มู่ไห่เฉินพุ่งจู่โจมด้วยเพลงหมัดสะเปะสะปะ มือปราบหลินถึงกับส่ายหัวพร่ำบ่นให้มือปราบเถี่ยฟัง
ทางมือปราบเถี่ยไม่โต้เถียง เพียงแต่ยิ้มมุมปากอย่างเข้าใจ
เพลงหมัดที่มู่ไห่เฉินปล่อยออกไปทำให้ร่างยักษ์เข้าขั้นหงุดหงิด ฝีมือต่ำเพียงนี้อาศัยเพียงความหาญกล้ามาประลอง นั้นทำให้เขาไม่ได้รู้สึกสนุกเลยแม้แต่น้อย
เขาสวนกลับมู่ไห่เฉินด้วยเพลงหมัดไปหลายชุดอย่างจริงจัง แต่มู่ไห่เฉินกลับพริ้วกายหลบได้จนหมด
ยามนี้ชายร่างยักษ์เพิ่งรู้สึกตัวแล้วว่าคนตรงหน้านี้มีฝีมืออยู่จริง อย่างน้อยวิชาตัวเบาถึงขั้นยอดเยี่ยม แม้ว่าเขาจะพยายามออกเพลงหมัดไปมากเท่าใด มู่ไห่เฉินกลับหลบได้อย่างฉิวเฉียดตลอด หากนี่ไม่ใช่ความบังเอิญ แปลว่าคนตรงหน้านั้นมองการต่อสู้จนขาดแล้ว แต่ขาดพละกำลังที่จะมาเอาชัยได้
แท้จริงแล้วก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ เพลงหมัดคู่ต่อสู้นั้นไม่ได้ซับซ้อน แต่เน้นไปด้วยพละกำลัง อาจจะด้วยเขาเป็นสายต่อสู้ในสนามรบ กระบวนท่าเลยไม่ได้พลิกแพลงซับซ้อนมากนัก
เพลงหมัดหนึ่งปล่อยออกมา มู่ไห่เฉินมิอาจจะหลบพ้นได้จึงใช้ฝ่ามือทั้งสองรับไว้ มู่ไห่เฉินอาศัยแรงนี้ผลักดันตัวเองถอยออกไป
ผู้คนต่างโห่ร้อง เหมือนว่านี่เป็นหมัดแรกที่ต่อยเข้าเป้า แต่หลายคนรู้ว่านี่ไม่ใช่เช่นนั้น
มู่ไห่เฉินพุ่งเข้าใส่จู่โจมอีกครั้ง สองสามหมัดแรกธรรมดาไม่มีน้ำหนัก มู่ไห่เฉินสืบเท้าาข้างขวาเหมือนเตะออกไป อีกฝ่ายยกแขนตั้งรับรออย่างประมาท นั่นเปิดโอกาสให้มู่ไห่เฉินหลอกเตะแต่หมุนตัวกระโดดขึ้นไปใช้ขาฟาดเข้าหัวศัตรูอย่างจังด้วยพละกำลังที่มิได้ออมแรง
คู่ต่อสู้โซเซมึนงง มู่ไห่เฉินไม่เปิดโอกาสซัดเพลงหมัดเจ็ดดาราอย่างชำนาญ คู่ต่อสู้โดนไปหลายหมัดพยายามยกแขนปกป้องใบหน้าและร่างกาย
ร่างยักษ์ยามนี้ระเบิดพลังปล่อยหมัดออกไปอย่างดุดันจนมู่ไห่เฉินต้องถอยออกมิอาจต้านทานได้
ทุกอย่างเป็นไปตามที่มู่ไห่เฉินคิด แต่เขาก็ไม่คาดคิดเลยว่าคู่ต่อสู้จะอึดมากขนาดนี้ เขาคาดหวังว่าจะสร้างอาการบาดเจ็บได้มากกว่านี้
ชายนอกด่านคำรามออกมาอย่างเกรี้ยวโกรธเมื่อรู้ว่ามู่ไห่เฉินแกล้งเล่นบทละครอ่อนแอให้ตนนั้นประมาท ตอนนี้เขารู้แล้วว่าคู่ต่อสู้ตรงหน้านี้ฝีมือไม่ธรรมดาแน่นอน
ชายร่างยักษ์พุ่งจู่โจมอย่างเดือดดาล มู่ไห่เฉินเองก็ไม่มีเหตุผลต้องเล่นละครใดอีก
ทั้งสองต่างปล่อยเพลงหมัดอย่างสูสี แม้บางครั้งมู่ไห่เฉินจะได้เปรียบบ้าง แต่ด้วยพละกำลังต่างเกินไปจึงทำให้ไม่สามารถสร้างความได้เปรียบมากนัก
ผู้คนทั้งสองฝ่ายยามนี้ต้องโห่ร้องเชียร์ฝั่งของตน
มู่ไห่เฉินเห็นเพลงหมัดของคู่ต่อสู้พุ่งมา เขาใช้วิชาคว้าดารา นี่ไม่ใช่เพื่อปลดสิ่งของบนมือศัตรู แต่เพียงทำให้ศัตรูสับสนชั่วครู่ เพราะสังการแขนไม่ได้
