จอมยุทธแม่ลูกอ่อน

    ตอนที่ 29 . เทียนเปาเรียนวรยุทธ



          หลังจากที่เอ้อหนานบอกถึงที่หมายใหม่ที่พวกเขาจะต้องไปกันซึ่งเป็นสถานที่สำหรับรักษาหลินเอ๋อ  เอ้อหนานยังบอกถึงระยะทางในการเดินทางซึ่งไกลพอตัวอีกทั้งตลอดเส้นทางยังเต็มไปด้วยอันตรายที่รออยู่ และเพราะหลินเอ๋อยังไม่สามารถต่อสู้ได้เพราะด้วยอาการของนาง  เอ้อหนานจึงได้ตัดสินใจบางอย่าง

    “หลินเอ๋อ”

    “เอ้อหนาน ท่านมีอะไรเหรอ”เข้ามาหาหลินเอ๋อหลังตัดสินใจอะไรบางอย่างได้

    “เราต้องเดินทางไปยังอุทยานเฉิงซิงก้วยซึ่งมันไกลและตลอดเส้นทางมันอันตราย  เจ้าจำได้ใช่ไหม”หลินเอ๋อพยักหน้าตอบ”ข้าจึงคิดว่าข้าจะทำบางอย่างแต่ต้องให้เจ้าอนุญาตเสียก่อน”

    “อะไรเหรอ?”

    “ข้าจะสอนวรยุทธให้เทียนเปา”แทบลุกขึ้นปฏิเสธไม่ทันเมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายจะสอนเทียนเปาให้เป็นวรยุทธ

    “ไม่ได้นะ นางยังเด็กนักข้าไม่ยอมเด็ดขาด”

    “ข้ารู้ว่านางยังเด็ก  แต่หากเราออกเดินทางไปยังอุทยานแล้วเจออันตรายขึ้นมา  เจ้าคิดว่าเจ้าจะทำเช่นไรตัวเจ้าเองก็ยังไม่สามารถต่อสู้ได้ ถ้าหวังจะพึ่งข้าอย่างเดียวก็ใช่ว่าข้าจะช่วยได้ตลอดถึงข้าจะเยี่ยมยุทธแต่ก็ไม่ได้แปลว่าข้าจะไร้ซึ่งจุดอ่อนนะ”

    อีกฝ่ายกล่าวอธิบายให้กับนางฟัง มันเป็นเหตุผลที่ฟังขึ้นเพราะจริงอย่างที่เอ้อหนานบอก  ถึงแม้อย่างนั้นหลินเอ๋อก็ยังเป็นกังวลว่าบุตรสาวคนโตของนางจะได้รับอันตราย

    “เอาเป็นว่าเจ้ายังไม่ต้องตอบข้าตอนนี้  ไว้เจ้าพร้อมแล้วค่อยตอบแล้วกัน”พูดจบก็เดินออกไปทิ้งให้หลินเอ๋อคิดคำตอบอยู่แต่เพียงคนเดียว  

     



           ในช่วงเย็นของวันหลินเอ๋อยังคงรักษาตัวอยู่แต่ในที่พักไม่ได้ออกไปไหน โดยมีเทียนเปาคอยเข้าออกอยู่ตลอดและสิ่งที่เอ้อหนานมาคุยกับนางก็ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว  นางจึงเรียกเทียนเปามา

    “ท่านแม่ มีอะไรงั้นเหรอ”เทียนเปาเอ่ยถามขึ้น

    “คือว่า  เทียนเปาเจ้าอยากเรียนวรยุทธไหม”ไม่มากความถามถึงประเด็นหลักทันที

    “อยากเรียนสิ ข้าเองก็อยากเป็นวรยุทธเหมือนท่านแม่เพื่อในอนาคตจะได้ปกป้องท่านแม่ปกป้องหลินเฟยด้วย”พูดพร้อมยิ้มแก้มปริมองผู้เป็นแม่”ท่านแม่ถามข้าทำไมเหรอ”

    “ก็.... เอ้อหนานมาคุยกับแม่ว่าจะสอนวุรยุทธให้กับเจ้า”

    “จริงเหรอ!”ร้องถามด้วยความตกใจและดีใจตื่นเต้นขึ้นมาทันที

    “ใช่ แต่แม่ยังไม่ได้ตอบอะไรเขากลับไป แม่กลัวว่าหากให้เจ้าเรียนแล้วเจ้าจะเป็นอันตราย”

    “ท่านแม่”ได้ยินเหตุผลของคนเป็นแม่นางก็พอจะเข้าใจ เทียนเปาจึงเข้าสวมกอดหลินเอ๋อพร้อมเอาหน้าซุกอกอุ่นๆของนาง

    “หากท่านแม่ตัดสินใจเช่นไรลูกก็พร้อมจะทำตาม  เทียนเปาจะไม่ดื้อกับท่านแม่”โอบกอดบุตรสาวพร้อมก้มลงหอมศีรษะของนางเบาๆ  

