อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

    บทที่ 94 สิ่งล่อใจ

    มู่เชียนรออยู่ที่หน้าหอสูงอีกเกือบสองชั่วยามทว่าก็ยังไม่มีผู้ใดกลับออกมา … พอคาดเดาได้แล้วว่าสำหรับผู้อื่นนั้น  การที่จะได้เป็นผู้ถูกเลือกของเหล่าคัมภีร์นั้นยากเย็นเพียงใด  


    เด็กสาวหารู้ไม่ว่าการที่ผู้อื่นปรากฏตัวในห้วงมิติแสงดาวพร้อมกับนางนั้นกลับเป็นการเสียเปรียบอย่างมาก…  ในเมื่อเหล่าคัมภีร์พลาดจากผู้มีพรสวรรค์สูงส่งอย่างนาง ย่อมไม่มีอารมณ์ไปติดตามผู้มีพรสวรรค์ธรรมดาคนอื่นอีกพักใหญ่


    ในที่สุดมู่เชียนจึงตัดสินใจทิ้งจดหมายไว้เพื่อบอกกล่าว ก่อนจะเดินทางล่วงหน้าไปบึงชิงกู่ตามลำพัง  เสี่ยวจือจือในคราบเด็กสาวปรากฏร่างขึ้นอีกครั้งเพื่อเดินทางเป็นเพื่อนนายหญิง



    หนึ่งร้อยลี้ทางตะวันตกจากบริเวณหอสูง…   ฉวนสี่และโม่เจี้ยนกำลังเผชิญหน้ากับกลุ่มคนในชุดองครักษ์นับสิบ


    “พวกเจ้ามาจากที่ใด ?”  องครักษ์คนหนึ่งเอ่ยถามเสียงห้วน 


    ก่อนตัดสินใจควรต้องรู้เบื้องลึกของคู่ต่อสู้เสียก่อน หาไม่ หากพลาดพลั้งไปล่วงเกินแคว้นใหญ่จะทำเช่นไรเล่า…. ‘แคว้นเยี่ยน’ ของพวกเขายังไม่นับว่ากล้าหาญพอที่จะเป็นศัตรูกับแคว้นฉิน..   


    “พวกเรามาจากต้าหนาน” โม่เจี้ยนเอ่ยขึ้น ดวงตามองปราชญ์ยุทธ์ยี่สิบกว่าที่ล้อมพวกเขาอยู่อย่างเคร่งเครียด…


    “อ้อ… ที่แท้ก็มาจากแคว้นระดับล่างสุด”  


    น้ำเสียงเยาะเย้ย พร้อมกับแววตาที่ผ่อนคลายขึ้น ทำให้โม่เจี้ยนยิ่งกระวนกระวายกว่าเดิม…  ดูเหมือนพวกมันตกลงใจที่จะแย่งชิงยันต์หู่ลี่ของพวกเขาแล้ว 


    หลายวันที่ผ่านมาแม้จะพบผู้เจตนาช่วงชิงยันต์บ้างแต่ก็ไม่มากนัก ผู้ที่เข้ามาในเทือกเขาแห่งนี้ส่วนใหญ่ล้วนมองหาสมบัติต่างๆมากกว่า   คนเหล่านี้มองโม่เจี้ยนและฉวนสี่ที่เป็นชายหนุ่มในชุดเรียบง่ายไม่โดดเด่นเพียงแวบเดียวก็จากไป  คงเพราะมั่นใจว่าทั้งสองไม่มีสมบัติใดให้ฉกฉวย


    นี่เป็นครั้งแรกที่ศัตรูร้ายกาจเพียงนี้ เข้ามาโจมตีเพราะหมายตายันต์หู่ลี่ของพวกเขา….


    “คนพวกนี้เป็นใครกัน?” โม่เจี้ยนกระซิบเสียงเครียดให้ศิษย์พี่ที่หันหลังชนกันอยู่กลางวงล้อม


    “ชาวแคว้นเยี่ยน ชายชุดน้ำเงินนั่นคือเยี่ยนฉงท่านชายแห่งแคว้นเยี่ยน”  ฉวนสี่เอ่ย


    “เจ้า.. คนชุดขาว ชื่ออะไร ?”  


