หนิงหลง : เรื่องวุ่นๆ ของวัยรุ่นกู้จักรวาล (กำลัง Rewrite)

    ตอนที่ 57 วัยรุ่นสร้างเรื่อง บารมีปู่ย่า

    ขณะที่หนิงหลงกำลังเดินพูดคุยกับมหาเสนาจารย์ของราชวงศ์เจิ้งอยู่นั้น ด้านนอกตำหนักของบรรพบุรุษตระกูลยวีปรากฏเสียงความเคลื่อนไหวเป็นระลอก ในเวลานี้เอง ปรากฏกลุ่มคนเดินเรียงหนึ่งเข้ามาภายในตำหนัก กลุ่มคนที่เดินเรียงแถวเข้ามามีทั้งผู้เฒ่าและผู้เยาว์ พวกเขาเดินเรียงแถวเข้ามาอย่างเป็นระเบียบ เดินเข้ามาด้วยความเคารพนอบน้อม



    ผู้ที่เดินนำแถวศิษย์ตระกูลยวีเข้ามาก็คือผู้อาวุโสสูงสุดที่เป็นลูกชายของยวีเหยาเฉิน ตามมาด้วยคณะอาวุโสของตระกูลยวี หลังจากนั้นก็จะเป็นเสนาบดียวีผู้นำตระกูลคนปัจจุบันและกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ค่อนข้างโดดเด่น สำหรับผู้เยาว์ที่อ่อนเยาว์มากที่สุดก็จะมียวีเหลียนซูอยู่ในขบวนด้วย



    วันนี้เป็นวันที่ยวีเหยาเฉินจะเข้าราชสำนัก ผู้อาวุโสสูงสุดจึงได้นำพาศิษย์ตระกูลยวีมากราบคารวะ เพื่อให้ผู้เยาว์ได้พบกับบรรพบุรุษผู้ก่อตั้ง ความจริงแล้ว กลุ่มคนรุ่นใหม่ของตระกูลยวีก็ไม่เคยได้พบเห็นบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งมาก่อน พวกเขารู้เพียงว่ามีบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งที่เป็นมหาเสนาจารย์อยู่เท่านั้นเอง แต่ไม่เคยได้พบเห็นกับตา



    ต่อให้เป็นระดับอาวุโสของตระกูล แต่เล็กจนโตจำนวนครั้งที่เขาได้พบกับบรรพบุรุษผู้ก่อตั้ง แค่มือข้างหนึ่งก็นับได้ คนที่ได้พบยวีเหยาเฉินมากที่สุดในตระกูลยวีก็คือผู้อาวุโสสูงสุดที่เป็นลูกชายและเสนาบดียวีที่เป็นผู้นำตระกูล



    "เป็นผู้ใด?" ครั้นบรรดาผู้เยาว์ของบ้านตระกูลยวีเข้ามายังตำหนักแล้ว มองเห็นหนิงหลงที่เดินเคียงข้างยวีเหยาเฉิน ทำให้ศิษย์ทั้งหมดของบ้านตระกูลยวีต่างตกใจยิ่งนัก โดยเฉพาะยวีเหลียนซูแล้ว สีหน้าของนางดูไม่สู้ดีเอาเสียเลย



    สถานที่ตรงนี้เป็นสถานที่สำคัญของตระกูลยวี บุคคลภายนอกไม่สามารถเข้ามาได้อยู่แล้ว เวลานี้มีเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง ที่ดูอายุอานามใกล้เคียงพวกเขาแล้วกลับปรากฏอยู่ที่ตรงนี้แบบไร้สุ้มเสียง กล่าวสำหรับกลุ่มรุ่นเยาว์แล้ว จะไม่ให้ตกใจได้อย่างไร



    "อะ..อ๋องมังกรนิรันดร์กาล!" พลันที่เสนาบดียวีมองเห็นหนิงหลง ก็คล้ายดั่งแมวที่ถูกเหยียบหางเอาไว้อย่างนั้น ใบหน้าขาวซีด ร้องเสียงแหลมออกมา



    เสนาบดียวีที่เป็นขุนนางในราชสำนักย่อมเป็นคนคุ้นเคย พลันที่เห็นหนิงหลงถึงกับก้าวถอยหลังไปหลายก้าว



    "อ๋องมังกรนิรันดร์กาล!" คณะอาวุโสตระกูลยวีถึงกับมีสีหน้าที่แปรเปลี่ยนไปมากทีเดียว พวกเขาไม่คิดว่าหนิงหลงจะปรากฏตัวยังสถานที่แห่งนี้



    ไม่รอช้าเสนาบดียวีรีบคุกเข่าก้มกราบกับพื้นทันที และร้องเสียงดังออกมาว่า "ถวายพระพรฝ่าบาท ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นปี หมื่นหมื่นปี!!!"