     



            เพราะใช้เวลาคิดแล้วคิดอีกอยู่นานพอควรจนข้ามวัน หลินเอ๋อจึงได้ตัดสินใจที่จะให้เอ้อหนานสอนวรยุทธแก่เทียนเปาได้หากแต่มีข้อแม้ว่า หากเห็นว่าจะเกิดอันตรายแก่นางให้หยุดทันทีแต่ไม่ใช่เลิก แค่เพียงหาวิธีที่จะทำให้นางไม่เป็นอันตรายและเอ้อหนานก็รับปากตามที่นางขอ  เมื่อามถึงวิชาที่จะสอนให้กับเทียนเปา

    “ข้าจะสอนเพียงสองวิชาเท่านั้น  เจ้าวางใจได้”

    “วิชาอะไร”หลินเอ๋อถามกลับด้วยความอยากรู้

    “วิชาแรกฝ่ามือน้ำแข็ง   ส่วนวิชาที่สองขลุ่ยบุปผา”บอกถึงชื่อของวิชาทั้งสองพร้อมมองไปยังเด็กสาวที่นั่งฟังอยู่ด้วย”วิชาฝ่ามือน้ำแข็ง  เป็นการโจมตีศัตรูได้ทั้งระยะใกล้และไกลโดยใช้ปราณเยือกเย็นเป็นหลัก มีเจ็ดกระบวนท่าซึ่งข้าคิดว่าวิชานี้จะทำให้นางสามารถรับมือและตอบโต้ได้ในเวลาไล่เลี่ยกัน”

    “แล้วอีกวิชาล่ะ”เทียนเปาเป็นฝ่ายถามบ้าง

    “ขลุ่ยบุปผา อันนี้ข้าคงต้องวานให้แม่นางมู่จินสอนเจ้าให้ใช้ขลุ่ยให้เป็นในระดับหนึ่งก่อน  แล้วข้าจะเขียนบทเพลงให้เจ้าฝึกเล่น  โดยประมาณมันเป็นวิชาที่อาศัยเสียงดนตรีในการโจมตีอีกทั้งยังช่วยรักษาได้หากใช้เป็น วิชานี้ได้เปรียบวิชาแขนงอื่นๆตรงที่สามารถใช้บทเพลงต่างๆมาเป็นการโจมตีได้อีกทั้งยังสามารถแต่งบทเพลงขึ้นมาใหม่เพื่อใช้ต่อสู้ได้ อยู่ที่ว่าบทเพลงเหล่านั้นมีจุดประสงค์อะไรเท่านั้นเอง”

    “ถ้าเป็นเช่นนั้น ข้ายินดีสอนเทียนเปานะ”มู่จินที่บังเอิญเดินมาได้ยินเข้าจึงได้กล่าวขึ้น

    “พี่มู่จิน!”เทียนเปาร้องเรียกพร้อมลุกขึ้นและรีบวิ่งเขาไปหาทันที”พี่จะสอนข้าจริงๆนะ”

    “แน่นอน   แต่เจ้าต้องตั้งใจเรียนนะ”เทียนเปารีบพยักหน้าตอบกลับอย่างดีใจทันที

    “หากเป็นเช่นนั้น เริ่มจากให้เทียนเปาฝึกขลุ่ยก่อน ส่วนปราณเยือกเย็นข้าจะเป็นผู้ฝึกในช่วงค่ำให้”เมื่อตกลงแบ่งเวลาเสร็จสิ้นก็เริ่มซึ่งการฝึกทันที

    มู่จินยอมรับและอนุญาตให้เทียนเปาเรียกตนว่าพี่ได้เพราะเห็นว่านางยังไม่มีพี่สาว อีกทั้งอยากจะสร้างความสนิทกับนางด้วยเพราะรู้สึกถูกชะตากับเทียนเปาขึ้นมา และเพราะตอนนี้นางได้ยินว่าเอ้อหนานจะสอนวิชาให้แต่เทียนเปาขาดหลักพื้นฐานในการดนตรีจึงอยากที่จะช่วยเหลือ



            เมื่อได้รับหน้าที่และยอมรับมู่จินพาเทียนเปามายังจวนของตนเองและนำเอาขลุ่ยไม้มองสองอัน  อันหนึ่งให้กับเทียนเปาไว้ใช้ฝึกส่วนอีกอันนางนำมาเพื่อเป็นตัวอย่างในการสอน

    “เอาล่ะ อย่างแรกเลยเจ้าต้องไล่เสียงจากต่ำไปหาสูงเสียก่อน”พูดจบก็เริ่มเป่าไล่เสียงให้กับเทียนเปาได้เรียนรู้  ก่อนจะให้นางได้ลองและนางก็ทำมันออกมาได้ดี