    หลังจากเฝ้ามองมาครู่ใหญ่ ด้วยความรู้สึกคุ้นเคยอย่างแปลกประหลาด  เยี่ยนฉงจึงตัดสินใจเอ่ยปากถาม   ชายคนนี้ทำให้เขารู้สึกคุ้นหน้าอย่างมาก แต่กลับคิดไม่ออกว่าเคยพบกันที่ใด


    “ฉวนสี่…”  ชายหนุ่มเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ดวงตาเฉยชาไม่ละไปจากเหล่าองครักษ์ที่ล้อมรอบอยู่


    ‘อืมม… ไม่เคยได้ยิน..’  เยี่ยนฉงคิด ก่อนจะปล่อยวางความสงสัยเล็กน้อยนั่นอย่างรวดเร็ว  


    ท่านชายแห่งแคว้นเยี่ยนผินหน้าไปออกคำสั่งให้เหล่าองครักษ์เข้าจับกุมตัวทั้งสองมา เพื่อให้เขาทำลายยันต์หู่ลี่ด้วยตนเอง  


    การรวบรวมยันต์ จำต้องทำลายยันต์ด้วยมือตนเอง หรือสัตว์อสูรใต้อาณัติเท่านั้น


    ขณะที่การต่อสู้กำลังจะเปิดฉาก…​ เงาร่างสีแดงเจ็ดแปดร่างก็พลันเยื้องย่างเข้ามาในบริเวณนั้นอย่างเชื่องช้า…  แม้จำนวนไม่มาก แต่ทั้งหมดล้วนเป็นปราชญ์ยุทธ์ชั้นสูงทั้งสิ้น


    “โอย… พวกนี้มันกลุ่มไหนอีกเนี่ย ?!”  โม่เจี้ยนโอดครวญออกมาเบาๆด้วยความขัดใจ..  


    ดูท่าเมื่อเช้า เขาคงก้าวขาลงจากต้นไม้ผิดข้างจริงๆ…   ขณะที่โม่เจี้ยนขยี้ศีรษะตนเองอย่างแรง  ฉวนสี่กลับมองคนกลุ่มใหม่ด้วยท่าทีนิ่งเฉย


    ชายในชุดเผ่าสีแดงทั้งแปด หยุดยืนไม่ห่างจากกลุ่มของพวกเขา  ทำท่าปักหลักไม่จากไปไหน แม้มิได้เอ่ยวาจาใดๆ  เพียงยืนมองอยู่เงียบๆเท่านั้น กลับสามารถสร้างแรงกดดันต่อแคว้นเยี่ยนได้


    “เผ่าเยี่ยนถูมีธุระใดกับพวกเราหรือ ?” เยี่ยนฉงเป็นฝ่ายเอ่ยถามอย่างสุภาพ 


    ชนกลุ่มน้อยที่ชื่อเยี่ยนถูนี้ เป็นชนเผ่าเร้นลับที่ใช้ชีวิตอยู่ระหว่างชายแดนแคว้นเยี่ยนและแคว้นฉิน ปกติแล้วค่อนข้างรักสงบ ทว่าหลายปีมานี้กลับมีเหตุให้กระทบกระทั่งกับแคว้นเยี่ยนบ่อยๆ  หลายครั้งยังส่งคนเข้ามาก่อคดีถึงในเมืองหลวง การควบคุมป้องกันพวกเขาถือได้ว่าเป็นปัญหาสำคัญข้อหนึ่งของแคว้นเยี่ยนไปแล้ว


    แม้จะมีจำนวนประชากรไม่มาก ทว่าเผ่านี้กลับมีกำลังรบที่น่ากลัว เชื้อสายพวกเขาล้วนมีพรสวรรค์ด้านปราณยุทธ์สูงส่ง ไปมาไร้ร่องรอย จนถึงวันนี้ยังไม่ทราบสถานที่ตั้งของชนเผ่าอย่างชัดเจน  ดังนั้นหากคิดจะล้อมปราบย่อมเป็นไปไม่ได้  



    จากคำถามของเยี่ยนฉงนั้น  ยังคงไม่มีคำตอบจากคนชุดแดงทั้งแปด  แต่หากให้คาดเดาจากสถานการณ์แล้ว   การที่เผ่าเยี่ยนถูมายืนอยู่แสดงตัวอยู่ใกล้กองกำลังแคว้นเยี่ยน ย่อมไม่มีทางเป็นเรื่องดี…


    เยี่ยนฉงเหลือบมองไปที่ฉวนสี่และโม่เจี้ยนทั้งสองคน  เขาพลันมั่นใจว่าเผ่าเยี่ยนถูคงจะหมายตาเหยื่อสองคนนี้เช่นกัน..