มู่ไห่เฉินซัดเพลงหมัดกลับไปเต็มแรง หมัดนี้แฝงด้วยลมปราณเต็มเปี่ยม แม้คู่ต่อสู้จะสับสนและถูกเพลงหมัดเต็ม ๆ แต่เขาก็สวนด้วยแรงถีบจากเท้ามหาศาลจนมู่ไห่เฉินกระเด็นลอยออกไป
ตลอดการต่อสู้มู่ไห่เฉินแม้จะโดนครั้งเดียว แต่ก็รู้สึกเจ็บปวดไปทั่วร่าง
ร่างยักษ์แม้เจ็บปวดอยู่บ้างแต่ก็ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข เขามั่นใจว่าแรงถีบเมื่อครู่สร้างความบอบช้ำไว้ไม่น้อย
ร่างใหญ่ลุกขึ้นและพุ่งใส่มู่ไห่เฉินอีกครั้ง มู่ไห่เฉินไม่รีรอยืนขึ้นตั้งท่าเตรียมรับมือการจู่โจมที่จะเข้ามา
ขณะที่เพลงหมัดคู่ต่อสู้ใกล้เข้ามา เหมือนมีสายลมอ่อน ๆ พัดผ่าน มู่ไห่เฉินสัมผัสได้ถึงความเบาบางอย่างที่ไม่เคยพบเจอ
“การดาวน์โหลดระดับลมปราณ เถี่ยเจิ้นไห่ เสร็จสิ้น ท่านได้รับลมปราณระดับขั้นก่อแก่นปราณ”
ทั้งร่างรู้สึกเบาบางขึ้น เส้นชีพจรทั้งหลายต่างรู้สึกถึงการไหลเวียนแบบควบคุมได้ ทุกอย่างรู้สึกถึงความต่อเนื่องไม่ขาดสาย
มู่ไห่เฉินเมื่อมองเพลงหมัดคู่ต่อสู้คล้ายจะเชื่องช้าลงเล็กน้อย ทันทีที่เพลงหมัดเข้ามาถึงตัว มู่ไห่เฉินพริ้วกายต่ำลงอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะย้ายตัวเองไปด้านหลังคู่ต่อสู้อย่างรวดเร็วจนมิอาจมองทัน
วิชาตัวเบาก้าวย่ำดาราตอนนี้แสดงผลออกมาอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าที่เคย ผู้คนที่เห็นล้วนชื่นชมในใจ
มู่ไห่เฉินกำหมัดแน่นก่อนจะกระโดดทุบไปด้านหลังท้ายทอยคู่ต่อสู้ ขณะที่คู่แข่งยังสงสัยอยู่ว่ามู่ไห่เฉินหายไปไหน
ร่างใหญ่ค่อย ๆ ล้มลงตรงหน้า ในแววตาของมู่ไห่เฉินปรากฏป้ายสุ่มพัฒนาตัวเอง แสงสีทองที่สว่างจ้าเกินกว่าทุกใบปรากฏขึ้นมา นี่เป็นครั้งแรกที่มู่ไห่เฉินได้เจอเหตุการณ์เช่นนี้
มู่ไห่เฉินเลือกเปิดแผ่นป้ายสีทองที่โดดเด่นกว่าใบไหน ๆ
“เลือกหนึ่งเป้าหมายสามารถดาวน์โหลดวรยุทธ์คนผู้นั้นสำเร็จได้ในทันที”
มู่ไห่เฉินแทบไม่อยากจะเชื่อจนต้องพยายามอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก
นี่ไม่ใช่แค่เลือกสำเร็จเพียงวิชาที่จำแนกออกมา แต่สามารถดาวน์โหลดวรยุทธ์ของคนผู้หนึ่งทั้งหมดได้ในพริบตา นี่ไม่มีสิ่งใดจะอธิบายออกมาได้ เส้นทางสู่ยอดฝีมือของเขา บัดนี้เหลือเพียงเอื้อมมือก็ถึง
แต่แล้วเสียงโห่ร้องรอบข้างก็ดังขึ้นไม่ขาดสาย มู่ไห่เฉินนั้นชนะการประลองโดยที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเป็นเช่นนี้ได้ นี่ไม่ใช่แค่ความอัศจรรย์ แต่หมายถึงศักดิ์ศรีของผู้คนด้วย
หลังการประกาศชัยชนะก็ไม่มีใครกล้าออกมาท้าประลองอีก
เหล่าหัวหน้าทหารและองครักษ์ต่างยิ้มมุมปากอย่างพอใจ
จากนั้นไม่นานก็มีคนใช้ผู้หนึ่งเดินมาเรียกมู่ไห่เฉินไปรับรางวัล
