ผมสูดลมหายใจเข้าลึก เสริมแรงไปที่ต้นขาในขณะที่มองคลื่นสัตว์ประหลาดกรูเข้ามารวบรวมพละกำลังเลเวล 15 เข้าไว้ด้วยกันแล้วส่งแรงขับเคลื่อนอันทรงพลังไปไว้ยังเท้าที่ก้าวออกไป
ฝ่าไปละนะ
หนูกระชอนอ้าปากโชว์ฟันแหลมคม วิ่งเข้ามาจากทุกทิศทุกทางเขาอันแข็งแกร่งของโกลล์แทงเข้าที่ชายโครงแม้ผิวหนังจะแข็งแกร่งขึ้นจากความแข็งแกร่งเลเวล 15 แต่เมื่อโดนเขาโกลล์แทงเข้าอย่างต่อเนื่องเลือดก็เริ่มไหลกระฉูดเกิดเป็นรอยช้ำ
[บุ๊กมาร์กหมายเลข 1 ถูกเปิดใช้งาน]
[บุ๊กมาร์ก] ถูกเปิดใช้งาน[ความชั่วร้าย] ของคิมนัมอุนปีศาจร้ายเพ้อฝันเข้าโอบล้อมไปทั่วร่างผมผลักพวกสัตว์ประหลาดที่พุ่งเข้ามาด้านหน้าออก แล้ววิ่งกระโจนตรงไป
คมเขี้ยวฝังลึกลงทั่วร่างหนูกระชอนหลายตัวกัดกระชากต้นขาของผมแต่ผมก็ยังไม่หยุด ผมวิ่ง และวิ่งต่อไป
ตรงนั้น ในที่สุดก็มองเห็นกำแพงที่บรรยายไว้ในนิยายต้นฉบับเสียทีผมกระโดดเหยียบหัวหนูกระชอนที่พุ่งเข้าหากรีนโซนสำหรับสองที่กำลังส่องแสงสว่างสีเขียวเรือง
แต่...บัดซบเอ๊ย
[กรีนโซน 1/2]
มันมีคนอยู่ข้างใน
“...”
ผมลืมกระทั่งว่าพวกสัตว์ประหลาดกำลังกรูกันเข้ามาจากด้านหลังเงยหน้าขึ้นมองชายคนนั้นอยู่ครู่หนึ่งชายคนที่ไม่สมควรจะอยู่ที่นี่กลับอยู่ตรงนั้น
“เฮ้”
เขาหันมามองผม
“หลบไปหน่อยไม่ได้เหรอไงนายไม่ต้องเข้ามาอยู่ในนี้ก็รอดไปได้นี่”
“คงยาก พอดีวันนี้ฉันเหนื่อยแล้ว”
ผมอยากจะต่อยไอ้หน้ากวนโอ๊ยนั่นแรง ๆสักหมัดชะมัด ไม่นึกเลยว่ายูจุงฮยอกในรอบที่ 3 จะมาอยู่ที่นี่
คิดยังไงก็ไม่เข้าใจเลยสักนิด
ผมวางใจเพราะกว่ายูจุงฮยอกใน ‘สามวิธีรอด’ จะใช้งานกรีนโซนที่ซ่อนไว้เป็นครั้งแรกก็เป็นรอบที่4...ให้ตายสิหรือเขาจะรู้ข้อมูลเกี่ยวกับที่นี่ตั้งแต่รอบที่ 2 โดยไม่มีการบรรยายถึงกัน?ถ้าอย่างนั้นทำไมรอบที่ 3 ในนิยายเขาถึงไม่ใช้มันกันล่ะ
โฮกกกกก!
เสียงร้องคำรามของหนูกระชอนที่ไล่ตามมาด้านหลังดังขึ้นจะกล่าวโทษนักเขียนตอนนี้ก็สายเกินไปแล้ว ผมรู้สึกได้ถึงลมหายใจสั่นเทาของอีกิลยองผมมองสบตายูจุงฮยอก พวกเราเปิดปากพูดขึ้นแทบจะพร้อมกัน
“ฉันจะรับเด็กไว้”
“อย่างน้อยก็รับเด็กไป”
โล่งอกไปทีถึงแม้ที่จริงแล้วเขาคงจะพูดออกไปเพราะพวกกลุ่มดาวกำลังฟังอยู่ก็เถอะ
[กรีนโซน 2/2]
พอผมวางอีกิลยองลงไปสัญลักษณ์ของกรีนโซนก็มีการเปลี่ยนแปลงตอนนี้อีกิลยองปลอดภัยแล้ว
“พี่! เดี๋ยวครับ! พี่!”