    “แบบนี้ใช่ไหม”เทียนเปาถามหลังไล่เสียงเสร็จ  มู่จินพยักหน้าตอบกลับพร้อมยิ้มให้

    “ทีนี้ เจ้าต้องทำเช่นนี้จนกว่าจะจำได้ว่าช่องไหนคือเสียงอะไร  และที่ต้องรู้อีกอย่างคือหากใช้ลมเบาเสียงจะต่ำแต่หากใช้ลมแรงเสียงจะแหลม”พูดจบก็ทำให้ดูอีกตัวอย่าง  เทียนเปาฟังอย่างตั้งใจ”เอาล่ะ  ฝึกเป่าไล่เสียงจนกว่าเจ้าจะจำช่องเสียงได้”


          เทียนเปาเริ่มฝึกเป่าไล่เสียงตามช่องบนตัวขลุ่ยไปเรื่อยๆโดยมีมู่จินคอยดูและฟังอยู่ข้างๆตลอด  จนเวลาเริ่มล่วงเลยนางเริ่มจำและจับเสียงของแต่ละช่องได้เป็นอย่างดี

    “ทำได้ดีมากเทียนเปา”เด็กสาวยิ้มอย่างดีใจหลังฝึกไล่เสียงอยู่นานจนเริ่มจำได้”ต่อไป  เจ้าจะต้องจำสัญลักษณ์ของแต่ละเสียงให้ได้  เดี๋ยวข้าจะเขียนตัวหนังสือให้ทีละตัวและจะทำเสียงให้เพื่อเจ้าจะได้จดจำ”

    “ตกลง”ว่าแล้วก็หยิบเอากระดาษมาเขียนตัวหนังสือทีละตัวและเป่าเสียงนั้น เทียนเปาพยายามจดจำอย่างตั้งใจว่าตัวไหนคือเสียงไหน  

    “ทีนี้ข้าจะชี้ที่ตัวหนังสือแล้วเจ้าเป่าตาม  จำได้ใช่ไหมว่าตัวไหนคือเสียงอะไร”เทียนเปาพยักหน้ารัวๆทันที มู่จินจึงได้เริ่มชี้ไปที่ตัวหนังสือและเทียนเปาก็เริ่มเป่าตาม


           ฝึกเช่นนี้ไปเรื่อยๆจนนางเริ่มจำได้แต่เพราะเวลาที่ล่วงเลยมามากจนเข้าถึงช่วงพลบค่ำ เทียนไปจัดการอาบน้ำแต่งตัวกินข้าวกินปลาเสร็จ  เอ้อหนานก็มายังที่พักของนางและแม่เพื่อเริ่มสอนปราณเยือกเย็นให้ตามเวลาของเขา

    “อยากแรกที่เจ้าจะต้องรู้ ปราณเยือกเย็นเป็นจุดชีพจรภายในที่ไม่นิยมใช้กันเพราะหากเมื่อเปิดใช้ จะไม่ต่างอะไรกับการที่เจ้าอยู่ในสถานที่หนาวเย็น  ฉะนั้นเจ้าต้องฝึกปรับตัวให้รับกับความหนาวเหน็บให้ได้เสียก่อน”

    “ข้าต้องทำเช่นไร?”

    “นั่งลง ทำสมาธิทำจิตให้ว่าง”เทียนเปาทำตามคำบอกของเอ้อหนาน ก่อนที่เขาจะมานั่งอยู่ตรงหน้าของนางและยกมือข้างหนึ่งขึ้นค้างไว้ตรงหน้าของนาง”ข้าจะใช้ฝ่ามือหิมะจำกัดพื้นที่รอบกายเจ้า  มันจะเย็นแต่ไม่มากให้เจ้าได้เริ่มปรับตัว  และเจ้าจะต้องทนกับมันให้ได้”


           เมื่อพูดจบก็เริ่มปล่อยไอเย็นห้อมล้อมกายของเทียนเปาทันที สิ่งแรกที่นางรับรู้ได้คือความเย็นที่จู่ๆก็มาปรากฏ ขนแขนของนางจู่ๆก็ลุกขึ้นทันทีอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นางพยายามตั้งสมาธิเพื่อรองรับมันจนเมื่อเอ้อหนานเห็นว่านางเริ่มปรับตัวได้  จึงได้เริ่มเพิ่มความเย็นขึ้นอีกระดับและปล่อยให้นางได้ปรับตัวอีกหน


           ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆในแต่ละขั้นจนเวลาเริ่มเข้าสู่เที่ยงคืน เทียนเปาเริ่มมีอาการตัวสั่นเพราะความหนาวเอ้อหนานจึงได้หยุดและให้นางไปพักผ่อน  เขาประเมินว่าเทียนเปาในวันพรุ่งอาจจะพร้อมสำหรับการฝึกที่หนักกว่าหนนี้และกลับมายังที่พักเพื่อเตรียมการฝึกในวันพรุ่งสำหรับเด็กสาว