    "ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นปี หมื่นหมื่นปี" บรรดาศิษย์คนอื่นๆ ที่ไม่เคยพบเห็นหนิงหลงมาก่อน แต่ทันทีที่ได้รับรู้ว่าหนิงหลงเป็นใคร พวกเขารีบพากันคุกเข่าลงกราบอยู่ตรงนั้น



    ในเวลานี้ กลุ่มรุ่นเยาว์ไม่กล้าแม้กระทั่งหายใจแรง แม้ว่าพวกเขาไม่สามารถรู้ถึงประวัติความเป็นมาของหนิงหลง อย่างไรก็ตาม ต่อให้พวกเขาโง่เขลามากกว่านี้ก็ต้องรู้ว่าสมญานาม 'อ๋องมังกรนิรันดร์กาล' ของคนหนิงหลงนั้นยิ่งใหญ่มากเพียงใด



    สำหรับยวีเหลียนซูที่คุกเข่าอยู่ตรงนั้น ยิ่งถูกทำให้ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมา และไม่กล้าพูดอะไรออกมาสักแอะเดียว



    กิตติศัพท์ของอ๋องมังกรนิรันดร์กาลที่อยู่เบื้องหน้า ดังก้องกังวานเรือนนามแซ่ซ้องไปทั่วสิบแดน ความดุร้ายของพระองค์เป็นหนึ่งไม่มีสอง ล้วนเป็นที่ประจักษ์แก่ผู้คนทั่วโลกหล้าและสถิตอยู่ ธ ในดวงฤทัยของประชาราษฎรของต้าเจิ้งทุกช่วงวัย



    ขึ้นครองราชย์เพียงครึ่งวัน ออกราชโองการเข่นฆ่าล้างยกโคตรตระกูลขุนนางไปเกินครึ่งแผ่นดิน ท่ามกลางตระกูลเหล่านั้นก็ยังมีตระกูลมู่ หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ที่ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ตระกูลยวีของพวกเขามาตั้งแต่ก่อตั้งราชวงศ์ ไม่เพียงแต่ได้รับความเห็นชอบได้รับการสนับสนุนจากราชวงศ์และอดีตฮ่องเต้ทั้งสาม อ๋องมังกรนิรันดร์กาลพระองค์นี้ยังเป็นผู้กุมอำนาจสูงสุดเป็นมือมืดที่อยู่เบื้องหลังของนิกายมาร ที่เป็นดั่งฝันร้ายของผู้คนในสิบแดน



    ยวีเหยาเฉินถึงกับรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง เมื่อมองเห็นบรรดาลูกหลานแต่ละคนที่ต่างก้มหน้าก้มตาอยู่ตรงนั้น ผู้ที่สามารถฝากฝังตระกูลยวีไว้ได้มีน้อยลงทุกทีๆ ลูกหลานอกตัญญู ยิ่งรุ่นถัดลงไปมักจะแย่กว่ารุ่นก่อนหน้าเรื่อยๆ



    ขณะยวีเหยาเฉินยังมีชีวิตอยู่ ยังพอจะโอบอุ้มตระกูลยวีเอาไว้ได้ แต่ว่า หากยวีเหยาเฉินแก่ชราลง ผู้ที่สามารถรับภาระใหญ่ก็มีเพียงยวีเมิ่งฝานที่เป็นบุตรชายคนเดียวเท่านั้น ส่วนเสนาบดียวีจู่เสียนยังพอสอนสั่งได้อยู่ ทว่าตระกูลใหญ่อย่างตระกูลยวี จะอาศัยผู้ที่จะดูแลอยู่เพียงแค่หนึ่งถึงสองคนไม่ได้! ตระกูลในลักษณะเช่นนี้คิดจะไม่เสื่อมถอยก็คงยาก...



    กล่าวสำหรับยวีเหยาเฉินแล้ว เขาเองก็จนด้วยเกล้า ใช่ว่าตระกูลยวีจะขาดแคลนทรัพยากร เพียงแต่ขาดศิษย์ที่มีศักยภาพ ซึ่งศักยภาพที่ว่านั้นใช่เป็นเพียงพรสวรรค์เท่านั้น ขอแค่คนผู้นั้นไม่โง่บรมจนทำให้เสียการใหญ่ก็เพียงพอแล้ว



    "พวกไม่เอาไหนทั้งนั้น วาสนาชั่วชีวิตถูกพวกเจ้าทำลายไปโดยเปล่าประโยชน์!" ยวีเหยาเฉินกล่าวว่าลูกหลานที่อยู่ตรงหน้าอย่างน่าเกรงขาม "เสพสุข เสพสุข เสพสุขกันจนตัวพองตาย!"



    กลุ่มของลูกหลานที่ถูกด่าว่าจนก้มหน้าต่ำ พวกเขาไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมา ไม่กล้าแม้แต่หายใจแรงด้วยซ้ำ



    "ฝ่าบาท พวกไม่เอาไหนกลุ่มนี้ยังพอจะมีหวังหรือไม่?" เวลานี้ ยวีเหยาเฉินถึงกับต้องเอ่ยอ้อนวอนหนิงหลงขึ้นมา



    ในสายตาของยวีเหยาเฉินมองว่า พูดถึงเรื่องบ่มฟักผู้มีความสามารถ และแยกแยะผู้มีความสามารถแล้ว ในมหาตรีสหัสโลกธาตุนี้ไม่มีใครสามารถเทียบได้กับหนิงหลง การได้รับชี้แนะจากตัวตนที่ดำรงอยู่ในสถานะเหนือลิขิตเช่นนี้ นับว่าเป็นวาสนาไปชั่วนิจนิรันดร์ ต่อให้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารไปอีกร้อยภพพันชาติ



    สมาชิกตระกูลยวีถึงกับสะท้านถึงในทรวงเมื่อได้ยินคำพูดเช่นนี้ แม้แต่บรรพบุรุษผู้ก่อตั้งของพวกเขายังให้ความเคารพอ๋องมังกรนิรันดร์กาลถึงเพียงนี้ แสดงว่าประวัติความเป็นมาของอ๋องมังกรนิรันดร์กาลนั้นน่ากลัวเหลือเกิน



    "ข้าน่ะยังหนุ่มยังเยาว์ ไหนเลยจะมีสิ่งใดไปสอนสั่งใครได้เล่า ข้าไม่อยากทำให้ลูกหลานผู้อื่นต้องเสียการ" หนิงหลงส่ายหน้าเบาๆ



    เมื่อยวีเหยาเฉินได้ยินคำพูดเช่นนี้ของหนิงหลงแล้วถึงกับทอดถอนใจเบาๆ ออกมา เขารู้ว่าลูกหลานอกตัญญูเหล่านี้ไม่เข้าตาหนิงหลง มิฉะนั้นล่ะก็ หากได้รับความโปรดปรานจากหนิงหลงแล้วทำการบ่มฟักขึ้นมา ต้องมีอนาคตที่ไร้ขีดจำกัดอย่างแน่นอน



    ยวีเหยาเฉินได้แต่แค่นเสียงแสดงความไม่พอใจออกมา ขณะมองดูบรรดาลูกหลานที่คุกเข่าอยู่ กล่าวน้ำเสียงน่าเกรงขามว่า "พวกเจ้ามีทรัพยากรที่ดี และยังมีโอกาสมากกว่าผู้อื่นขนาดนี้แล้ว หันมาดูพวกเจ้าเองซิ สิ่งที่พวกเจ้าทำนั้นล้วนแล้วแต่ไร้สาระทั้งนั้น ใช้ชีวิตอยู่กันอย่างสุขสบายจนเคยตัว!"