อีกิลยองรีบพุ่งมาทางผมแต่มือแกร่งของยูจุงฮยอกรั้งไหล่ของอีกิลยองเอาไว้ผมฟาดฟันดาบใส่หนูกระชอนที่พุ่งตรงมาอย่างไม่หยุดยั้ง
[กลุ่มดาว ‘แม่ทัพหัวโล้นผู้ผดุงความยุติธรรม’ หลับตาลง]
[กลุ่มดาว‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงดุจปีศาจ’ มองคุณด้วยนัยน์ตาเวทนา]
และในวินาทีสุดท้ายผมก็มองเห็นริมฝีปากของยูจุงฮยอกขยับ
「 ฉันบอกแล้วไม่ใช่เหรอไงว่าแกจะตาย 」
ฝูงสัตว์ประหลาดกรูเข้ามา ตอนนี้ไม่มี ‘กรีนโซน’ เหลืออีกแล้ว
“บอกแล้วไงว่าฉันจะไม่ตาย”
ผมเมินพวกสัตว์ประหลาด ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ
ความจริงผมไม่อยากใช้สิ่งนี้เลยต่อให้เป็นผมก็เถอะ แต่ไม่มีใครรับรองได้ว่าจะเกิดผลข้างเคียงแบบไหนตอนนี้ผมคงได้แต่เชื่อใจใน [กำแพงที่สี่] แล้ว
「 นั่นมัน...? 」
แววตาของยูจุงฮยอกเปี่ยมไปด้วยความตะลึงงันไอ้เวรนั่นรู้ด้วยงั้นหรือแต่ก็ช่างเถอะเพราะนี่เป็นวิธีที่ต่อให้นายรู้ก็ไม่มีวันใช้มันได้อยู่ดี
ผมก้มลงมองศิลาที่ส่องแสงสีขาวบนฝ่ามือ
[ศิลาสเปกเตอร์]
มันเป็นไอเท็มที่ผมได้รับมาหลังจากไล่ล่าพวกสเปกเตอร์ที่เป็นสัตว์ประหลาดประเภทเผ่าพันธุ์วิญญาณระหว่างทางมาชุงมูโร
แควก!
หนูกระชอนหลายสิบตัวรุมฉีกทึ้งร่างของผมเลือดไหลกระฉูดออกมาจากบาดแผลเล็กใหญ่บริเวณไหล่ที่เขาโกลล์แทงถูกย้อมเป็นสีแดงก่ำวินาทีที่ความทนทานของร่างกายลดต่ำลงอย่างรวดเร็วผมก็โยนศิลาที่กำไว้ในมือเข้าปากทั้งอย่างนั้น
บางสิ่งคล้ายไอน้ำเริ่มพวยพุ่งออกมาจากปากเพียงไม่นานไอน้ำพวกนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นหมอกหนาเข้าปกคลุมรอบตัวของผม
[คุกลวงหลอนถูกเปิดใช้งาน]
ทั้งหนูกระชอนที่รุมกัดกินร่างของผมทั้งการโจมตีของพวกโกลล์หยุดชะงักในทันที
ทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวเริ่มบิดเบี้ยว ทั้งชานชาลาทั้งยูจุงฮยอก รวมถึงภาพของอีกิลยองที่ตะโกนเรียกผมด้วยความกังวล
และแล้วผมก็กลายเป็น ‘เผ่าพันธุ์วิญญาณ’ ไปทั้งแบบนั้น
「 ดกจายา 」
วินาทีที่ได้ยินเสียงของแม่ผมก็ตระหนักได้ทันทีว่านี่เป็นแค่ความฝัน
ผมพยายามต่อต้านไม่ให้จมดิ่งไปกับมันแต่คราวนี้ไม่ง่ายเลย ผมรู้สึกเหมือนพื้นกลายเป็นโคลนแล้วดูดกลืนผมลงไป
[เนื่องจากการจมดิ่งที่มากเกินไปอิทธิพลของ ‘กำแพงที่สี่’ จึงอ่อนแรงลงชั่วคราว]
สติสัมปชัญญะที่เลือนรางเริ่มปะติดปะต่อภาพเอาเองตามอำเภอใจ
ห้องนั่งเล่นเละเทะไปด้วยเลือดศพเย็นเยียบของชายคนหนึ่ง ภาพด้านหลังของผู้หญิงที่ก้มหน้ามองร่างนั้น ไม่ได้การความทรงจำนี่ยากเกินไป จะนึกถึงมันไม่ได้
ผมสะบัดศีรษะอย่างรุนแรงทนทรมานอยู่สิบกว่านาทีกว่าฉากตรงหน้าจะแตกกระจาย
ไอ้แผลในใจเฮงซวย...
