จินหวังเฟย

    เล่ม 3 - ตอนที่ 3 เย็บปักถักร้อย

    จางหานเฟิ่งนำคนของตัวเองออกจากอาณาเขตตำหนักหงส์เหินมาสู่ทางแคบที่สองข้างเป็นกำแพงสูงกั้นอาณาเขตระหว่างตำหนัก นางเห็นขันทีน้อยผู้หนึ่งกำลังยืนรอนางอยู่ท่ามกลางอากาศหนาวเย็น ทันใดขันทีน้อยก็ประสานหมัดพลางก้มหน้าและกล่าวอย่างนอบน้อม“คารวะชายาเอกจิน.. จิ่งกุ้ยเฟยให้กระหม่อมมาดักรอพ่ะย่ะค่ะ” นางคิดที่จะแวะพบเป็นการส่วนตัว เพื่อกล่าวคำขอบคุณมารดาบุญธรรมอยู่แล้ว จึงมีสีหน้าราวกับเข้าใจ เมื่อหมุนตัวไปมองทางตำหนักหงส์เหิน จิ่งกุ้ยเฟยกับผู้ติดตามก็ก้าวออกมา ทางด้านหลังตามด้วยโอหยางไป๋ ภายในตำหนักหงส์เหินคงเหลือเพียงแค่องค์ฮ่องเต้และผู้ติดตามเท่านั้น เมื่อพระนางเดินเข้ามาใกล้ก็เอ่ยขึ้นเสียงอ่อนหวาน“เดินไปพร้อมกันเถิด” “เพคะ” จางหานเฟิ่งเดินตามหลังมารดาบุญธรรมอยู่ครึ่งก้าว โอวหยางไป๋ตีฝีเท้าขึ้นมาเดินเคียงคู่น้องสาวบุญธรรม มหาบุรุษฝ่ายบุ๋นเผยรอยยิ้มขบขันไปกับเรื่องราวที่เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ลมหายใจก่อน แต่จางหานเฟิ่งไม่กล่าวทักคำใด จิ่งกุ้ยเฟยที่เดินนำหน้าอยู่ครึ่งก้าวเอ่ยขึ้น“เฟิ่งเอ๋อร์” “เพคะ” “เจ้านี่นะ! ไยไม่เข้ามาเยี่ยมข้าบ้าง วันนั้นที่เข้ามายังวังหลวง.. หลังจากที่เจ้าออกจากห้องทรงพระอักษรแล้ว เจ้าก็ไม่ได้เข้ามาหาข้าที่ตำหนักไผ่หยก” “ฝ่าบาทเสด็จไปหา.. หม่อมฉันจึงเลือกที่จะเดินทางกลับพร้อมกับท่านอ๋องเพคะ และยามนี้เข้าสู่เหมันต์ฤดูแล้ว การเดินทางไปไหนมาไหนลำบากยิ่ง ย่างเข้าสู่วสันต์ฤดูแล้วเมื่อไร หม่อมฉันจะเข้าวังหลวงมาชวนคุยคลายเหงาเพคะ” “เจ้าพูดแล้วนะ” “เพคะ” “ดียิ่ง ดี” จิ่งกุ้ยเฟยพยักหน้ารับพลางยิ้มแย้ม หลังจากที่พระนางรับรู้ว่าจางหานเฟิ่งถูกฮองเฮาเรียกพบ พระนางเป็นหนี้บุญคุณต่อจางหานเฟิ่ง อีกทั้งยังต้องการกำลังหนุนหลังโอรส เพื่อให้มีชีวิตรอดปลอดภัย จึงรีบเร่งรุดหาทางช่วยเหลือ เมื่อนึกถึงเรื่องที่องค์ชายรองถูกพิษขึ้นมา แน่อยู่แล้วว่าพระนางอยากที่จะกำจัดองค์ชายรองทิ้ง ทว่ามิใช่เรื่องง่ายดายแม้แต่น้อย