หลังจากที่พาฉีเจาส่งที่ห้องพักแล้วเซิงห่าวถึงได้กลับมาพักผ่อนที่ห้องตัวเอง
ในวันที่สองงานประชุมนักประเมินกลับไม่ได้เริ่มงานเร็วมากขนาดนั้นจนเมื่อได้เวลาที่ดวงอาทิตย์เกือบจะขึ้นฉีเจาและเซิงห่าวทั้งสองก็พึ่งจะมาถึงสถานที่จัดงาน
ฉีเจานวดไปที่ศีรษะซึ่งค่อนข้างปวดของตัวเองภายในใจนั้นก็รู้สึกเสียใจในเรื่องที่เมื่อวานเย็นไม่ควรจะดื่มเหล้าเข้าไปมากขนาดนั้น
การจัดสถานที่ภายในงานเมื่อเทียบกับวันแรกแล้วมีความแตกต่างไปอย่างมากยกตัวอย่างเช่นม้านั่นตรงส่วนกลางก็น้อยกว่าเมื่อวานมากกว่าครึ่งโต๊ะของผู้เชี่ยวชาญการประเมินแถวนั้น ก็ได้ถูกถอนออกไปแล้ว
เหตุก็เป็นเพราะว่าฉีเจานั้นเมาเหล้าเลยนับว่าทั้งสองคนมาค่อนข้างสายและในสถานที่จัดงานทั้งหมดดูไปแล้วก็มีไม่ถึงร้อยกว่าคน
เซิงห่าวหาที่นั่งซึ่งอยู่ข้างๆฉีเจาจากนั้นก็ได้นั่งลง แล้วถามขึ้นว่า : "ศิษย์พี่ทำไมวันนี้คนถึงได้น้อยมากขนาดนี้ และที่นั่งก็น้อยลงไปมากถึงขนาดนี้อีก"
"คนที่สามารถเข้ามาได้ทั้งหมดในวันนี้ล้วนแต่เป็นคนที่มีบัตรเชิญเท่านั้นไม่เหมือนกับเมื่อวานนี้ขอเพียงแค่ต้องมีบัตรเชิญเท่านั้นก็จะสามารถพาคนอื่นเข้ามาด้วยกันได้"ฉีเจากล่าว
“โอ๊ะ?”เซิงห่าวอดไม่ได้ที่จะคิดว่ามีจดหมายเชิญร้อยกว่าใบ จดหมายเชิญหนึ่งใบก็เป็นสิบล้านหยวนถ้าหากว่าเอาไปขายอย่างงั้นก็ไม่ใช่ว่ามีมูลค่าถึงพันกว่าล้านหยวนแล้วหรอกเหรอ?
แต่ทว่านี่ก็เป็นเพียงแค่ความคิดแค่แลบเข้ามาในหัวเท่านั้นแน่นอนว่าเขาต้องเข้าใจดีว่างานประชุมผู้ประเมินนี้ไม่ได้พูดว่าจะใช้เงินก็จะสามารถได้รับพิจารณาได้
เมื่อผ่านไปได้ไม่นานเท่าไรนักพิธีกรก็ได้ก้าวขึ้นมาบนเวที: "ยินดีต้อนรับแขกผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่มาเข้าสู่งานประชุมผู้ประเมินในวันที่สองนี้ผู้ที่นั่งอยู่ที่นี่ทุกคนล้วนแล้วแต่มีบัตรเชิญอันแสนล้ำค่าอยู่ในมือและแต่ละคนนั้นต่างก็มีจุดเด่นและความสามารถของตัวเองมันขึ้นอยู่กับทุกท่านแล้วว่าการแข่งขันผู้ที่มีคุณสมบัติในการชิงตำแหน่งผู้อำนวยการในวันนี้นั้นจะตกไปอยู่ในกำมือของใคร"
การแข่งขันผู้ที่มีคุณสมบัติในการชิงตำแหน่งผู้อำนวยการนั้นเซิงห่าวพอเข้าใจอยู่บ้างรู้ว่าคนที่ต้องการจะได้รับคุณสมบัตินี้ จะต้องใช้ความพยายามอย่างมากและก็แน่นอนว่าต้องมีเงื่อนไขบางประการและเฉพาะผู้ที่อยู่ในงานประชุมนักประเมินนี้ เป็นผู้ที่มีการแสดงออกที่สะดุดตาและเป็นที่ยอมรับของทุกคนถึงจะได้