    ‘คิดแย่งกันซึ่งหน้าเยี่ยงนี้เลยรึ ?’  เยี่ยนฉงส่งสายตามองกลุ่มชายชุดแดงตรงหน้าอย่างเกรี้ยวกราด  คิดจะเปิดศึกกับเผ่าเยี่ยนถูแทน ทว่าองครักษ์ด้านข้างกลับส่งเสียงกระซิบทักท้วงเสียก่อน


    “ท่านชาย… แม้จำนวนคนของเราจะมากกว่าแต่กับปราชญ์ยุทธ์ชั้นสูงพวกนี้ดูก็รู้ว่าเป็นยอดฝีมือของเผ่านั้นทั้งสิ้น…  เรามีปราชญ์ยุทธ์ชั้นสูงมาเพียงห้าคน หากเข้าปะทะด้วยเกรงจะเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่” 


    “ถูกต้องแล้ว  ท่านอ๋องกำชับมาตลอดว่า  การประลองครั้งนี้สิ่งสำคัญสุดคือความปลอดภัยของท่าน”


    องค์ราชาแห่งแคว้นเยี่ยนนั้นไม่มีทายาทสายตรง… เนื่องจากบุตรชายคนเดียวขององค์ราชานั้นหายสาบสูญไปยี่สิบกว่าปีก่อนแล้ว .. ดังนั้นผู้ที่มีโอกาสขึ้นครองบัลลังก์จึงอาจเป็นอ๋องหรือท่านชายสักคนหนึ่งของราชวงศ์แทน 


    ยันต์หู่ลี่ก็แลกได้แค่โอกาสเข้าถ้ำอสูรเท่านั้น ใช่ว่าเข้าไปแล้วจะสามารถครอบครองลูกแก้วบงการอสูรได้ทันทีเสียเมื่อไร  ดีไม่ดีเรื่องลูกแก้วศักดิ์สิทธิ์อาจเป็นเพียงข่าวลือที่ไม่มีมูลด้วยซ้ำ…. !


    เยี่ยนฉงมองกลุ่มของฉวนสี่ สลับกับเผ่าเยี่ยนถูด้วยดวงตาแค้นเคือง แม้จะไม่เต็มใจ ทว่าเหตุผลที่องครักษ์ของตนกล่าวมานั้นก็ไม่อาจปฏิเสธได้  … ที่สุดท่านชายแคว้นเยี่ยนจึงแค่นเสียงออกมา


    “พวกเราไป !” 


    คนสิบกว่าคนนั้นลับสายตาไปแล้ว เหลือเพียงโม่เจี้ยน ฉวนสี่ และชาวเผ่าเยี่ยนถู ชายชุดแดงทั้งแปดคนเดินตรงเข้ามาหาชายหนุ่มทั้งสอง ด้วยใบหน้านิ่งเฉย  


    โม่เจี้ยนเฝ้ามองทุกย่างก้าวนั้นด้วยใจลุ้นระทึก  แม้พวกเขามิทันได้แผ่รังสีการต่อสู้ออกมา ทว่าภาพของปราชญ์ยุทธ์ชั้นสูงแปดคนกำลังเดินเรียงแถวเข้ามาหา  ก็ยังสร้างความกดดันต่อต่อเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้  กลุ่มคนชุดแดงยามนี้ยืนเรียงกันเป็นระเบียบอยู่เบื้องหน้าชายหนุ่มทั้งสอง 


    “ปึ้ก…!”  เสียงฝ่ามือกระทบเนื้อแปดครั้งอย่างพร้อมเพรียงทำให้โม่เจี้ยนตกใจจนสะดุ้ง  


    ที่แท้มือข้างขวาของชาวเผ่าเยี่ยนก็ตบลงที่อกของพวกเขาเอง ศีรษะทั้งแปดโค้งลงเล็กน้อยให้กับ…  ฉวนสี่ !


