่างมีความสุขไปแล้ว"
"อย่างน้อยเขาก็ส่งพ่อบ้านเฟยเสี่ยวโหรวมาคุ้มกันพวกเรานะ แต่เจ้าน่ะสิ ถึงกับยอมผนึกความทรงจำและตามมาไม่ใช่หรือ อีกทั้งพวกเรายังกลับมารักกันเหมือนแต่ก่อนอีกต่างหาก นี่ควจะเป็นลิขิตสวรรค์กระมังที่ไม่ยอมให้เราพรากจาก"เฟยหงลี่ตีมือสามีของนางเบาๆ"บ้า ท่านพี่พูดอะไรก็ไม่รู้"
"เแล้วเราจะเอาอย่างไรกับตระกูลเฟยในโลกนี้ดีเจ้าคะ ปล่อยทิ้งไว้หรือพาไปด้วย"เฟยหงลี่ว่ากล่าว
"นั่นสินะ ถึงอย่างไรตระกูลเฟยนี้ก็เป็นสถานที่พักพิงให้เราในตอนที่มาโลกใบนี้ใหม่ๆและไร้ความทรงจำ แต่ถึงกระนั้นก็ไม่อาจที่จะให้อภัยที่พวกเขาพากันกดดันข้าตอนไร้ความทรงจำให้ไล่บุตรชายเพียงคนเดียวออกไปจากตระกูลได้ เอาเป็นว่าให้เฟยลู่เป็นรับตระกูลไปก็แล้วกันถึงอย่างไรเขาก็เป็นบุตรบุญธรรมของเรา ถึงจะมีความคิดที่เห็นแก่ตัวหรือทะเยอทะยานไปบ้างแต่เขาก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร"เฟยหงลี่พยักหน้าให้การกับการตัดสินใจของสามี
ทั้งเฟยหงลี่และเฟยอู่หลินนั้นแท้จริงไม่ใช่คนของโลกใบนี้ตั้งแต่แรก พวกเขาก็เหมือนกับเสวียเหม่ยที่ถูกพามายังที่นี่และถูกกักขังเอาไว้ แต่ในกรณีของทั้งสองคนนี้ไม่ใช่การลี้ภัยแต่เป็นบทลงโทษ โดยการถูกผนึกความทรงจำและพลังฝึกตนและพามายังโลกใบนี้เพื่อเรียนรู้วิถีของผู้อ่อนแอ
แต่ใครจะรู้กันในตอนที่จอมปราชญ์เฟยเสี่ยวโหรวพาพวกเขาเข้ามามันเป็นเวลาเดียวกับที่โลกใกล้จะปิดผนึกเต็มที จึงทำให้พวกเขาต้องใช้ชีวิตเช่นนี้มานับล้านปีด้วยกัน และเมื่อห้าปีก่อนหลังจากที่พวกเขาก้าวเข้าสู่ระดับมหาเทวะนั้นความทรงจำที่ถูกปิดผนึกเอาไว้ก็พลันปรากฏขึ้นมาอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ทำให้เฟยอู่หลินและเฟยหงลี่ได้รู้ถึงอดีตของตนเอง
"ลูกหลานข้า หวังว่าวันข้างหน้าจะได้พบกัน"เฟยอู่หลินกอดภรรยาอันเป็นที่รักพร้อมกับพึมพำ ก่อนที่ร่างกายจะค่อยๆเลือนหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่
ตัดกลับมาจากด้านของเฟยหรง ในเวลานี้พวกเขาได้ฝ่าทะลุออกมานอกโลกเป็นที่เรียบร้อย สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าคือจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวมากมาย เฟยหรงและคนอื่นๆต่างมองความกว้างใหญ่ของจักรวาลด้วยดวงตาที่เป็นประกาย มันเปรียบดังการเปิดโลกทิศน์ใหม่ๆให้กับพวกเขาเสียจริง
เฟยหรงหันไปมองคนอื่นก่อนที่จะพยักหน้าให้กันพวกเขาทั้งหมดนั้นแยกย้ายกันออกไปโดยห่างจากกันหลายสิบกิโลเมตร ก่อนที่จะทำการทะลวงขั้นในทันที
"บูม!!"