เพราะฮองเฮามิยินยอมให้โอรสในอุทรสิ้นลมหายใจก่อนจะได้ครอบครองบัลลังก์มังกรเป็นแน่แท้“เจ้าจะทำให้องค์ชายรองมีพลานามัยที่ดีขึ้น..” พระนางอดไม่ได้ที่จะถาม คำพูดในวังหลวงแต่ละคำล้วนกำกวม มิเช่นนั้นภัยร้ายจะมาถึงตัว“เพคะ หม่อมฉันขัดคำพระบัญชาของฝ่าบาทไม่ได้ ยามนี้พลานามัยขององค์ชายรองทรุดลงจนสูญเสียบางสิ่งบางอย่างไปแล้ว” “สูญเสียบางสิ่งบางอย่างไปแล้ว?” จิ่งกุ้ยเฟยเบนสายตามามองใบหน้าของบุญสาวบุญธรรมด้วยความสนใจใคร่รู้ขึ้นมาในทันที“เพคะ” “เจ้าบอกข้าได้หรือไม่ว่าเป็นสิ่งใด?” “กำลังภายในเพคะ” “กำลังภายใน?” จิ่งกุ้ยเฟยมีสีหน้าไม่เข้าใจ“เพคะ เพราะอวัยวะภายในทั้งห้าที่ทรุดลงก่อเกิดความเสียหายเพคะ แม้จะกลับมาแข็งแรงตามเดิมก็มีผลกระทบ” “องค์ชายรองเป็นผู้หนึ่งที่มีวรยุทธร้ายกาจ” พระนางกำลังเปรียบเทียบกับโอรสเจ้าสำอางของตัวเองที่เทียบไม่ได้ “อากาศหนาวเช่นนี้.. มิรู้ว่าองค์ชายสามจะเป็นเช่นไรบ้าง” จางหานเฟิ่งมิได้กล่าวคำใด โอวหยางไป๋ก็เช่นกัน เมื่อก้าวไปถึงทางแยกไปสู่ตำหนักไผ่หยก พระนางหยุดเดินแล้วหันกลับมามองนางก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“มีเรื่องใดที่ไม่ดีเกิดขึ้นกับเจ้า เจ้าจงให้คนมาส่งข่าวบอกกับข้าในทันที” “เพคะ” “ย่างเข้าสู่วสันต์ฤดูแล้วเมื่อไหร่.. อย่าลืมมาหาข้าตามสัญญา” “เพคะ ถนอมพระวรกายด้วยนะเพคะ” จางหานเฟิ่งยอบกายคำนับลาอย่างไรอ่อนช้อย พระนางพยักหน้าแล้วเบนสายตาไปมองโอวหยางไป๋“ท่านเสนาบดีฝ่ายซ้าย..” “พ่ะย่ะค่ะ” โอวหยางไป๋ขานรับพลางประสานหมัดขึ้นราวกับรู้ว่าจิ่งกุ้ยเฟยจะสั่งงานอะไร“ข้าฝากท่านเสนาบดีฝ่ายซ้ายไปส่งเฟิ่งเอ๋อร์ให้ถึงตำหนักพยัคฆ์หมอกอย่างปลอดภัยด้วย” “พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะส่งชายาเอกจินให้ถึงประตูหน้าตำหนักพยัคฆ์หมอกเลยทีเดียว” โอวหยางไป๋ให้สัญญา“ดี” คล้อยหลังจิ่งกุ้ยเฟยที่เดินแยกออกไปพร้อมผู้ติดตาม สองพี่น้องบุญธรรมเดินเคียงกันไปพลางสนทนา ดวงหน้าของจางหานเฟิ่งนิ่งสงบ แววตาสุขุม และเยือกเย็น นางไม่มีท่าทางร้อนรนใจใดออกมาให้เห็น เพราะว่าเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ นางรู้ว่าจะต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว“เจ้ามีความมั่นใจในการรักษากี่ส่วน?” โอวหยางไป๋เลี่ยงคำว่าถอนพิษในวังหลวงเช่นกัน“ข้ายังบอกไม่ได้ ต้องเห็นอาการขององค์ชายรองเสียก่อน” “แล้วเจ้าจะเริ่มลงมือรักษาเมื่อใด..” จิ้งจอกเจ้าเล่ห์ต้องดูแลน้องสาวบุญธรรมให้ดี.. ให้เกิดอันตรายใดกับนางไม่ได้อย่างเด็ดขาด มิเช่นนั้นจินอ๋องได้อาละวาดแน่ แผ่นดินอาจจะนองเลือดเลยทีเดียว“สามวันข้างหน้า” นางทอดเวลาออกไปสักเล็กน้อย ความตั้งใจของนางคือทำให้องค์ชายรองร้อนรุ่มใจ นางมั่นใจว่าหลังจากองค์ฮ่องเต้เสด็จออกจากตำหนักหงส์เหินแล้ว ฮองเฮาคงส่งคนไปแจ้งข่าวนี้กับองค์ชายรองอย่างแน่นอน“เจ้าตั้งใจกลั่นแกล้ง” โอวหยางไป๋ถามอย่างรู้ทัน“ข้ามิได้ตั้งใจกลั่นแกล้ง เพียงทว่าข้าต้องเตรียมยา..” นางบ่ายเบี่ยงตอบความจริงหน้าตานิ่ง ทว่าพี่ชายบุญธรรมของนางผู้นี้รู้ทันไปหมด“เจ้า! ฮ่า.. ฮ่า..” โอวหยางไป๋หัวเราะ“ข้ามีบางอย่างที่ต้องทำ นอกจากเรียนฝังเข็มแล้ว ข้ากำลังเย็บเสื้อกันหนาวอีกด้วย” จางหานเฟิ่งโต้เถียงพลางค้อนควัก“เจ้าเย็บปักถักร้อย!” “ถูกต้องแล้ว” “เย็บให้กับท่านอ๋อง?” นางในฐานะชายาเอกจินที่มีอำนาจมากมายขนาดสั่งให้ผู้ใดตัดเย็บเสื้อผ้าขึ้นมาให้นางเลือกก็ได้ ทว่านางตั้งใจที่จะทำเอง นางอยากมอบสิ่งนี้ในปีนี้ให้กับบ่าวร่างยักษ์เองกับมือ แม้จะมีบางสิ่งบางอย่างแฝงอยู่ก็ตาม“มิใช่” “เจ้าเย็บให้กับตัวเองหรือไร?” โอวหยางไป๋แปลกใจ“มิใช่” “แล้วเจ้าเย็บให้กับผู้ใด อย่าบอกนะว่าเป็นข้า” จิ้งจอกเจ้าเล่ห์ถึงกับเลิกคิ้วขึ้นด้วยความฉงนสงสัย“มิใช่” “เจ้าตั้งครรภ์แล้ว..” นางถึงกับหยุดเดินก่อนจะเบนสายตาคมกริบไปมองพี่ชายบุญธรรม ยามนี้ดวงหน้าแลดูบึ้งตึงเล็กน้อย นางเองก็อยากที่จะตั้งครรภ์ แต่มิใช่ โลหิตสตรีทุกเดือนของนางยังมาอยู่เลย“ข้าเย็บเสื้อกันหนาวให้ท่านน้าตงต่างหาก” โอวหยางไป๋นึกถึงตงตี้ขึ้นมา รอยยิ้มบนใบหน้าสุขุมขึ้นเล็กน้อย เพราะไม่รู้ว่าอดีตแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหอผู้นี้จะยอมเกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่ใกล้จะเกิดขึ้นนี้หรือไม่ และเมื่อส่งจางหานเฟิ่งกับตันตันขึ้นไปนั่งอยู่ในรถม้า