‘สุชาติ รัตนกร’
หัวหน้ากลุ่มงานอนุรักษ์ฯ อย่างสุชาติ คือ ‘ไม้บรรทัด’ เดินได้ของชั้น 4 ชายวัยใกล้เกษียณที่ความเฮี้ยบเสมอต้นเสมอปลายเสียจนไม่มีใครกล้าแหกกฎ สำหรับเขา ไอ้ฐานข้อมูลดิจิทัลที่ใครต่อใครเห่อกันเป็ได้แค่ ‘เครื่องมือช่วยจำ’ แต่มันไม่ใช่ตัวแทนของอดีต เขาพร่ำบอกพวกเด็กใหม่เสมอว่าความรู้ที่แท้จริงมันไม่ได้อยู่ในจอคอมพิวเตอร์ แต่มันอยู่ในน้ำหนักและััของสมุดไทยกับคัมภีร์ใบลานที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเป็ร้อยปี คือหลักการสำหรับสายงานและคนทำงานอย่างเรา
ห้องทำงานของเขาจึงเปรียบเสมือนกรุสมบัติที่เต็มไปด้วยแผนที่และคู่มือหายากที่หาไม่ได้ในอินเทอร์เน็ต แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ธาน้า...เขามีบางอย่างที่ต้องไปเอาด้วยตัวเอง นั้นไม่ใช้เหตุผลสำคัญในการที่ธานจะไปพบชายคนนี้
ธานนั่งอยู่บนเบาะหลังของรถแท็กซี่ที่กำลังขยับตัวไปตามถนนสุขุมวิทอย่างเชื่องช้า แอร์ในรถทำงานหนักพอๆ กับเสียงลุ้นข่าวจากวิทยุที่เริ่มมีคลื่นแทรกเสียงซ่าๆเป็ระยะ สลับกับเสียงหวีดหวิวผิดปกติ เขาล้วงกระเป๋าสตางค์ใบเก่าออกมา หยิบบัตรพลาสติกสีซีดขึ้นมาเพ่งมอง
ในมือของเขาคือ ‘บัตรพนักงานห้องสมุดประชาชน’
รูปถ่ายบนบัตรดูอมทุกข์พอๆ กับเงินเดือนพนักงานยืมตัวที่เขาได้รับ บัตรใบนี้ระบุสังกัด กทม. ซึ่งดูห่างไกลจากความยิ่งใหญ่ของหอสมุดแห่งชาติที่เขากำลังจะไปถึง
ยืมตัวมาช่วยงานสามปี... แต่บัตรยังเป็พนักงานชั่วคราวเหมือนเดิม" ธานแค่นหัวเราะในลำคอพลางลูบขอบพลาสติกที่เริ่มลอก "แต่อย่างว่า... ในเมื่อโลกนี้เหลือเวลาไม่ถึงวัน ทุกอย่างมันก็แค่เื่ชั่วคราวทั้งนั้น"
ความจริงที่คนนอกไม่รู้คือ ธานเป็เพียงลูกจ้างที่ถูกส่งตัวมาช่วยงาน ‘โครงการจัดทำฐานข้อมูลและสำเนาดิจิทัลเอกสารโบราณ’ ตามบันทึกข้อตกลงระหว่างหน่วยงาน เขาคือมดงานระดับล่างที่คอยคลุกฝุ่นอยู่กับ ตู้ลายรดน้ำและกล่องลูกฟูกไร้กรดบนชั้น 4 ของอาคารหลังเก่า ภายใต้การกำกับดูแลของสุชาติ พื้นที่ทำงานของเขาไม่ใช่ห้องแอร์เย็นฉ่ำสำหรับอ่านหนังสือ แต่เป็มุมอับที่เต็มไปด้วยกลิ่นสาบเก่าของใบลานและผงฝุ่นจากสมุดข่อยที่รอการลงทะเบียน