ผมเองก็มีความทรงจำที่ไม่อยากนึกถึงเหมือนกัน ที่พยายามหลีกเลี่ยงไม่กิน[ศิลาสเปกเตอร์] ก็เป็นเพราะเหตุนี้นี่แหละ ไอเท็มชิ้นนี้จะทำให้ผู้ใช้แปรสภาพเป็น ‘เผ่าพันธุ์วิญญาณ’ ชั่วคราวและช่วยให้พวกสัตว์ประหลาดมองไม่เห็นตัวตนแต่ผลข้างเคียงของมันคือดึงบาดแผลในใจของผู้ใช้ให้ระเบิดออกมาอย่างรุนแรง
เพราะฉะนั้นผมถึงไม่ได้มอบมันให้สมาชิกกลุ่มถ้าคนอื่นที่ไม่ใช่ผมใช้งานละก็ บางทีพวกเขาอาจจะกลายเป็นบ้า
...ปวดศีรษะราวกับจะระเบิดแต่ก็ยังพอทนไหว
[กำแพงที่สี่]ถือว่าเป็นสูตรโกงของแท้เพราะมีสกิลนี้อยู่ผมถึงได้กินศิลาลงไปแล้วเรื่องจบแค่เท่านี้ ขนาด ‘บาเรียป้องกันจิต’ ขั้นสูงยังไม่มีประสิทธิภาพเท่ามันเลยแต่จะจบแค่นี้จริงหรือ ถ้าผมเดาไม่ผิด สกิลนี้มัน...
「 ยูจุงฮยอก? คุณคือยูจุงฮยอกเหรอคะ 」
ผมนึกว่าบาดแผลในใจถูกขุดคุ้ยขึ้นมาอีกแล้วแต่คราวนี้มันไม่ใช่เสียงที่ผมรู้จักหมายความว่าไม่ใช่เสียงที่สร้างขึ้นจากความทรงจำของผม ผมหมุนตัวหันหลังกลับไปตรงนั้นมีผู้หญิงแปลกหน้าคนหนึ่ง
「 ...ไม่ใช่ยูจุงฮยอกสินะคะ ดูเหมือนจะเป็นคนเกาหลีคุณเป็นใครกันแน่คะ 」
ชาวต่างชาติผมบลอนด์สว่างหญิงสาวร่างเล็กสวมชุดสปอร์ตคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้นเธอมองผมอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะเผยสีหน้าพิศวง
「 ได้ยังไงกัน...ไม่เข้าใจเลยสักนิดพยายามมองอนาคตอยู่หลายครั้ง แต่ไม่เคยเห็นคนอย่างคุณเลยสักครั้งแท้ ๆ... 」
ในนัยน์ตาข้างซ้ายของหญิงสาวมีเกลียวคลื่นสีแดงดุจเปลวเพลิงผมเปิดหน้ากระดาษหนังสือในหัวสมองอย่างรวดเร็ว ผมรู้จักตัวละครตัวนี้เธอเป็นตัวละครที่ผมไม่มีทางไม่รู้จักอยู่แล้ว แต่ทำไมถึงโผล่มาตอนนี้ได้...
[สกิลเฉพาะตัว ‘ลิสต์ตัวละคร’ถูกเปิดใช้งาน!]
[ตัวละคร ‘แอนนา ครอฟต์’ กำลังใช้งาน ‘บาเรียป้องกันจิต Lv.6’]
[‘ลิสต์ตัวละคร’ เมินเฉย ‘บาเรียป้องกันจิต Lv.6’]
[ข้อมูลเกี่ยวกับตัวละครดังกล่าวมีมากเกินไป‘ลิสต์ตัวละคร’ จะถูกแปลงค่าเป็น ‘ลิสต์สรุปย่อ’]
<ข้อมูลตัวละครฉบับย่อ>
ชื่อ : แอนนา ครอฟต์
คุณลักษณะ : ผู้เผยพระวจนะ(ตำนาน), ผู้กอบกู้ (ตำนาน)
สกิลเฉพาะตัว : [พยากรณ์อนาคต Lv.5],[หยั่งรู้อดีต Lv.4],[ทะลุแจ้ง Lv.8],[ตาทิพย์ Lv.4], [ทักษะการใช้เวทมนตร์ขั้นสูงLv.4],[บาเรียป้องกันจิต Lv.6], [จับเท็จ Lv.7],[เนตรมหาปีศาจ Lv.1]...
