บทที่ 23 ยันต์เปลี่ยนเป็นสีดำ
เซียวหลิงอวิ๋นไม่รู้เลยว่าหลีเย่หานคิดอะไรอยู่เวลานี้นางอับอายแทบบ้าตาย ถ้าไม่ใช่เพราะไอม่วงมงคลของเขาหาได้ยากนักป่านนี้นางคงหนีไปไกลแล้ว
เซียวหลิงอวิ๋นบังคับตัวเองให้จดจ่อกับการฝึกปราณดูดซับไอม่วงรอบตัวให้ได้มากที่สุดแม้รู้สึกว่าพลังเหล่านั้นหลั่งไหลเข้าสู่จุดตันเถียนเหมือนแม่น้ำเชี่ยวกรากแต่เทียบกับไอม่วงที่ห้อมล้อมหลีเย่หานแล้วก็แทบไม่ต่างอะไรกับหยดน้ำในทะเล
เซียวหลิงอวิ๋นเร่งดูดซับพลังอย่างต่อเนื่องเส้นลมปราณทั่วร่างค่อยๆ ขยาย
เสียงแผ่วเบาคล้ายบางอย่างแตกระเบิดดังขึ้นพร้อมแรงสั่นสะเทือนของพลังวิญญาณรอบตัว
เซียวหลิงอวิ๋นทะลวงสู่ระดับหลังฟ้าขั้นหก!
ในดวงตาของหลีเย่หานปรากฏแววประหลาดใจแค่ห้าวันหลังจากทะลวงขั้นครั้งก่อน นางก็ทะลวงอีกครั้ง?
พรสวรรค์ระดับนี้เรียกได้ว่าเหนือฟ้าท้าโชคนี่คือสตรีที่ถูกตราหน้าว่าไร้พรสวรรค์ เป็นสวะไร้ค่ามานานปีอย่างนั้นหรือ
หากเซียวหลิงอวิ๋นยังถูกมองว่าเป็นสวะเช่นนั้นคนอื่นจะเรียกว่าอะไรได้อีก!
ใครกันที่บอกว่านางคือสวะไร้ค่าแล้วใครกันที่ปล่อยให้ชีวิตนางล่วงเลยมาโดยมิอาจฝึกตนได้เลย
หลีเย่หานขบคิดอย่างเงียบงันเขารู้ว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหลังต้องไม่ธรรมดา เช่นนั้น...ก็ต้องสืบให้รู้แน่ชัด!
ด้านเซียวหลิงอวิ๋นลืมตาขึ้นพลางยิ้มกว้างด้วยความดีใจตอนนี้นางสามารถฟื้นฟูพลังได้ถึงสามส่วนแล้ว ทั้งหมดนี้เป็นผลจากไอม่วงของหลีเย่หานที่เข้มข้นยิ่งนัก
เดิมทีนางคิดว่าต้องใช้เวลาหนึ่งปีถึงจะฟื้นฟูพลังทั้งหมดได้แต่ตอนนี้ดูแล้ว ภายในสามเดือนก็อาจฟื้นพลังกลับคืนได้ทั้งหมด
พอถึงวันนั้น...ไม่ว่าซ่างกวนหลิวหรือเย่ว์ฉีหวงนางก็จะสังหารพวกเขาได้ด้วยเพียงคาถาเดียว!
เพราะรู้ว่าพลังของตนใกล้จะฟื้นคืนอย่างเต็มที่เซียวหลิงอวิ๋นจึงลืมความอับอายเมื่อครู่ไปจนหมด นางหันไปกล่าวกับหลีเย่หานด้วยท่าทีสุภาพว่า
“ท่านอ๋องเก้า พระคุณครั้งนี้แค่กล่าวคำขอบคุณคงมิอาจพอข้าจะหาทางตอบแทนให้จงได้ ขอขอบคุณท่านจากใจจริง”
สิ้นคำนางก็ทำท่าจะลุกขึ้นกลับ ทว่าอยู่ดีๆมืออุ่นของเขากลับคว้ามือขาวเนียนของนางไว้แน่น
หลีเย่หานสบตานางด้วยดวงตาลุ่มลึกริมฝีปากบางเอ่ยเสียงเรียบว่า
“เจ้าลืมสิ่งที่พูดไว้คราวก่อนแล้วหรือ”
เซียวหลิงอวิ๋นขมวดคิ้วอย่างงุนงงนางพูดอะไรไว้หรือ
เห็นนางทำหน้ามึนงงหลีเย่หานก็คลี่ยิ้มบาง จ้องที่ริมฝีปากของนางเป็นเชิงเตือน
“หนึ่งจูบนั้นไง”
ดวงตาของเซียวหลิงอวิ๋นเบิกกว้างทันควันนางจำได้แล้ว! ครั้งก่อนนางเคยพูดหยอกเย้าออกไปว่าไว้ค่อยจูบเขาครั้งหน้าแต่นั่นมันก็แค่ล้อเล่น!
ว่าแต่...เขาไม่ใช่รังเกียจการเข้าใกล้ของผู้อื่นหรือไม่ชอบการถูกแตะต้องไม่ใช่หรือ แล้วนี่เขากำลัง...เรียกร้องให้จูบงั้นหรือ!