และฉีเจาที่เพื่อจะมีคุณสมบัตินี้เขาถึงได้นำเอาแจกันทวิมุกจวีชิงมาด้วย เพื่อแสดงให้ทุกคนได้เห็นว่าเขานั้นเองก็มีความมั่นใจในการแข่งขันครั้งนี้
"วันนี้ผู้อำนวยการที่จัดการแข่งขันของงานประชุมนักประเมินของเราในปีนี้ได้ออกหัวข้อมาหนึ่งข้ออาจจะมีความยากลำบากอยู่บ้างแต่ก็เชื่อว่าทุกท่านจะต้องรู้สึกสนใจเป็นอย่างมาก" พิธีกรยังพูดต่อไปอีกว่า: "เอาล่ะ ไม่ขอพูดเรื่องไร้สาระไปมากกว่านี้แล้วตอนนี้ก็ขอเชิญบุคลากรของเรายกขึ้นสิ่งของมาได้! "
ในขณะที่เสียงของเขาพึ่งจะลดลงบุคลากรประมาณสี่คนใช้มือทั้งสองข้างประคองสิ่งของเจ็ดอย่างที่คลุมด้วยผ้าสีแดงเดินขึ้นมาบนเวทีเมื่อมองจากภายนอกแล้วดูเหมือนเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาว
เซิงห่าวเกิดความรู้สึกอยากรู้อยากเห็นขึ้นจึงได้ทำการสแกนเข้าไป แต่กลับคิดไม่ถึงว่าที่เห็นจะเป็นภาพวาดหนึ่งแผ่น
ภาพวาดทั้งเจ็ดแผ่นล้วนเป็นภาพวาดมาจากหมึกพู่กันจีนมีภาพวาดทิวทัศน์ และยังมีสิงสาราสัตว์
ผู้คนที่นั่งอยู่ตรงที่นั่งต่างก็อยากรู้ว่าในผ้าแดงนั้นที่จริงแล้วมีของอะไรอยู่พวกเขาไม่ได้มีทักษะการสแกน ทำได้เพียงแต่รอให้พิธีกรประกาศออกมาเท่านั้น
พิธีกรก็ไม่ได้พูดมากความเขาก็ได้เดินไปอยู่ที่ข้างผ้าแดงผืนหนึ่งในนั้น จากนั้นก็ได้ปลดผ้าแดงออก
ภาพวาดต้นสนในภูเขาแผ่นหนึ่งปรากฏต่อทุกสายตาของผู้คนถึงแม้ว่าเซิงห่าวจะไม่มีความเข้าใจอะไรเกี่ยวกับภาพวาดพู่กันจีนนี้แต่กลับยังคงสามารถที่จะมองออกได้ว่าภาพวาดนี้จะต้องเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมอย่างแน่นอนเพียงแต่ว่ามันอยู่ห่างมากเกินไป ทำให้เขามองไม่เห็นชื่อของผู้เขียน
แต่ทว่าในเมื่อตอนนี้ได้ปรากฏอยู่บนเวทีแล้วอย่างนั้นก็คงจะต้องพูดได้ว่ารูปแผ่นนี้จะต้องมีภูมิหลังที่ดีอย่างแน่นอนมันอาจจะเป็นผลงานชิ้นเอกของผู้ที่มีชื่อเสียงก็ได้
"ถังป๋อหู่!นี่คือภาพวาดของถังป๋อหู่! "คนที่นั่งอยู่บนม้านั่งใกล้กับหน้าเวทีที่สุดก็ตะโกนขึ้นมาอย่างกะทันหันเมื่อคนอื่นได้ยินคำพูดของเขา ทันใดนั้นผู้คนต่างก็แสดงความคิดเห็นต่างๆ นานา
ถ้าเป็นถังป๋อหู่แล้วละก็ที่จริงแล้วชื่อเสียงในด้านของวัตถุโบราณมากเพียงใดเพียงผู้คนส่วนใหญ่ต่างก็ชื่นชอบถ้าหากว่ามีผลงานชิ้นเองของถังป๋อหู่สักแผ่นหนึ่งไว้ในมือเช่นนั้นก็คงจะยินยอมที่จะสิ้นเนื้อประดาตัวกันเลยทีเดียว