    “ศิษย์น้องโม่ ข้าขอตัวสักครู่”    ฉวนสี่เอ่ยเรียบๆก่อนจะเดินไปอีกทาง ชายชุดแดงคนหนึ่งที่ดูมีอายุมากที่สุดเดินตามหลังเขาไปท่ามกลางความงุนงงของโม่เจี้ยน…..


    เมื่อถึงสถานที่ลับตา ชายชุดแดงผู้นั้นก็ทรุดเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น 


    “ฮุยต๋าคารวะคุณชาย” 


    “สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง ?” ฉวนสี่เอ่ยถามเสียงนิ่ง


    “ตอนนี้เหตุการณ์ทางแคว้นเยี่ยนค่อนข้างเร่งด่วน เห็นที…การแต่งตั้งรัชทายาทคงจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้” 


    ผู้ที่คุกเข่าอยู่เอ่ยรายงานด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด  ทว่าผู้รับสารกลับมิได้มีสีหน้าเปลี่ยนแปลงไป…. เสียงทุ้มเอ่ยตอบกลับอย่างเฉยชา


    “เรื่องพวกนั้นไม่จำเป็นต้องใส่ใจ … ก่อกวนไปตามปกติก็พอ” 


    “ขอรับ” ชายร่างใหญ่ก้มหน้ารับคำสั่งอย่างนอบน้อม


    “อาการของท่านพ่อเล่า… ?” ร่างสูงเอ่ยด้วยน้ำเสียงแฝงความกังวล


    “ไม่ค่อยดีนัก… ท่านผู้เฒ่าใหญ่พยายามใช้ทุกวิธีแล้ว หากยังหาเทพโอสถไม่พบ…เกรงว่าท่านผู้นั้นคงอยู่ได้ไม่พ้นปีนี้”


    ใจของฉวนสี่สั่นสะเทือนกับทุกๆประโยคที่ได้ยิน… แม้มิได้เอ่ยสิ่งใด แต่มือแกร่งที่กำแน่นนั้นกลับเปิดเผยความรู้สึกออกมาจนสิ้น


    “ท่านอยู่ที่แคว้นมู่หลายปีได้ข่าวอะไรบ้างหรือไม่ ?” ฮุยต๋าเอ่ยสอบถาม 


    คุณชายของเขาแฝงตัวอยู่ในหมู่ตึกพฤกษาหลายปีเพื่อหวังตามหาข่าวของเทพโอสถ…  หากจะมีสถานที่สักแห่งที่ท่านผู้ยิ่งใหญ่ท่านนั้นควรปรากฏตัวก็ควรเป็นแคว้นแห่งการเยียวยามิใช่หรือ ทว่ากลับเห็นฉวนสี่ส่ายหน้าอย่างเฉื่อยชา  


    “แม้จะไม่มีเบาะแสของเทพโอสถ  แต่ข้าพบศิษย์น้องผู้หนึ่ง… นางมีพรสวรรค์ด้านการเยียวยาสูงมาก ไม่แน่อาจพอมีวิธี”


    “สามารถไว้ใจนางได้หรือ ? ท่านก็รู้ว่า… ”


    “ข้าไว้ใจนาง….” ฉวนสี่เอ่ยทันทีโดยไม่ให้เขาเอ่ยจบ จากน้ำเสียงนั้นทำให้ฮุยต๋ารู้ดีว่า เขาไม่จำเป็นต้องถกเถียงถึงประเด็นนี้อีก 


    อย่างไรก็ตามเวลาเล็กน้อยที่เหลืออยู่   คิดจะตามหาเทพโอสถที่เร้นกายมากว่าสองสามร้อยปีนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย  …. พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าท่านผู้นั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่  


    “เช่นนั้น.. ท่านจะพานางกลับเผ่าเมื่อใด ?” 


    “ข้ายังไม่ได้ขอความเห็นนาง ย่อมไม่อาจกำหนดเวลาชัดเจนได้  ทว่าหลังงานประลองเสร็จสิ้นข้าจะลองสอบถามนางดู” 


    ฮุยต๋ามองชายหนุ่มด้วยความแปลกใจ ไม่รู้ว่าสตรีนางนั้นเป็นผู้ยิ่งใหญ่จากที่ใดกันถึงกับทำให้คุณชายของเขาเอ่ยถึงด้วยความเกรงอกเกรงใจเพียงนี้  !