สวรรค์!จูบแรกที่มีในสองชาติภพของนางก็ถูกเขาช่วงชิงไปแล้ว เขายังกล้าหน้าด้านทวงอีกเรอะ!
เซียวหลิงอวิ๋นทั้งโกรธทั้งอายจ้องใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาของอีกฝ่ายเขม็ง ทว่าเขากลับมองนางด้วยแววตาลึกซึ้งริมฝีปากบางเรียบตึง แผ่กลิ่นอายดุดันราวราชันผู้เยียบเย็น
ใบหน้าหล่อเหลาของเขางามดุจเทพสวรรค์แต่กลับดูห่างไกลเกินเอื้อม เหมือนอยู่กันคนละโลก ทำให้นางอดรู้สึกไม่สบายใจไม่ได้
แต่แล้วด้วยแรงดลใจบางอย่างเซียวหลิงอวิ๋นก็ก้มหน้าไปงับริมฝีปากของเขาเข้าให้หนึ่งที
นางเงยหน้าขึ้นอย่างได้ใจตั้งใจรอชมสีหน้าตื่นตะลึงของอีกฝ่าย ครั้นก้มไปสบตากลับจมเข้าสู่ดวงตาลึกซึ้งแฝงรอยเอ็นดูของเขาแทนจนแทบถอนตัวไม่ขึ้น
ใบหน้าของนางแดงวาบขึ้นในพริบตาหัวใจเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ รู้สึกเหมือนมีระฆังเตือนภัยดังลั่นไปทั่วร่าง!
สมองนางขาวโพลนไปหมดจ้องตาเขานิ่งเหมือนถูกมนตร์สะกด พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียวสุดท้ายนางจึงหมุนตัววิ่งหนีออกไปอย่างลนลาน
บ่าวหน้าประตูยังไม่ทันเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นก็เห็นประตูเปิดผางตามด้วยร่างในชุดขาววิ่งแน่บหายไปอย่างรวดเร็วบ่าวรับใช้รีบเหลียวมองเข้าไปในห้องหนังสือด้วยความตกใจ
เมื่อเขาเห็นท่านอ๋องของตนผู้ซึ่งปกติไม่เคยเผยอารมณ์ยิ้มมุมปากบางๆ แล้วมองตามร่างของเซียวหลิงอวิ๋นด้วยแววตาเอ็นดูราวกับกำลังส่งนางด้วยใจอาวรณ์ บ่าวน้อยผู้นั้นถึงกับเบิกตากว้างจนอ้าปากค้าง
ที่สำคัญกว่านั้นคือ...ริมฝีปากของท่านอ๋องกลับมีรอยแตกและเลือดซิบชัดเจน!ซ้ำยังมีรอยฟันจางๆ อยู่ด้วย!
ริมฝีปากของท่านอ๋องมีรอยกัดได้อย่างไร!คุณหนูเซียวไม่ได้เป็นคนกัดแน่ๆ ต้องเป็นท่านอ๋องที่เผลอกัดปากตัวเองต่างหาก!
ใช่แล้ว!ต้องเป็นอย่างนั้นแน่นอน คนอย่างท่านอ๋องหากมีใครบังอาจทำร้ายย่อมโดนสังหารตั้งแต่แรกแล้ว!
หากเซียวหลิงอวิ๋นรู้ว่าบ่าวน้อยคิดอะไรอยู่คงอยากแทรกแผ่นดินหนีด้วยความละอายใจ
แม้ใกล้จะถึงจวนโหวแล้วหัวใจของนางก็ยังเต้นแรงไม่หยุด
ในหัวมีแต่ดวงตาคู่นั้นของหลีเย่หานที่ลุ่มลึกแทบจะดูดกลืนนางเข้าไป
สายตานั่นมันอะไรกันทำไมจู่ๆ เขาถึงเปลี่ยนไปจนไม่เหมือนคนเดิมทั้งที่ก่อนหน้านั้นดวงตาเขายังเย็นชาไร้คลื่นอารมณ์อยู่เลยแท้ๆ
เซียวหลิงอวิ๋นยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองต้องมนตร์สะกด
ทำไมข้าถึงได้ทำเรื่องโง่ๆแบบนั้นลงไปกันนะ น่าอายชะมัด!
นางก้มหน้างุดเดินขึ้นบันไดหน้าจวนโหวอย่างลนลานขณะกำลังจะก้าวเข้าไป นางก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นอย่างร้อนรนปนสะอื้น
“พี่สาว! พี่สาวท่านกลับมาแล้ว! ท่านแม่เกิดเรื่องแล้ว...ทำอย่างไรดีท่านหมอบอกว่า...ไม่มีทางรักษาแล้ว...”
เซียวหลิงอวิ๋นเงยหน้าขึ้นก็เห็นเซียวหลิงเย่สีหน้าเศร้าสร้อยอับจนหนทางเขาคว้าแขนนางราวกับเกาะฟางเส้นสุดท้ายไว้แน่นแล้วสะอื้นว่า “พี่สาวท่านเคยบอกว่าหากยันต์ของท่านแม่เปลี่ยนเป็นสีดำ ให้รีบมาหาท่าน พี่สาว...ท่านช่วยท่านแม่ได้ใช่ไหม ท่านต้องมีทางแน่ๆ ได้โปรดช่วยท่านแม่ด้วยเถอะ!”