พิธีกรที่ถือไมโครโฟนอยู่นั้นได้ยืนอยู่ข้างภาพวาดแล้วพูดว่า : "ไม่เลว ท่านสุภาพบุรุษท่านนี้พูดถูกต้องสิ่งนี้คือภาพวาดของถังป๋อหู่แน่นอน แผ่นนี้คือภาพต้นสนสีเขียวผมเชื่อว่าท่านสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีที่เข้าใจภาพวาดหมึกพู่กันจีนนี้จะต้องมองออกอย่างแน่นอนว่าภาพวาดต้นสนเขียวแผ่นนี้จิตวิญญาณที่ลายเส้นอย่างกับว่าได้นำต้นสนสีเขียวในภูเขามาวาดไว้ใบกระดาษได้อย่างลึกล้ำเป็นอย่างยิ่ง"
เมื่อฉีเจาได้มองเห็นภาพวาดแล้วภายในแววตานั้นเต็มไปด้วยความตื่นเต้น แต่ทว่าไม่นานนักเขาก็สงบลงอย่างรวดเร็ว :"แน่นอนว่ามันย่อมไม่มีทางที่จะจบลงง่ายขนาดนี้อยู่แล้ว"
เซิงห่าวก็รู้ว่ามันก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้นอย่างแน่นอน
เพราะพิธีกรก็พึ่งจะได้พูดไปว่าผู้ที่จัดงานประชุมนักประเมินได้ออกหัวข้อมาให้ข้อหนึ่งหรือว่าหัวข้อนี้จะเป็นภาพวาดแผ่นนี้?
และทางด้านของนั้นยังมีภาพวาดอีกหกแผ่นที่ยังไม่ได้ถูกเปิดออก
"เอ๊ะ?" ทันใดนั้นเซิงห่าวก็อุทานขึ้นด้วยน้ำเสียงประหลาดใจออกมาเขามองอย่างเงียบๆ ไปที่ภาพวาดแผ่นนั้นที่อยู่บนเวที และกะพริบตาถี่ๆอีกสองสามครั้ง
ฉีเจาสังเกตเห็นถึงความผิดปกติของเขาก็ได้ถามขึ้นว่า: "เป็นอะไรเหรอ? "
เซิงห่าวส่ายหัว : "ไม่มีอะไรครับเพียงแค่รู้สึกประหลาดใจที่พวกเขาทำยังไงถึงได้ไปหยิบเอาภาพวาดของถังป๋อหู่ออกมาได้"
สาเหตุที่เขาพึ่งจะอุทานประหลาดใจออกมาก็เป็นเพราะว่าเขาได้สแกนไปที่ภาพวาดทั้งหกแผ่นที่เหลือในครั้งแรกที่ได้สแกนไปนั้นเขาเพียงแค่กวาดตามองอย่างรวดเร็ว และตอนนี้ก็ได้ดูมันอีกครั้งไม่คาดคิดว่าเขาจะพบว่ามีภาพวาดที่เหมือนกันอีกสองแผ่น
ภาพต้นสนเขียวสามแผ่นมีภาพวาดดอกบ๊วยสองภาพ และอีกสองภาพก็เป็นภาพวาดที่ไม่ซ้ำกันภาพวาดนั้นยังมีที่เป็นสัตว์บางชนิดอยู่อีก
ฉีเจาย่อมไม่รู้อย่างแน่นอนเป็นเพราะว่าเขาได้สแกนไปที่ภาพวาดอื่นๆ บนเวทีถึงได้รู้สึกประหลาดใจขึ้นมาดังนั้นถึงได้เชื่อในคำอธิบายของเขา
ฉีเจาที่จ้องมองไปบนเวทีก็พูดขึ้นมาว่า: "ฉันก็พึ่งจะบอกไปแล้ว สำหรับที่นี่มันจะต้องไม่ธรรมดาอยู่แล้วแน่นอนเธอดูต่อไปเถอะ ไม่รู้ว่าสิ่งที่อยู่ใต้ผ้าคลุมแดงที่เหลืออีกหกชิ้นนั้น มันจะเป็นภาพวาดด้วยหรือเปล่า?"