ในวันปกติ บัตรใบนี้แทบไม่มีอำนาจอะไรเลย แต่ในวันที่ระบบดิจิทัลล่มสลายและทหารเข้าคุมพื้นที่ บัตรพนักงานขอบถลอกใบนี้คือ ‘ตั๋วผี’ ใบเดียวที่ทำให้เขาสามารถผ่านแนวรั้วทหารเข้าไปยังพื้นที่ซึ่งกลายเป็เขตควบคุมได้ ทหารพวกนั้นไม่ได้ใส่ใจว่าเขาเป็ใครหรือสำคัญแค่ไหน ตราบใดที่มีสัญลักษณ์ของเ้าหน้าที่ปรากฏอยู่บนหน้าอกในวันที่ความโกลาหลมาถึง บัตรใบเดิมที่เขาเคยดูแคลนก็กลายเป็ใบเบิกทางที่ทรงพลังที่สุด
ธานเก็บบัตรลงกระเป๋าตามเดิม สายตามองลอดหน้าต่างรถออกไป ท้องฟ้าเหนือตึกระฟ้าเริ่มขุ่นมัว ริ้วสีม่วงจางๆ เริ่มขยายตัวกว้างขึ้น เหมือนหมึกซึมที่ค่อยๆ กระจายตัวไปตามรอยแยกของก้อนเมฆ"
มิเตอร์แท็กซี่ขยับขึ้นทีละนิดสวนทางกับระยะทางที่แทบไม่ขยับ ท้องฟ้าเหนือถนนสามเสนบิดเบี้ยวจนดูเหมือนภาพวาดสีน้ำที่ยังไม่แห้ง เส้นสายเ่าั้แผ่กระจายปกคลุมยอดตึกสำนักหอจดหมายเหตุราวกับลวดหนามที่มองไม่เห็น
"ไปต่อไม่ได้แล้วหนุ่ม ทหารปิดถนน!” เสียงคนขับหยุดความคิดที่กำลังเตลิด
ธานมองเห็นแนวรั้วเหล็กและด่านตรวจเข้มงวดอยู่เบื้องหน้า ห่างไปไม่กี่ร้อยเมตร เขาหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาจ่ายเงินค่าโดยสารพลางพยักหน้าให้คนขับที่ดูมีท่าทีรีบร้อนอยากจะออกไปจากพื้นที่นี้โดยเร็ว
ธานก้าวลงจากรถแท็กซี่ กลิ่นท่อไอเสียจางลงแต่ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอับชื้นในอากาศที่ชวนให้หายใจลำบาก เขามองไปยังแนวกั้นเบื้องหน้า ทหารในชุดพรางเต็มยศพร้อมปืนเล็กยาวจู่โจมยืนประจำการอยู่เป็ระยะ ราวกับว่าหอสมุดแห่งชาติไม่ใช่แหล่งเรียนรู้ แต่เป็คลังแสงที่กุมความลับระดับชาติเอาไว้
เสียงโทรโข่งดังแทรกความเงียบเป็ระยะ ประกาศข้อกำหนดภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินที่สั่งให้ประชาชนกลับเข้าที่พักอาศัย แต่ที่หน้าประตูกลับเต็มไปด้วยความวุ่นวายเล็กๆ ของเ้าหน้าที่บางคนที่พยายามจะเข้าไปเอาของส่วนตัวและคนนอกที่ตกค้าง
ธานเดินตรงไปยังแนวกั้นเบื้องหน้า ทุกย่างก้าวที่เขยิบเข้าใกล้แนวรั้วเหล็ก เขากลับรู้สึกราวกับกำลังเดินอยู่บนแผ่นน้ำแข็งที่บางเฉียบและเย็นเยียบ ความสั่นสะท้านแล่นปราดไปถึงกระดูกโดยที่เขาไม่รู้สาเหตุ ใบหน้าของเขาซีดเผือดจนไร้สีเื และหยาดเหงื่อเริ่มผุดพรายขึ้นมาตามไรผม ทั้งที่อากาศรอบข้างไม่ได้ร้อนเลยแม้แต่น้อย
“หยุดอยู่ตรงนั้น! พื้นที่นี้ถูกประกาศเป็เขตควบคุมพิเศษ ห้ามเข้าเด็ดขาด!”
