“ลู่เฉิน!”
ก่อนที่พวกลู่เยี่ยนจะลงมือพลันมีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง… ปรากฏว่าเป็ท่านปู่สาม ลู่เทียนซิงนั่นเอง
เมื่อเห็นผู้าุโเดินเข้ามาพวกลู่เยี่ยนก็เก็บไม้เก็บมือทันที ทว่าแววตาที่จับจ้องไปยังลู่เฉิน ยังคงแฝงเร้นไว้ด้วยความเกลียดชังราวกับ้าจะฆ่าเขาให้ตายเสียเดี๋ยวนี้
ลู่เทียนซิงปรายตามองคนทั้งสามก่อนหันไปพูดกับหลานชาย “ลู่เฉิน มากับข้า!”
“ขอรับ!” เด็กหนุ่มรับคำ
ตนเป็ผู้น้อยย่อมไม่อาจโต้แย้งผู้าุโแม้ลู่เยี่ยนจะเป็ถึงหลานชายผู้าุโใหญ่ก็ตาม เขาจึงได้แต่พ่นลมหายใจคลายความหงุดหงิด
ขณะลู่เฉินกำลังหมุนตัวกลับดวงตาเขาพลันหรี่ลงเล็กน้อย เมื่อเห็นสตรีผิวขาวผ่องนางหนึ่ง กำลังยืนอยู่ห่างออกไปราวสามสิบจั้ง[1]... ลู่เหยียนหราน!
นางคือบุตรีประมุขสกุลลู่ซึ่งมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขา
“เดี๋ยวนี้… ไม่แม้จะเอ่ยทักทายกันเลยหรือ?” ลู่เฉินส่ายหน้าเล็กน้อย กระตุกยิ้มเศร้า ก่อนเบนสายตาไปราวกับมองไม่เห็นอีกฝ่าย
ความเ็ปในใจนี้มีเพียงตัวเองเท่านั้นที่รู้ ไม่ว่าผู้อื่นจะเหยียดหยามหรือเฉยชาต่อเขาปานใด เด็กหนุ่มก็ไม่เคยคิดจะเก็บมาใส่ใจแต่กับลู่เหยียนหรานแล้ว ไม่รู้ด้วยเหตุใด จิตใจเขาถึงได้ร้าวรานนัก
เมื่อครั้งยังเยาว์เพราะเขาอายุมากกว่าไม่แก่เดือน ทั้งสองจึงสนิทสนมกันมาก นางมักจะตามเขาไปทุกที่พร้ะโกนเรียก ‘ท่านพี่ลู่เฉิน... ท่านพี่ลู่เฉิน’ ไม่ขาดปาก
มาบัดนี้ ทั้งๆ ที่เห็นว่าเขาถูกลู่เยี่ยนรังแกนางกลับนิ่งดูดาย ไม่คิดจะช่วยเหลือ
“แค่นั้นเอง...มันก็แค่นั้นเอง!” ลู่เฉินสะบัดศีรษะ ไล่ความคิดอันสับสน
เด็กหนุ่มเดินตามท่านปู่สามมาเรื่อยๆจนกระทั่งมาถึงสถานที่ไร้ผู้คน ลู่เทียนซิงจึงค่อยๆ หันมามองอีกฝ่าย ดวงตาของเขาฉายแววกังวลอย่างเห็นได้ชัด
เื่หลานชายโดนลู่เยี่ยนกลั่นแกล้งไหนเลยเขาจะไม่รู้ เพราะมิใช่แค่ลู่เฉินเท่านั้นที่ถูกเด็กคนอื่นๆ ปฏิบัติอย่างหยาบคายเช่นนี้แต่อนุชนผู้ไร้พร์คนอื่นๆ ก็มักจะโดนรังแกไม่ต่างกัน เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นบ่อยซ้ำยังแก้ไขได้ยาก จนกลายเป็เื่ชินชาของคนในตระกูลไปแล้ว
“ลู่เฉินเ้ารู้ใช่หรือไม่ ว่าลู่เยี่ยนตั้งตนเป็อริกับเ้า?” ท่าทีสุขุมก่อนหน้านี้ แปรเปลี่ยนเป็อ่อนโยน
“รู้ขอรับ!” ลู่เฉินตอบ
“รู้ก็ดีแล้ว เมื่อสิบปีก่อนบิดาเขาได้รับาเ็จากการประลองกับพ่อเ้า ั้แ่นั้นมา พวกเขาก็เต็มไปด้วยความเคียดแค้น หากวันหน้าเ้าพบลู่เยี่ยนอีกจงหลีกเลี่ยงเสีย การกระทำเช่นนี้หาใช่ความขี้ขลาด แต่เพื่อรักษาชีวิตตัวเองเข้าใจหรือไม่?” ลู่เทียนซิงเอ่ย
“หลานทราบแล้วขอรับ ท่านปู่!”
พูดตามตรง อันที่จริงเด็กหนุ่มก็พยายามหลบหน้าลู่เยี่ยนมาตลอดแต่เื่ที่เกิดขึ้นในวันนี้ ถือเป็ความบังเอิญที่ไม่คาดคิด
“อนิจจา! บิดาของเ้าไม่เพียงเป็ผู้แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาอนุชนสกุลลู่ แต่ยังกล้าแกร่งที่สุดในบรรดาคนรุ่นเยาว์แห่งเมืองชิงเฟิงหากเ้าฝึกพลังได้ก็คงดี...” ลู่เทียนซิงนึกถึงอดีตด้วยความทอดถอนใจ
เด็กหนุ่มได้แต่เงียบงัน...
แน่นอนว่า ลู่เฉินก็เคยปรารถนาจะเป็ผู้ฝึกตนเช่นกันแต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อร่างกายเขาไร้ซึ่งพลังธาตุ จึงไม่อาจฝึกฝน
“เอาเถอะ... เอาเถอะ!” ลู่เทียนซิงส่ายศีรษะ
แต่แล้ว แววตาของเขาก็เปลี่ยนไปคล้ายเพิ่งตัดสินใจเื่สำคัญได้ จึงล้วงมือไปหยิบวัตถุทรงสี่เหลี่ยมออกจากแขนเสื้อ
ของชิ้นนั้นมีสีน้ำตาลอ่อนขนาดเท่าฝ่ามือทั้งยังดูธรรมดามาก หากมิใช่เพราะแววตาของอีกฝ่ายดูจริงจังเหลือเกิน เด็กหนุ่มคงคิดว่ามันเป็แค่หินก้อนหนึ่ง
“ลู่เฉิน เ้าคิดว่าของสิ่งนี้เป็เช่นไร?” ลู่เทียนซิงยื่นมันมาตรงหน้า ก่อนเอ่ยเสียงขึงขัง
“หืม?”
ลู่เฉินมองท่านปู่สามอย่างฉงนก็เห็นๆ กันอยู่ ว่าเป็แค่ของธรรมดาสามัญชิ้นหนึ่งเท่านั้น...
ลู่เทียนซิงมองเด็กหนุ่มก่อนคลี่ยิ้ม
แม้งุนงง แต่ลู่เฉินก็เพ่งพินิจวัตถุตรงหน้าอย่างถี่ถ้วนอีกครั้งจากนั้นก็ต้องเบิกตากว้าง
“ท่านปู่ หรือว่าสิ่งที่อยู่ในมือท่านจะเป็ตราประทับิญญาขอรับ?” เขาถามอย่างไม่แน่ใจ
ลู่เฉินมองวัตถุในมือลู่เทียนซิงด้วยความประหลาดใจคิดว่ามันต้องเป็ ‘ตราประทับิญญา’ ตามคำเล่าลืออย่างแน่นอน แม้จะไม่เคยเห็นด้วยตาตัวเองมาก่อนแต่ก็ได้ยินผู้คนกล่าวถึงมาสองสามครั้ง
ในทวีปัทะยานแห่งนี้ร่ำลือกันว่า มีเพียงผู้ที่แข็งแกร่งเหนือ‘ระดับสุญตา’ เท่านั้น จึงจะสามารถสร้างผนึกิญญาในทะเลแห่งจิตสำนึกได้และเมื่อถึงคราที่โซ่วหยวนใกล้จะเหือดแห้ง ผู้ฝึกตนบางคนก็จะใช้พลังชีวิตของตนทำการผสานเป็ตราประทับิญญาขึ้นมาเพื่อส่งต่อให้กับสมาชิกในครอบครัว หรือผู้สืบทอดของตนต่อไป
ลู่เฉินไม่อยากจะเชื่อว่าท่านปู่ของตนจะมีของสิ่งนี้ด้วย
ว่ากันว่า หากผู้ฝึกตนคนใดได้ดูดซับพลังของตราประทับิญญาเข้าไป ระดับพลังก็จะสูงขึ้นในพริบตา
ถือได้ว่าตราประทับิญญาเป็สมบัติล้ำค่าที่ผู้ใดก็ยากจะเอื้อมถึงแม้แต่ผู้ฝึกตนในเมืองชิงเฟิงเอง ก็ยังมีน้อยคนนักที่เคยเห็นของจริง
เด็กหนุ่มตะลึงงันอยู่นานผ่านไปพักใหญ่ กว่าจะรวบรวมสติได้
ลู่เฉินเงยหน้าขึ้นมองปู่ของตนด้วยความกังขาในเมื่อท่านปู่มีของล้ำค่าเช่นนี้อยู่ในมือ เหตุใดจึงไม่ดูดซับพลังของมันไปเสีย?