เซียวหลิงอวิ๋นเห็นไอมรณะรอบตัวเซียวหลิงเย่ก็ถึงกับตกใจ
ครั้งนี้ไม่เพียงไอมรณะที่เกาะติดอยู่เท่านั้นแต่ยังมีบางส่วนแผ่ออกมาจากตัวเขาเองอีกด้วย!
นางขมวดคิ้วทันใดก่อนหน้านี้จากโหงวเฮ้งของเซียวหลิงเย่ยังเห็นได้ชัดว่าเป็นคนมีอายุยืนและโชควาสนาดีไฉนเพียงไม่กี่วันกลับเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้
เซียวหลิงอวิ๋นถามทันควันว่า“รีบพาข้าไปดูท่านแม่ แล้วระหว่างทางเจ้าค่อยเล่ามาว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
เซียวหลิงเย่เหมือนพบเสาหลักให้ยึดเหนี่ยวรีบร้อนเล่าให้นางฟังทันที
“เงินหนึ่งหมื่นเหรียญทองที่พี่สาวให้มาก่อนหน้านี้ข้ากับพี่ใหญ่เอาไปจ้างนักปรุงโอสถจากซ่านเหรินถังโรงหมออันดับสองของเมืองหลวงมารักษาท่านแม่นักปรุงโอสถเหยียนซึ่งเป็นนักปรุงโอสถขั้นสองบอกว่าหลายวันมานี้ท่านแม่อาการดีขึ้นมากแต่วันนี้จู่ๆ กลับอาเจียนเป็นเลือด เราจึงรีบตามเขากลับมาอีกครั้งใครจะคิดว่าเขากลับบอกว่าอาการทรุดหนักเกินเยียวยาแล้ว!”
เซียวหลิงอวิ๋นฟังแล้วก็ขมวดคิ้วทันทีหมอผู้นั้นช่างไร้ความรับผิดชอบสิ้นดี
“เขาอธิบายหรือไม่ ว่าทำไมจู่ๆ อาการของท่านแม่จึงทรุดลงอย่างกะทันหัน”
เซียวหลิงเย่ส่ายหน้า
“ข้ามิได้ถาม เพราะตอนนั้นยันต์ที่ท่านแม่พกติดตัวเปลี่ยนเป็นสีดำกะทันหันข้าตกใจมากจึงรีบมาหาท่าน แต่พวกยามไม่ยอมให้เข้า โชคดีที่พี่สาวกลับมาพอดีมิฉะนั้นข้าคงไม่รู้จะทำเช่นไรดี!”
เซียวหลิงอวิ๋นได้ฟังดังนั้นก็โกรธจัด
“เจ้าว่าพวกเขาไม่ยอมให้เจ้าผ่านเข้าไป?! เจ้าเองก็เป็นคุณชายของจวนโหวพวกเขากล้าขวางเจ้าไว้หน้าประตูรึ! ดี! ข้ายังไม่ได้สำแดงฤทธิ์เดชคนพวกนี้ก็นึกว่าเรายอมให้รังแกได้ง่ายๆ อย่างนั้นรึ!”
ความโกรธแค้นพลุ่งพล่านในอกเซียวหลิงอวิ๋นคิดว่าคงต้องจัดการพวกบ่าวไพร่เสียใหม่!
สองพี่น้องรีบรุดเดินลัดเลาะไปตามตรอกซอยจนมาถึงด้านในเขตถนนตะวันตก ซึ่งเต็มไปด้วยบ้านเรือนทรุดโทรม
และในบรรดานั้นมีอยู่หลังหนึ่งซึ่งดูเก่าคร่ำคร่าและทรุดโทรมเป็นพิเศษนั่นคือที่พักของพวกเซียวหลิงเย่กับมารดา
เมื่อทั้งสองมาถึงหน้าบ้านก็ได้ยินเสียงชายคนหนึ่งตะโกนด้วยความโกรธจัด
“ข้าบอกว่าไม่มีทางรักษาได้ก็ไม่มีทาง! นางก็แค่หญิงแพศยาไร้ศักดิ์ศรีใครจะรู้ว่านางแอบไปยั่วยวนผู้ใดบ้างถึงได้ติดโรคประหลาดมาเจ้าก็จ่ายเงินค่ารักษาสามพันเหรียญมาเสียแต่โดยดีมิฉะนั้นพวกข้าซ่านเหรินถังจะไม่ปล่อยพวกเจ้าไว้แน่! พวกที่เบี้ยวค่ารักษาพวกข้าตอนนี้แม้แต่ซากศพยังเน่าไปหมดแล้วด้วยซ้ำ! พวกเจ้ายังคิดว่าตัวเองเป็นคุณชายของจวนโหวหรือคิดว่าตระกูลหลิ่วยังเป็นจวนแม่ทัพใหญ่เช่นในอดีตกระนั้นรึ ฮึ!”