ทหารหนุ่มคนหนึ่งก้าวออกมาขวางทางธานไว้ทันทีที่เขาข้ามเส้นเขตถนนเข้าใกล้ประตูทางเข้า แววตาภายใต้หมวกเหล็กดูเหนื่อยล้าแต่แข็งกร้าว มือที่สวมถุงมือยุทธวิธีประคองปืนไว้ในท่าเตรียมพร้อมและเมื่อเห็นอาการสั่นเทาและสีหน้าที่ซีดเซียวของชายตรงหน้า แววตาของทหารหนุ่มก็เปลี่ยนไป พวกเขาเห็นพลเรือนขวัญอ่อนที่กำลังสติแตกจากสถานการณ์ตึงเครียด ทหารเ่าั้คงนึกสมเพชอยู่ในใจว่า ‘ไอ้หมอนี่คงกลัวทหาร’ ซึ่งเป็ภาพที่เห็นได้บ่อยในยามที่บ้านเมืองเกิดความวุ่นวายเช่นนี้
ธานไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกาย ทำไมจู่ๆ ถึงได้หนาวสั่นจนควบคุมไม่อยู่ เขาปล่อยให้คนพวกนั้นเข้าใจไปเองว่าเขาเป็แค่คนขี้ขลาดที่กำลังเสียขวัญ ตื่นกลัว
ธานไม่ได้ถอยหนี แม้ภายในจะรู้สึกเหมือนร่างกายกำลังจะพังทลาย เขาสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะล้วงกระเป๋าสตางค์ออกมาอย่างช้าๆ เพื่อไม่ให้ดูเป็ท่าทีคุกคาม เขาหยิบบัตรพลาสติกสีซีดใบนั้นขึ้นมา ชูให้ทหารดูในระดับสายตา
เขาหยิบบัตรพนักงานสีซีดใบนั้นขึ้นมา ชูให้ทหารดูในระดับสายตา
ผมเป็เ้าหน้าที่ฝ่ายอนุรักษ์ครับ! มีคำสั่งด่วนให้มาคัดแยกเอกสารสำคัญออกไปก่อนระบบไฟจะตัด ถ้าไฟดับ ระบบคุมความชื้นจะหยุดทำงานแล้วประตูนินิรภัยจะล็อกตายทันที ถ้าปล่อยให้ข้างในเสียหายหรือไฟไหม้ขึ้นมา่ที่ระบบรวน เอกสารพวกนี้คือสมบัติชาตินะครับ พวกคุณจะรับผิดชอบไหวไหม!
ทหารหนุ่มขมวดคิ้วกับคำว่าสมบัติชาติ เพ่งมองบัตรในมือด้วยแววตาว่างเปล่า สำหรับทหารเกณฑ์ที่เพิ่งถูกส่งตัวเข้ามาประจำการในเมืองหลวงอย่างเขา ตราสัญลักษณ์หรือตำแหน่งบนบัตรพนักงานต่างๆ แทบไม่มีความหมายอะไรเลย เขาแยกไม่ออกด้วยซ้ำว่าคนในบัตรมีอำนาจแค่ไหนในพื้นที่นี้
“บัตรนี้ใช้ยืนยันตัวตนได้จริงหรือเปล่า?” เขาพึมพำถามด้วยความไม่มั่นใจ
“ผมเป็พนักงานยืมตัวครับ โครงการทำฐานข้อมูลดิจิทัลร่วมกัน” ธานชี้ไปที่ตัวอักษรเล็กๆ ด้านล่างบัตรที่ระบุถึงความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน “คุณลองวิทยุเช็คกับ ‘อาจารย์สุชาติ’ ด้านในดูก็ได้ ท่านรอผมอยู่ที่อาคาร 4 ถ้าเอกสารโบราณพวกนั้นเสียหายเพราะความล่าช้า ผมว่าไม่มีใครอยากรับผิดชอบหรอกครับ”
ทหารหนุ่มหันไปสบตากับหัวหน้าชุดท่ามกลางท้องฟ้าสีม่วงขุ่นมัวที่ดูเหมือนจะกดต่ำลงมาทุกที บรรยากาศรอบข้างกดดันจนััได้ หัวหน้าชุดก้าวเข้ามาดึงบัตรจากมือทหารรุ่นน้องไปตรวจเช็กพอเป็พิธี ก่อนจะพยักหน้าตอบกลับสั้นๆ ด้วยท่าทางที่ดูรำคาญมากกว่าจะเต็มใจอนุญาต
“ค้นตัวด้วย” หัวหน้าชุดสั่งเสียงเรียบ