ตอนนี้ฐานพลังของท่านปู่คือ‘ระดับก่อ์’ หากดูดซับมันเข้าไป ก็น่าจะทะลวงเข้าสู่ระดับสุญตาได้!
หากเลื่อนระดับพลังได้อย่าว่าแต่สกุลลู่ เพราะท่านปู่ของเขาจะกลายเป็หนึ่งในชิงเฟิง!
“ใช่แล้วมันคือตราประทับิญญา!” ลู่เทียนซิงพยักหน้า
“อย่ามองข้าด้วยสายตาเช่นนั้นใช่ว่าข้าไม่อยากดูดซับพลังของมัน แต่เป็เพราะดูดซับมิได้ต่างหากเล่า!” เมื่อเห็นท่าทีสงสัยของอีกฝ่าย เขาก็รู้ทันทีว่าหลานรักผู้นี้กำลังคิดอะไรอยู่
ลู่เทียนซิงสูดหายใจลึกก่อนเอ่ยเสียงเคร่งขรึม “ลู่เฉิน นี่มิใช่ตราประทับิญญาทั่วไป เพราะมันผนึกิญญาเอกภพเอาไว้ต้นกำเนิดของมันจึงมิใช่ธรรมดา สิ่งที่ข้าจะบอกเ้าวันนี้ ก็คืออย่าได้มอบมันให้กับผู้อื่น”
ลู่เฉินพยักหน้า
“ผนึกิญญาเอกภพชิ้นนี้เป็สมบัติตกทอดในตระกูลมานานนับหมื่นปี ว่ากันว่า มันถูกสร้างขึ้นโดยบรรพชนสกุลลู่ ผู้แข็งแกร่งที่สุดแห่งยุคเขาทำให้ตระกูลของเรากลายเป็ตระกูลอันดับหนึ่ง ในสมัยนั้น ไม่มีผู้ใดในยุทธภพกล้าดูิ่หรือหยามเกียรติตระกูลของเราเลย”
“ก่อนที่ท่านบรรพชนจะสิ้นชีพเขาได้ผสานผนึกิญญาเอกภพชิ้นนี้ขึ้นมา ทว่าคนในตระกูลลู่ของเราไม่มีผู้ใดสามารถดูดซับพลังของมันได้ มันจึงถูกสืบทอดต่อกันมารุ่นต่อรุ่น จนมาถึงมือข้า...” เขากล่าว พลางถอนหายใจ
“ผู้แข็งแกร่งที่สุดแห่งยุค? ตระกูลอันดับหนึ่ง?”
ได้ยินเื่ที่ท่านปู่เล่าเด็กหนุ่มก็ได้แต่ตะลึงลาน
ลู่เฉินไม่เคยรู้มาก่อนว่าสกุลของตนจะมีอดีตรุ่งโรจน์ถึงเพียงนั้น
“ลู่เฉิน เดิมที ข้าตั้งใจจะส่งต่อตราประทับิญญานี้ให้กับพ่อของเ้าลู่อีโจว แต่น่าเสียดาย... เอาเถอะ ตอนนี้ข้าจะมอบมันให้กับเ้า เ้าต้องเก็บรักษาไว้ให้ดีและสืบทอดมันไปยังบุตรหลานรุ่นต่อๆ ไป เผื่อสักวันจะมีคนดูดซับมันได้ เมื่อถึงตอนนั้นสกุลลู่ของเราก็จะกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง” ลู่เทียนซิงยื่นตราประทับสีน้ำตาลอ่อนมาตรงหน้าลู่เฉิน
เด็กหนุ่มตาเป็ประกาย กำลังจะหยิบมันขึ้นมาแต่กลับลังเลไม่แน่ใจ
“ท่านปู่...” ลู่เฉินเงยหน้ามองอีกฝ่ายด้วยความประหม่า
“รับไปเสีย แล้วรักษาไว้ให้ดี” ลู่เทียนซิงกำชับเสียงขรึม
“ขอรับ!” เด็กหนุ่มรับมา ก่อนเก็บรักษาไว้เป็อย่างดี
...