การระเบิดครั้งใหญ่ดังขึ้นไม่ขาดสาย ออร่าลมปราณค่อยๆแผ่พุ่งออกจากร่างกายของทุกคน พร้อมด้วยเหนือศรีษะของพวกเขาที่มีสายฟ้าสีดำดูหน้าหวาดกลัวปรากฏขึ้นมา นี่คือทันฑ์จักรวาลที่ใช้ผุ้ที่จะก้าวเข้าสู่ระดับเทพที่แท้จริงซึ่งจำนวนนั้นจะแตกต่างกันออกไปตามแต่พรสวรรค์
แน่นอนที่มากที่สุดย่อมไม่ใช่ใครนอกจากเฟยหรงที่มีถึงห้าพันสายด้วยกัน ส่วนคนอื่นๆนั้นจะมีอยู่ในช่วงหนึ่งพันห้าร้อยสายถึงสองพันสาย เสียงคำรามของสายฟ้าจักรวาลนั้นแผ่ออร่าทำลายล้างออกมาเยอะมากจนหน้าตกใจ เฟยหรงใช้บัลลังก์ราชันอัสนีดูดกลืนมันในทันทีโดยไม่รีรอ
"อ้า น่าอิจฉายิ่งนัก บัลลังก์อัสนีมีประโยชน์ในเวลานี้จริงๆ"ซ่งอวี่ฉางนั่งลงบนบัลลังก์พฤกษาของนางและสร้างต้นไม้ใหญ่ออกมาป้องกันและกล่าวออกมา แน่นอนการใช้บัลลังก์อัสนีดูดกลืนสายฟ้าจักรวาลเช่นนี้เป็นเรื่องที่น่าอิจฉาจริงๆเพราะไม่เพียงแต่เลื่อนขั้นได้อย่างรวดเร็วแล้วยังทำให้บัลลังก์ราชันแข็งแกร่งมากขึ้นอีกด้วย
ส่วนคนอื่นๆนั้นพวกเขาก็ต่างพากันแบบรับทัณฑ์จักรวาลกันถ้วนหน้า แม้จะยากลำบากที่ทว่าก็สามารถผ่านไปได้ด้วยดี ในเวลานี้ออร่าของทุกคนแข็งแกร่งราวกับเป็นคนละคนเลยทีเดียว บอกได้เลยว่า ณ โลกระดับต่ำแห่งนี้พวกเขาสามารถใช้ฝ่ามือบดขยี้ได้เลยทีเดียว
นี่คือความแตกต่างระหว่างพลังของขอบเขตเทพฝึกหัดกับขอบเขตเทพที่แท้จริง เฟยหรงที่เลื่อนขั้นสำเร็จเป็นคนแรกก็ยกยิ้มอย่างยินดีเมื่อมองไปที่ทุกคนที่ตอนนี้กลายเป็นเทพอมตะแล้ว จะมีเพียงแม่ ปู่ และย่าของเขาเท่านั้นที่อยู่ในระดับมหาเทวะขั้นปลายจากการเลื่อนขั้น เฟยหรงขยับกายไปหาพวกเขาโดยพลันและเปิดมิติให้แม่ ปู่ และย่าของเขาได้เข้าไปเนื่องจากการเดินทางในครั้งนี้สุดแสนอันตราย ระดับมหาเทวะแม้เพียงพอที่จะป้องกันตัวเองได้แต่ก็เขาไม่อยากให้ใครต้องบาดเจ็บเลยแม้แต่คนเดียว
และแน่นอนเฟยหง หยุนอู่หลิง และเป่ยอิงอิงก็เข้าไปด้านในแต่โดยดี เพราะพวกเขาไม่อยากที่จะเป็นภาระให้ทุกคน เฟยหรงหลังจากที่ทำทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้วก็มานั่งที่จักรพรรดิมังกรทองตามเดิม ก่อนที่พวกเขาจะทะยานออกไป นั่นเพราะตรงนี้แม้จะออกมาจากโลกแล้วแต่ยังคงเป็นขอบเขตชั้นในที่เท่านั้น ยังมีม่านพลังบางกั้นเอาไว้และนั่นจะถือว่าเป็นการออกนอกจักรวาลอย่างแท้จริง
"เจ้าหนูระวังตัวด้วย ข้างหน้าดุเหมือนจะมีบางอย่างแปลกๆ"จักรพรรดิมังกรทองกล่าวเตือนในขณะที่กำลังจะผ่านม่านพลังไป เฟยหรงที่ได้ยินก็พยักหน้าให้ด้านหน้าของเขาคือเหล่าคนที่ออกมาก่อนที่กำลังรวมกลุ่มกันอยู่
"ฟิ้วๆๆ"
จักรพรรดิมังกรและพยัคฆ์สวรรค์พุ่งออกจากม่านพลังในทันใด สิ่งที่ปรากฏอยู่ในสายตาของพวกเขาคือเหล่าคนของขุมกำลังศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังโดนกลุ่มคนปริศนาที่แต่งตัวแตกต่างกันไปล้อมอยู่ พวกเฟยหรงเมื่อลองตรวจสอบพวกมันดูแล้วก็อดไม่ได้ที่จะทำใบหน้าตึงเครียด
"ตรวจสอบไม่ได้!!"ทุกคนกล่าวออกมาพร้อมกันอย่างตื่นตระหนก ระดับพลังเทพอมตะขั้นต้นเช่นพวกเขาตรวจสอบอีกฝ่ายไม่ได้แม้แต่คนเดียวแบบนี้คำตอบมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นคือพวกมันทุกคนที่พากันล้อมอยู่นี้มีตบะเหนือกว่าเขาอย่างน้อยหนึ่งขั้นขึ้นไปอย่างแน่นอน
และอีกหนึ่งสิ่งที่น่าตกใจคือเจ้าบัลลังก์แห่งหินผาอย่างไท่ซือนั้นตอนนี้ลอยสิ้นสภาพตามตัวมีแต่แผลฉีกขาดและเลือดไหลซาดกระเซ็น นั่นแสดงให้เห็นว่าเขาพ่ายแพ้แล้ว แถมยังพ่ายแพ้จนหมดรูปอีกด้วย