"ความจริงแล้วภาพวาดที่ผมเอาออกมาแผ่นนี้นั่นยังไม่ได้ผ่านการประเมินเลยแล้วก็ไม่รู้ว่าที่จริงแล้วมันจะเป็นผลงานของถังป๋อหู่จริงหรือเปล่าแต่ถ้าดูจากด้านหน้าทั้งหมดนี้แล้วละก็ ผมก็เชื่อว่ายังมีอีกหลายคนก็คงเต็มใจที่จะเชื่อว่ามันเป็นของแท้มากกว่า"พิธีกรได้เดินไปข้างภาพวาดอีกแผ่นหนึ่ง "เพียงแต่ว่า"
เมื่อพูดประโยคสั้นๆ นั้นจบเขาก็ได้ปลดผ้าสีแดงออกและมันเป็นภาพต้นสนเขียวอีกแผ่นหนึ่งที่ได้ปรากฏต่อสายตาของผู้คนภาพวาดนี้ราวกับว่าถูกวางและคัดลอกโดยเพื่อนร่วมงานโดยทั่วไป มันมีความเหมือนทุกประการกับภาพวาดแผ่นก่อนหน้านั้น
ผู้คนต่างก็ประหลาดใจในขณะนั้นพิธีกรกลับเดินไปด้านหน้าของภาพวาดอีกแผ่นหนึ่งและก็ได้เปิดมันออกมาเช่นกันแล้วก็ยังเป็นภาพต้นสนเขียวที่เหมือนกันทุกประการอีกเช่นกัน
คนที่อยู่ข้างหน้าถึงกับโพล่งขึ้นอีกครั้ง: "ภาพวาดที่เหมือนกันถึงสามแผ่น!และทั้งหมดนั้นต่างก็มีตราประทับของถังป๋อหู่! "
เมื่อฉีเจาได้ยินเสียงตะโกนของคนด้านหน้าก็รู้สึกจั๊กจี้หัวใจขึ้นมาในเวลาเดียวกันนั้นก็รู้สึกเสียใจที่ว่าทำไมตัวเองไม่ตื่นให้เช้ากว่านี้เสียกว่านี้หน่อยจะได้มายึดตำแหน่งที่นั่งดีๆ มาได้
เพียงแค่เขาตื่นเช้าขึ้นอีกสักหน่อยและได้ไปอยู่ข้างหน้าอย่างนั้นเขาก็จะได้เชยชมภาพวาดทั้งสามแผ่นนั้นอย่างใกล้ชิด
"ไม่ผิดแน่ภาพวาดทั้งสามแผ่นนี้ล้วนเหมือนกันทุกประการ"หลังจากที่พิธีกรได้เปิดภาพวาดทั้งสามแผ่นนี้แล้วก็หยุดไปครู่หนึ่ง
ในเวลานั้นทุกคนต่างก็อดไม่ได้ที่จะหันไปจดจ้องมองภาพวาดที่เหลืออีกห้าภาพมีบางคนถึงกับแอบเดาอยู่ ภาพวาดอีกห้าภาพนั้นจะยังใช้ภาพต้นสนเขียวอีกหรือเปล่า
“เชื่อว่าทุกท่านคงจะคิดที่อยากจะเข้ามาตรวจสอบภาพวาดแผ่นนี้อย่างใกล้ชิดให้มากที่สุดเชื่อได้ว่าทุกท่านจะต้องได้รับโอกาสนี้แน่นอนแต่ทว่าก่อนหน้านี้นั้นผมมีเรื่องบอกอย่างที่อยากจะพูดก่อน”
"เครื่องหมายบนภาพนี้นับว่าต่างก็เป็นภาพวาดของถังป๋อหู่ทั้งหมดแต่พวกเราต่างก็รู้ดีว่า ในภาพวาดทั้งสามแผ่นนี้แน่นอนว่ามีเพียงแผ่นเดียวเท่านั้นที่เป็นของแท้และถึงกับสามารถเป็นไปได้อย่างมากว่าทั้งสามแผ่นนี้จะเป็นของปลอม"
"หลังจากนั้นผมสามารถที่จะให้บุคลากรของผมนำภาพเดินไปรอบๆสำหรับท่านที่อยู่ด้านหลังแล้วยังมองไม่เห็นก็ไม่ต้องกังวลไป"