ขันทีและนางกำนัลที่เหลือต้องเดินตามรถม้าไป โอวหยางไป๋ก็โหนตัวขึ้นไปอยู่บนหลังอาชาที่มีคนมาจูงรอ ระหว่างทางทั้งสองสนทนากันเสียงเบา“ข้าไม่รู้ว่าเจ้ารู้เรื่องกลุ่มโจรแถวภูเขาระหว่างแคว้นจ้าวกับแคว้นเหอหรือไม่..” “กลุ่มโจร?” จางหานเฟิ่งนึกอยู่ในใจว่าน่าจะเป็นเรื่องสำคัญ มิเช่นนั้น.. โอวหยางไป๋คงไม่เอ่ยออกมา“ถ้าข้าได้เจอกับท่านน้าของเจ้าในวันนี้ เจ้าจะได้รู้เรื่องนี้” “หนึ่งชั่วยาม.. ท่านรอสักหน่อยก็แล้วกัน เสื้อกันหนาวที่ข้ากำลังเย็บอยู่ใกล้จะเสร็จแล้ว” นางอยากรู้ว่าเป็นเรื่องใด จึงอยากให้รอสักหน่อยแล้วไปพบตงตี้พร้อมกัน“หนึ่งชั่วยาม ระหว่างนั้นข้ากับเจ้าคงคุยกันได้หลายเรื่องไปแล้ว” นางมีหลายเรื่องเช่นกันที่จะคุยกับพี่ชายบุญธรรม โดยเฉพาะเรื่องชาติบ้านเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างแคว้น ไม่ว่าจะเป็นกับแคว้นเหอหรือว่าแคว้นเป่ย เมื่อกลับไปถึงตำหนักพยัคฆ์หมอก ต่างนั่งคุยกันโดยที่มือของจางหานเฟิ่งเย็บเสื้อกันหนาวไปด้วย ข้างๆ มีตันตัน ขันที และนางกำนัลอยู่ใกล้ ส่วนโอวหยางไป๋นั่งจิบน้ำชาพลางกินขนมโก๋ถั่วอยู่ที่เก้าอี้รับแขกห่างจากตั่งที่จางหานเฟิ่งนั่งอยู่“เชวียนอ๋องถึงแคว้นเหอแล้ว แต่มิได้เดินทางเข้าสู่เมืองหลวง” จางหานเฟิ่งเริ่มต้นสนทนาสีหน้านิ่งเฉย ดวงตาหงส์มองอยู่ที่ปลายเข็มแหลมที่กำลังทิ่มลงไปในเนื้อผ้า เสื้อกันหนาวขนสัตว์ตัวนี้มีแขนยาวและชายเสื้อยาวเลยเข่าไปเล็กน้อย นางตั้งใจเย็บกันความหนาวให้กับตงตี้โดยเฉพาะ“นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ฉลาดไม่เบา ถ้ามุ่งตรงสู่เมืองหลวงอาจจะถูกกักตัวและถูกตัดสินประหารชีวิตแทนที่จะได้ทวงความเป็นธรรมต่อองค์ฮ่องเต้แห่งแคว้นเหอ” “เชวียนอ๋องมิใช่คนหูตาคับแคบ ระหว่างการเดินทางคงได้ยินว่าองค์รัชทายาทแห่งแคว้นเป่ยอยู่ที่นั้น ในเมื่อทั้งสองจงใจเอาชีวิต แม้จุดมุ่งหมายนั้นจะแตกต่างกัน นี่ก็เท่ากับเดินทางเข้าสู่ความตาย” นางวิเคราะห์ให้ฟังท่าทางสุขุม“ข้าเองก็คิดเช่นนั้น” โอวหยางไป๋โคลงศีรษะเห็นด้วย“อีกไม่ช้า..” จางหานเฟิ่งเงยใบหน้าขึ้นจากสิ่งที่กำลังสนใจ สีหน้าของนางยามนี้แลดูเคร่งเครียดเพิ่มขึ้นมาอีกสามส่วน “จะเกิดศึกขึ้นในแคว้นเหอขึ้นอย่างแน่นอน องค์ฮ่องเต้เชวียนตี้จะต้องกำจัดอนุชาผู้นี้เพื่อความถูกต้อง.. ไร้หนามตำฝ่าเท้าย่อมดีกว่ามิใช่หรือไร” “เจ้ารู้แล้วหรือยังว่า..” โอวหยางไป๋เทน้ำชาให้ตัวเองอีกถ้วยพลางกล่าวเปลี่ยนเรื่อง “เชวียนอ๋องกับองค์หญิงยวิ๋นซูจินได้เข้าพิธีกราบไหว้ฟ้าดินกันแล้ว” “ข้ารู้แล้ว” ดวงตาหงส์เบนไปมองดวงหน้าคมคายของพี่ชายบุญธรรม เมื่อนึกถึงความรักขององค์หญิงแห่งแคว้นเป่ยผู้นี้ขึ้นมา ก็นึกถึงความวุ่นวายและความเศร้าใจ จึงถามโอวหยางไป๋กลับไป “ท่านคิดว่าองค์รัชทายาทยวิ๋นเหวินหรงจะทราบเรื่องนี้หรือไม่..” “แน่นอนว่ารู้! เพราะองค์ชายห้าที่ต้องร่วมเดินทางไปด้วย.. หลังจากที่ถูกปล่อยตัวแล้ว ย่อมต้องเดินทางกลับไปบอกพระบิดาที่แคว้นเป่ย” “นี่กลับกลายเป็นว่า.. องค์รัชทายาทยวิ๋นเหวินหรงยุแยงให้สังหารขนิษฐภรรดาของตัวเอง” “ถูกต้องแล้ว” โอวหยางไป๋จิบน้ำชายอดไผ่รสชาติกลมกล่อมหอมกรุ่นความสดชื่นเข้าไปอีกอึกหนึ่ง“องค์หญิงยวิ๋นซูจินคงจะเสียพระทัยอยู่ไม่น้อย ทางหนึ่งก็สวามี ทางหนึ่งก็เชษฐา” “ถ้าเจ้าเป็นองค์หญิงยวิ๋นซูจิน.. เจ้าจะเลือกอยู่ข้างผู้ใด?” โอวหยางไป๋วางถ้วยชาแล้วเงยใบหน้าขึ้น ดวงตาของมหาบุรุษฝ่ายบุ๋นนิ่งสงบปราศจากความรื่นเริง“ถ้าเป็นข้า.. ข้าจะเลือกเชวียนอ๋อง” “ไยเจ้าถึงเลือกเชวียนอ๋อง?” โอวหยางไป๋อยากรู้ความคิดเห็นของสตรี เพื่อคำนวณแนวความคิดขององค์หญิงแห่งแคว้นเป่ยผู้นี้ ไม่รู้ว่านางจะหักหลังเชวียนอ๋องหรือไม่“เมื่อพระบิดาและเชษฐาทอดทิ้งข้า ต่างใช้ข้าเป็นหมากตัวหนึ่ง ทอดทิ้งข้าให้อยู่ต่างบ้านต่างเมืองเพียงลำพัง และเมื่อข้าได้เจอกับบุรุษหนึ่งที่ข้ารัก.. อีกทั้งยังได้เข้าพิธีกราบไหว้ฟ้าดินกันแล้ว เมื่อกลายเป็นผีก็ยังต้องเป็นคนของเขา” จางหานเฟิ่งเลือกทางนี้จริงๆ ถ้านางอยู่ในฐานะขององค์หญิงแห่งแคว้นเป่ยโอวหยางไป๋ฟังแล้วโคลงศีรษะคล้ายเข้าใจและเห็นด้วย จู่ๆ สตรีที่นั่งอยู่บนตั่งก็ร้องขึ้นพลางหันมาสบสายตาด้วยเขม็ง“จริงสิ! ท่านพอจะให้ใครทำสิ่งหนึ่งขึ้นมาได้หรือไม่..” 


    คล้ายกับเรื่องจินหวังเฟย ที่คุณอ่าน