    มู่เชียนมาถึงบึงชิงกู่ในที่สุด  ผืนน้ำกว้างใหญ่นี้มีสีดำสนิท   ตลอดทั้งริมฝั่งและใต้น้ำไร้ซึ่งสัญญาณชีวิต   ทั้งยังไม่ปรากฏร่องรอยของสัตว์อสูรตนใดเฉียดเข้ามาใกล้เสียด้วยซ้ำ


    “แปลกจริง มิใช่ว่ามีแหล่งน้ำที่ใดย่อมต้องมีสิ่งมีชีวิตหรอกหรือ ?” มู่เชียนเอ่ยอย่างสนใจขณะมองสำรวจไปรอบๆ 


    ลมพัดผ่านผืนน้ำเกิดเป็นระลอกคลื่นเล็กๆ แต่กลับไร้ซึ่งประกายแสงจากดวงตะวันที่ควรส่องกระทบ  ..  นี่ราวกับว่า…  ไม่มีแสงชนิดใดในโลกจะสามารถเปล่งประกายได้ภายในบึงน้ำแห่งนี้


    “คุณหนู..​ บึงนี้มีบางอย่าง  พวกเราถอยห่างสักนิดเถิดเจ้าคะ”  เสี่ยวจือจือเอ่ยเสียงสั่น


    นางรู้สึกถึงความกดดันรุนแรงบางอย่างภายในบึงสีทมิฬนั่น  ความอึดอัดนี้มีเพียงสัตว์อสูรเท่านั้นที่สามารถสัมผัสได้    อสรพิษสาวพยายามยืนหยัดอยู่ข้างกายนายหญิงต่อไป ทั้งที่ในใจนั้นอยากออกจากบริเวณนี้เต็มทีแล้ว


    ‘ข้าสัมผัสได้ถึงปราณมังกรที่ก้นบึงนั่น’ เสี่ยวจิ้งกระซิบออกมา


    ‘มีมังกรอยู่ด้านล่างงั้นหรือ ?’ มู่เชียนเอ่ยอย่างตกใจ… 


    หากมีมังกรจริงในยามที่เสี่ยวจิ้งออกมาช่วยนางไม่ได้ นางย่อมไม่ขอเสี่ยงยืนรอพรรคพวกอยู่ตรงนี้เด็ดขาด


    ‘ไม่หรอก… มีเพียงจิตวิญญาณเท่านั้น ด้านล่างดูเหมือนจะมีซากร่างของมังกรธาตุแสงอยู่ ก่อนตายมันคงอยู่ในระดับมหาราชาอสูรแล้ว   ทั้งยังมีลูกแก้วอสูรของมันอีกด้วย  ลูกแก้วนั่นคงดูดกลืนปราณธาตุแสงทั่วบริเวณไปจนหมด จึงได้เกิดบึงน้ำสีดำสนิทเช่นนี้ 


    “ลูกแก้วมังกรธาตุแสงชั้นมหาราชาอสูร” มู่เชียนเอ่ยกระซิบออกมาเบาๆ แต่ก็ยังทำให้เสี่ยวจือจือตกใจจนเผลอถอยหลังไปสองก้าว  


    ลูกแก้วอสูรของมหาราชามังกร  มิน่าจึงไม่มีสัตว์อสูรสักตัวกล้าเฉียดใกล้บริเวณนี้ .!!   


    ‘แม้จะอยู่ลึกหน่อย แต่พลังวิญญาณอ่อนจางเต็มทน  ไม่เกินความสามารถของพวกเราหรอก’ เสี่ยวจิ้งเอ่ยอย่างมั่นใจ 


    แท้จริงแล้วเขาอยากลงไปดูสักครั้งว่าเป็นลูกหลานมังกรตนใดที่ทิ้งซากร่างไว้ที่แห่งนี้  จากระดับของมันควรจะต้องมีอายุหลายพันปีแล้ว  และเขาน่าเคยพบกันมาก่อน


    ‘ลูกแก้วนั่น.. มีประโยชน์กับข้าหรือ ?’ มู่เชียนเอ่ยถาม 


    ‘ลูกแก้วระดับนี้เจ้ายังดูดซับไม่ไหวหรอก  เกินระดับเจ้าไปไกลนัก’ เสี่ยวจิ้งเอ่ยตามตรง 