พิธีกรได้โบกมือเป็นสัญญาณให้กับพนักงานและพนักงานก็ได้ถือภาพวาดเหล่านี้ แล้วเดินมาจนถึงด้านล่างของเวทีจากนั้นเริ่มที่จะเดินวอนไปรอบๆ
สายตาของผู้คนทุกคนต่างก็จับจ้องไปที่ฝีเท้าของพนักงานและพนักงานเหล่านั้นก็ได้ถือภาพวาดเดินไปลงไปตามทาง
เมื่อรอจนมาถึงข้างตัวของฉีเจาร่างกายส่วนใหญ่ของฉีเจาก็ได้เริ่มออกไปสำรวจและเซิงห่าวก็เห็นภาพวาดทั้งหมดอย่างชัดเจนแล้วพนักงานไม่ได้หยุดอยู่ตรงหน้าของทั้งสองคนนานมากเท่าไรนักพวกเขายังคงเดินถือภาพวาดแผ่นนี้ไปทางด้านหลังต่อไปจนเสร็จสิ้น
"ไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆว่าภาพวาดทั้งสามแผ่นนี้ถือได้ว่าเหมือนกันทุกประการเลย"ฉีเจายังคงจ้องมองไปในทิศทางที่ภาพวาดกำลังเคลื่อนไปและได้กล่าวออกมาด้วยความรู้สึกไม่อยากที่จะเชื่อ
เขาพึ่งจะมองมันอย่างละเอียดถี่ถ้วนที่สุดในขณะเดียวกันก็ได้ทำการเปรียบเทียบอย่างง่ายๆ ดูครู่หนึ่งและได้พบว่าภาพวาดทั้งสามแผ่น ในหลายตำแหน่งแทบจะไม่มีจุดที่ขาดตกบกพร่องเลยทำให้ผู้คนรู้สึกไม่เหมือนกับว่าใช้เทคโนโลยีในการคัดลอกของคอมพิวเตอร์เลยก็ว่าได้
"นักลอกเลียนแบบพวกนั้นทำได้ยังไงกัน?" เซิงห่าวก็ยังคงเปรียบเทียบตามความสงสัยที่ผุดขึ้นในใจในปัจจุบันนักลอกเลียนแบบนั้นถือว่ามีฝีมือกันเกินไปแล้วจริงๆคิดไม่ถึงเลยว่าจะสามารถทำภาพวาดออกมาได้เหมือนกันทุกประการอย่างนี้
พนักงานที่ถือภาพวาดเอาไว้ได้เดินวนไปทั่วจนครบรอบสถานที่จัดงานแล้วรอบหนึ่งทำให้ทุกคนต่างก็สามารถที่จะได้สังเกตภาพวาดได้อย่างใกล้ชิดมากขึ้นเล็กน้อยหลังจากที่รอให้พนักงานเดินครบหนึ่งรอบแล้วภาพวาดก็ได้ถูกถือกลับขึ้นไปบนเวทีอีกครั้ง
"ทุกคนต่างก็เห็นกันอย่างชัดเจนแล้วเชื่อว่าท่านทั้งหลายคงจะได้ตรวจสอบอย่างง่ายๆ กันบ้างแล้วแต่ภาพวาดทั้งสามแผ่นกลับมีลักษณะที่คล้ายกันเป็นอย่างยิ่ง และลายมือพู่กันก็ยังเหมือนกันถ้าหากต้องการที่จะแยกให้ออกว่าเป็นของแท้หรือปลอมแล้วละก็แน่นอนว่าจำเป็นต้องใช้ความพยายามอย่างมากอย่างถึงที่สุดเลยก็ได้"
พิธีกรได้เริ่มพูดอีกครั้งหลังจากที่ภาพวาดกลับขึ้นไปบนเวที"และหัวข้อของพวกเราในครั้งนี้ คือให้ทุกท่านแยกแยะความแตกต่างภายในภาพออกมาว่าที่จริงแล้วแผ่นไหนคือของแท้กันแน่! "
.
.
.