ภายในบ้านอันทรุดโทรม
ลู่เฉินเปิดหีบที่ปลายเตียงด้วยสีหน้าหดหู่ภายในนั้นมีขวดลายครามอยู่สามใบ
“เหลือโอสถหลอมกระดูกเพียงสามขวดเองหรือนี่!” เด็กหนุ่มมองขวดสามใบนั้น
ลู่เฉินเป็เพียงหมอยาขั้นต้นก่อนหน้านี้เขาเคยหลอมยาขึ้นมาหลายชนิด แล้วนำไปขาย แม้จะได้เงินมาไม่น้อย แต่เขาก็นำมันไปซื้อวัตถุดิบในการปรุงยาอายุวัฒนะกายเบาหมดแล้ว
โดยปกติ ราคาโอสถหลอมกระดูกจะอยู่ที่ขวดละสามสิบเหรียญทองสามขวดก็ได้แค่เก้าสิบเหรียญ แทบไม่พอซื้อวัตถุดิบสำหรับปรุงยาอายุวัฒนะกายเบาเสียด้วยซ้ำ
เด็กหนุ่มไล้ริมฝีปากอย่างครุ่นคิดเมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว เขาจึงหยิบโอสถหลอมกระดูกสามขวดที่เหลือออกมา
“เช่นนั้น ก็ขายยาหลอมกระดูกสามขวดนี้แล้วเอาเงินไปซื้อวัตถุดิบมาปรุงยาหลอมกระดูกเพิ่มดีกว่า”
แม้ลู่เทียนซิงจะส่งเงินหรือสมุนไพรมาให้เขาอยู่บ่อยๆแต่การจับจ่ายซื้อหาวัตถุดิบสำหรับปรุงยาอายุวัฒนะนั้น ก็เป็ดั่งหลุมไร้ก้น นั่นจึงเป็ทางเลือกสุดท้ายเพราะเขาไม่อยากแบมือขอความช่วยเหลือจากท่านปู่แล้ว
“ผนึกิญญาเอกภพ!”
ทันใดนั้น เด็กหนุ่มก็นึกขึ้นมาได้ว่ายังมีของสิ่งนี้อยู่ลู่เฉินจึงหยิบออกมาดู ยามัักับตราประทับ พลันรู้สึกได้ถึงความอุ่นร้อนเล็กน้อย
“นึกไม่ถึง ว่าในอดีต สกุลลู่ของเราจะเคยเป็มหาอำนาจมาก่อน!”
“ผนึกิญญาเอกภพนี้ สืบทอดมาจากอดีตผู้แข็งแกร่งแห่งยุคไม่เข้าใจเลย ว่าเหตุใดจึงไม่มีใครดูดซับพลังของมันได้!”
เขาหยิบผนึกสีน้ำตาลอ่อนขึ้นมามองอย่างใกล้ชิด
“น่าเสียดายนักที่ร่างกายของข้าไร้พลังธาตุจึงไม่อาจฝึกฝนได้ มิเช่นนั้น ข้าคงจะหาทางดูดซับพลังของตราประทับิญญานี่แล้ว” ลู่เฉินจมอยู่ในห้วงภวังค์
วาบ!
ทันใดนั้น ตราประทับพลันเปล่งแสงเจิดจ้าร่างของลู่เฉินค่อยๆ ถูกปกคลุมไปด้วยแสงสว่าง
เด็กหนุ่มรู้สึกตัวเบาสบายไปครู่หนึ่งก่อนจะรู้สึกคล้ายหัวใจถูกบีบรัดอย่างกะทันหัน เ็ปจนไม่อาจบรรยายได้ รู้เพียงว่านี่มิใช่ความเ็ปในระดับที่คนธรรมดาจะทนไหวประหนึ่งถูกขุมพลังที่ไม่อาจต้านทานได้มาฉีกทึ้งดวงิญญา
โชคดีที่ความเ็ปกินเวลาไม่นานนักลู่เฉินพยายามปรับลมหายใจ ไม่ช้าความปวดร้าวทั้งหมดก็จางหาย
แม้จะเป็เพียง่สั้นๆแต่เสื้อผ้าของเขากลับชุ่มไปด้วยเหงื่อ ไม่มีผู้ใดรู้หรอก ว่าระหว่างนั้น เขาเ็ปเจียนตายปานใด
“หืม... ท่านเป็ใคร?”
แต่เด็กหนุ่มไม่มีเวลาไปนึกทบทวนสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่เพราะจู่ๆ ก็พบว่าบัดนี้ มีคนแปลกหน้ามาปรากฏกายอยู่ในบ้านเขา…
---------------------------------
[1]จั้ง เป็หน่วยวัดความยาว หรือระยะทางของจีนในสมัยโบราณ 1 จั้ง = 10ฟุต หรือ 10 ฉื่อ หรือ 3.3 เมตร ดังนั้น ‘สามสิบจั้ง’ จึงเป็ระยะทางราวหนึ่งร้อยเมตร