มู่ไห่เฉินเดินออกจากสนามและตรงไปยังตรงหน้าองค์หญิงแปดและองค์ชายรองนอกด่าน
องค์หญิงแปดกล่าวชื่นชม ก่อนจะมอบหีบเงินใบเล็กไปให้ ทางองค์ชายรองแม้คนของตนจะพ่ายแพ้แต่ก็รู้สึกชื่นชมในฝีมือของมู่ไห่เฉิน เขาได้มอบป้ายทองขนาดประมาณสองนิ้วมือ สลักอักษรบางอย่างไว้ แต่มู่ไห่เฉินเองก็อ่านไม่ออก
มู่ไห่เฉินทำตัวไม่ถูก ล้วนแต่ได้ก้มหน้าก้มตารับสิ่งของและเดินจากไป
มู่ไห่เฉินตรงไปยังมือปราบทั้งสอง มือปราบหลินคว้าหีบเงินก่อนเปิดมาดู ถึงไม่พูดถึงก้อนเงินที่อยู่ข้างในก็พอคาดเดาปริมาณจากใบหน้าของมือปราบหลินได้
มือปราบเถี่ยลุกขึ้นมาก่อนจะแย่งหีบเงินและปิดลงก่อนส่งต่อไปให้มู่ไห่เฉิน
มือปราบเถี่ยกล่าวยินดีและขอบคุณที่กอบกู้ชื่อเสียงของแผ่นดินไว้
คำพูดเหล่านี้ทำให้มู่ไห่เฉินภาคภูมิอยู่ไม่ใช่น้อย แต่มู่ไห่เฉินรู้ดีว่าตนนั้นหากไม่ได้ดาวน์โหลดระดับลมปราณจากมือปราบเถี่ย เหตุการณ์เมื่อสักครู่ก็ไม่อาจเป็นไปได้
ก่อนเข้านอนมู่ไห่เฉินยังคงทบทวนการต่อสู้ที่ผ่านมา ระดับลมปราณขั้นก่อแก่นปราณนั้นยอดเยี่ยมจริง ๆ มู่ไห่เฉินรู้สึกว่าร่างเบาบางลง วิชาตัวเบาก็คล่องแคล่วกว่าแต่ก่อนมาก รู้สึกว่าลมปราณในร่างกายนั้นควบคุมได้อย่างใจนึกมากขึ้น จนรู้สึกพิศดารกับสิ่งที่ได้สัมผัส
มู่ไห่เฉินจ้องมองไปยังเปลวเทียนที่ห่างออกไปสองสามก้าว มู่ไห่เฉินซัดไปหนึ่งฝ่ามือแผ่พุ่งลมปราณออกไป เปลวเทียนนั้นสั่นไหวจนดับลง
การแผ่พุ่งลมปราณตอนนี้แม้ไม่รุนแรงนัก แต่ทำได้มากเช่นนี้ก็นับว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว ตอนนี้ถือว่ามู่ไห่เฉินก็ได้พัฒนาตัวเองไปอีกขั้นแล้ว และนี่คงจะเป็นขั้นที่จะทำให้มู่ไห่เฉินเติบโตบนยุทธภพนี้ได้อย่างมั่งคงแน่นอน
การเดินทางของขบวนใช้เวลามากกว่ายี่สิบวันจึงไปถึงเมืองอู่หลิน ตลอดเส้นทางที่ผ่านมาล้วนราบรื่น และมู่ไห่เฉินก็คิดว่ามันก็ควรเป็นเช่นนั้น หากใครคิดจะขวางคงต้องได้ยกมาเป็นกองทัพถึงจะหยุดขบวนนี้ได้
หน้าประตูเมืองมีคณะเจ้าเมืองมารอต้อนรับพร้อมกับประชาชนจำนวนมาก
ที่นี่มีการกล่าวต้อนรับอยู่พักหนึ่ง ท่านเจ้าเมืองและรองเจ้าเมืองก็นำขบวนเข้าไปในเมือง และนี่ก็นับว่าเป็นการสิ้นสุดภารกิจของเหล่ามือปราบทั้งสาม
ทั้งสามนั่งจ้องขบวนค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้าไปในเมือง และเมื่อเข้าไปได้ประมาณหนึ่ง ขบวนทหารจำนวนหนึ่งก็ได้เคลื่อนตัวแยกออกไปทางตะวันตก
มู่ไห่เฉินสงสัยจึงได้เอ่ยถามออกไป มือปราบหลินที่ได้ยินก็รีบอธิบาย เหล่าทหารอารักขาส่วนหนึ่งจำต้องไปตั้งแคมป์บริเวณฝั่งตะวันตก เพราะเมื่อจบภารกิจที่เมืองอู่หลิน ขบวนนี้ก็จะออกไปทางตะวันตกเพื่อเดินทางต่อไปยังชายแดน นี่นับว่าเมืองอู่หลินเป็นเมืองใหญ่ทางเหนือเมืองสุดท้ายแล้วก็เป็นได้