    บรรดาลูกหลานตระกูลยวีถูกบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งสั่งสอนจนก้มหน้าก้มตาเต็มที่ ไม่กล้าส่งเสียงสักคำ



    ยวีเหยาเฉินมองดูเสนาบดียวีแล้ว กล่าวน่าเกรงขามว่า "เสี่ยวเสียนเอ๋อร์ หลายปีมานี้นับว่าเจ้ามีความพยายาม แต่เจ้าขาดวิสัยทัศน์กับลูกหลาน คอยโอ๋คอยให้ท้าย รักพวกเขามากเกินไป ไม่เข้มงวดในการสั่งสอน ทำให้พวกเขากลายเป็นคุณหนูคุณชายที่หลบอยู่แต่บนหอคอยงาช้าง!"



    คนที่ดูแลดำเนินนโยบายของบ้านตระกูลยวีในปัจจุบันคือเสนาบดียวีจู่เสียน ผู้อาวุโสสูงสุดเช่นยวีเมิ่งฝานที่อายุอานามพอจะเป็นบรรพบุรุษได้นั้น เขาได้วางมือไม่เข้าไปก้าวก่ายกิจการงานของรุ่นเยาว์อีกต่อไปแล้ว



    เมื่อเสนาบดียวีถูกบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งกล่าวตำหนิเช่นนี้ ได้แต่ก้มหน้าและกล่าวว่า "หลานไร้ความสามารถ สร้างความเสื่อมเสียให้กับลูกหลานตระกูลยวี ขอท่านปู่โปรดลงโทษ"



    "ต่อไปนี้ลงโทษเจ้าให้เป็นผู้ควบคุมการฝึกพวกอกตัญญูพวกนี้ด้วยตนเอง" ยวีเหยาเฉินกล่าวน่าเกรงขามออกมาว่า "นับแต่วันนี้เป็นต้นไป ตระกูลยวีจะปิดตระกูลและฝึกศิษย์ทุกคนอย่างหนัก ใครที่ไม่ถึงระดับตามเกณฑ์ที่กำหนด ห้ามออกจากตระกูลแม้เพียงครึ่งก้าว เพื่อไม่ให้อับอายขายหน้าผู้คน!"



    การที่ยวีเหยาเฉินต้องทำเช่นนี้ก็เพราะจนด้วยเกล้า กล่าวสำหรับตระกูลยวีแล้ว กลุ่มลูกหลานไม่ได้ขาดแคลนเรื่องของทรัพยากร แต่พวกเขาขาดจิตแห่งการบำเพ็ญเพียร ลูกหลานตระกูลยวีมีความเป็นอยู่สุขสบายมากเกินไป ไม่ว่าต้องการสิ่งใดก็สามารถได้มาโดยง่ายดาย ทำให้พวกเขามีชีวิตที่เลิศหรู มีฐานะที่สูงส่งมาก



    ด้วยสาเหตุนี้เอง ทำให้หัวใจเต๋าของลูกหลานตระกูลยวีฟุ้งซ่าน ยากที่จะต้านกับความยั่วยวนภายนอกได้ ยากจะสงบจิตใจเพื่อฝึกฝนอย่างหนัก เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทำให้จิตแห่งการบำเพ็ญเพียรไม่แข็งแกร่งพอ และอาจก่อให้เกิดมารในใจขึ้นมา!



    ในมุมมองของยวีเหยาเฉินมองว่า สิ่งที่ลูกหลานตระกูลยวีขาดไปก็คือจิตแห่งการบำเพ็ญเพียรที่มั่นคง ด้วยสาเหตุนี้เอง จึงทำให้เรื่องแรกที่เขาจะทำก็คือปิดตระกูลยวี เพื่อทำการขัดเกลาชนรุ่นหลังเหล่านี้



    "หลานรับคำสั่ง!" เสนาบดียวีก้าวไปข้างหน้าและคุกเข่าก้มกราบ



    ยวีเหยาเฉินมองเห็นลูกหลานที่อยู่ตรงหน้า ต้องทอดถอนใจภายในใจเบาๆ ไม่ว่าผู้อาวุโสคนใดก็ตาม ย่อมต้องรักในลูกหลานของตนเองอยู่แล้ว แต่ว่า ด้วยกระแสความล้มเหลวเช่นนี้ และบทเรียนที่เกิดขึ้นกับตระกูลยวีบนมหาพิภพ เขาอดที่จะไม่เข้มงวดไม่ได้

    คล้ายกับเรื่องหนิงหลง : เรื่องวุ่นๆ ของวัยรุ่นกู้จักรวาล (กำลัง Rewrite) ที่คุณอ่าน