คนที่เพิกเฉยต่อข้อจำกัดทางด้านเขตแดนและเข้ามาในจิตใจของคนอื่นตามอำเภอใจคนผู้ซึ่งมองเห็นอนาคตและพยายามวางแผนออกแบบโลกผ่านอนาคตที่ว่านั่น ‘หญิงสาว’ ที่มีแนวความคิดเช่นนั้นมีอยู่เพียงแค่คนเดียวในสามวิธีรอด
“แอนนา ครอฟต์”
「 ...รู้จักฉันได้ยังไงคะ 」
หญิงสาวเบิกตากว้างมองผม ผมตอบกลับไปอย่างว่าง่าย
“ฉันเองก็เป็นผู้เผยพระวจนะ”
[ตัวละคร ‘แอนนา ครอฟต์’ เปิดใช้งาน ‘จับเท็จ Lv.7’]
[‘จับเท็จ’ ตรวจสอบแล้วว่าคำพูดของคุณเป็นเท็จ]
นึกแล้วเชียวคำโกหกใช้กับผู้เผยพระวจนะตัวจริงไม่ได้ผล
「 ...ยอมเปิดเผยตัวตนของคุณมาเสียจะดีกว่านะคะคุณเป็นใครกัน 」
ริมฝีปากรูปกระจับของเธอปิดแน่นท่าทางราวกับกำลังประท้วง
พอจะคาดเดาได้บ้างแล้วว่านี่มันเกิดขึ้นได้ยังไงการที่ผู้หญิงคนนี้สังเกตเห็นการมีตัวตนของผมบางทีอาจจะเป็นเพราะกำแพงที่สี่อ่อนแรงลงชั่วคราวสินะถ้าหาก [กำแพงที่สี่]เป็นสกิลแบบที่ผมคิดเอาไว้จริง ๆ แล้วละก็
อย่างไรก็ตาม...นี่มันน่าผิดหวัง
“นี่เธอมาเพราะไม่รู้ว่าฉันเป็นใครจริงๆ งั้นเหรอ”
「 ...คะ? 」
“ได้รับ ‘แกนอิกทิโอซอรัส’ ที่ฉันส่งไปให้แล้วไม่ใช่เหรอไง”
ริมฝีปากของแอนนาอ้าออกช้า ๆ
“เธอน่าจะฝัง ‘เนตรมหาปีศาจ’ ลงไปในดวงตาด้วยพลังเวทของแกนนั่นแล้วนี่ไม่ใช่หรือไง”
「 ระ...หรือว่าคุณ? คนที่ร้องขอ ‘ศรัทธาที่แตกสลาย’ ในช่องแลกเปลี่ยนสินค้า...? 」
เนตรมหาปีศาจคนที่คาบช้อนเพชรมาเกิดด้วยการได้รับไอเท็มราคากว่าหนึ่งล้านเหรียญจากผู้สนับสนุนก็คือหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมคนนี้น่าอิจฉาชะมัด
「 คุณ! คุณชื่ออะไรกันแน่คะ ทำไมถึง... 」
[พลังของสกิลเฉพาะตัว ‘กำแพงที่สี่’ ค่อย ๆ ฟื้นตัวกลับมาช้า ๆ]
「 ได้ยังไงกัน...ทำไมถึงมองไม่เห็นอะไรเลย... 」
แววตาของเธอเริ่มพร่ามัว พลังของ [เนตรมหาปีศาจ]ที่ใช้ในการแทรกแซงจิตใจของผู้อื่นเริ่มอ่อนแรงลง ภาพของเธอเลือนรางหายไปผมโบกมือลา
“สักวันเราจะได้พบกันแน่รอฉันอยู่ที่อีกฟากของทวีปเถอะ”
[สกิลเฉพาะตัว ‘กำแพงที่สี่’ ฟื้นตัวเสร็จสมบูรณ์]
ในที่สุดภาพของแอนนาก็สลายหายไปจนหมด