    ‘อ้อ.. งั้นช่างเถอะ’ ร่างบางทรุดนั่งลงริมบึง  ก่อนจะเอนตัวลงนอนอย่างเกียจคร้าน 


    ‘ ไม่ลองดูสักหน่อยหรือ ?  ราคาของมันอย่างน้อยก็แลกหินปราณได้เป็นพันล้านก้อนเชียวนะ’ 


    เสี่ยวจิ้งเริ่มใช้ผลประโยชน์เข้าหลอกล่อ ทว่ามู่เชียนกลับไม่สนใจ  ร่างเล็กยังคงนอนวาดแขนขากับพื้นเล่นอย่างเพลิดเพลิน


    ‘จะเอาเงินไปทำอะไรมากมาย….  ที่มีอยู่นี้ข้าก็ใช้ไม่หมดแล้ว’   


    เพียงหินปราณชีพและหินปราณธรรมดา มูลค่าเกือบสองร้อยกว่าล้านที่มีนางก็ไม่รู้จะเอาไปใช้อะไรแล้ว 


    ผู้ฝึกตนไม่ต้องกินดื่ม  เสื้อผ้าหรือ… นางก็ใส่แต่เกราะเวทย์  ที่พัก… หากไม่พักในสำนักก็คือต้องออกเดินทางไปทั่วมิติ เครื่องประดับงดงามรุ่มร่ามทั้งหลายนางก็ไม่ชอบสวม อาวุธเวทย์หรือคัมภีร์ยุทธ์นางก็มีมากกว่าใคร  สมุนไพรยิ่งไม่ต้องพูดถึง  …… นางไม่รู้จะดิ้นรนไปทำไมจริงๆ !


    ‘นานๆจะได้พักสักครั้ง… ขอนอนมองท้องฟ้าสบายๆสักชั่วยามดีกว่า’ 


    เสี่ยวจิ้งมองบึงน้ำสีดำสลับกับเด็กสาวเอ้อระเหยตรงหน้าอย่างใช้ความคิด ครู่หนึ่งก็พลันคิดขึ้นมาได้..


    ‘ตามใจเจ้าแล้วกัน ….  ราคาเช่นนี้อย่างไรก็คงมีแต่เจ้าหมอนั่นที่ยินดีซื้อ’ 


    ‘ใครหรือ ?’ มู่เชียนเอ่ยถามอย่างสนใจ  ราคาหินปราณนับพันล้านก้อน.. แลกกับลูกแก้วอสูรชั้นมหาราชา..  ไม่เพียงร่ำรวยมากยังต้องมีปราณธาตุสูงมากด้วย…  คนเช่นนี้ดูเหมือนนางจะรู้จัก.. 


    ‘ย่อมเป็นเจ้าราชาปีศาจ - เยว่เทียนหงน่ะสิ  หากเขาดูดซับลูกแก้วธาตุแสงลูกนี้ คงช่วยลดอิทธิพลของปราณธาตุมืดลงได้บ้าง  … ยืดเวลาตายไปได้อีกหลายปี’ 


    มังกรน้อยเอ่ยเสียงนิ่ง พร้อมกับเฝ้ามองร่างบางที่ดีดตัวลุกขึ้นทันที.. ดังคาด.. 


    ‘ข้าเอา !!’


    ‘หึ… ไร้คำพูดกับเจ้าจริงๆ’ แม้จะรู้อยู่แล้วว่าปฏิกิริยาของนางย่อมเป็นเช่นนี้ แต่มังกรน้อยก็ยังอดหมั่นไส้ไม่ได้


    มู่เชียนอมยิ้มรับคำต่อว่านั้นอย่างไม่รู้สึกรู้สา นางไม่นึกขัดเขินกับเสี่ยวจิ้งมานานแล้ว เทพอสูรที่อาศัยอยู่ในหัวใจของนางแทบตลอดเวลาผู้นั้น….  ไม่ว่าความรู้สึกนึกคิดใดของนางเขาย่อมรู้ดีที่สุด 


    หวังว่าเจ้านั่นจะไม่ทำให้นางผิดหวัง… เสี่ยวจิ้งส่ายหน้าเบาๆให้กับอนาคตของทั้งคู่


    คล้ายกับเรื่องอี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน