ผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์

    บทที่ 45 เรื่องที่ไม่อยากจะพูด

    บทที่ 45เรื่องที่ไม่อยากจะพูด

    “เพราะฉันไม่อยากถูกเธอเกลียดมากไปกว่านี้”

     

           

            “ท่านไวโอเลตฉันเตรียมอาหารเช้าให้เรียบร้อยแล้วค่ะ”

                 

            เด็กสาวร่างบางกล่าวอย่างไม่มั่นใจในน้ำเสียงของตัวเองนักเธอยืนอยู่ในห้องนอนใหญ่ และมีร่างสองร่างนอนคุ้ดคู้อยู่บนเตียงใหญ่ใจกลางห้อง

                 

            “อา... ขอบใจมาก”

                 

            คนถูกปลุกบอกด้วยน้ำเสียงงัวเงียก่อนจะลุกขึ้นจากที่นอน

                 

            บลูพยักหน้าก่อนจะเสมองไปทางอื่นใบหน้าเรียบนิ่งของเด็กสาวขึ้นสีเรื่อเมื่อเห็นสภาพของหัวหน้านักรบอเวจีในสารรูปเพิ่งตื่นนอนเรือนผมสีเงินยวงชี้ตั้งไม่เป็นทรง นัยน์ตาสีม่วงหลุบต่ำอย่างคนนอนไม่พอเจ้าตัวอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวปลดกระดุมออกทุกเม็ดเผยให้เห็นผิวขาวจัดใบหน้างัวเงียได้ที่ แต่ภาพที่เห็นนี่จะไม่ทำให้เธอกระดากอายเลยแม้แต่นิดหากเจ้าตัวนอนอยู่ในห้องนอนของเขาไม่ใช่ห้องของเด็กสาวเจ้าของบ้านที่ยังคงนอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงด้วยกันกับเขา

                 

             “ขอโทษที่มาเอากะทันหันไปหน่อยจริงๆไม่ต้องเตรียมข้าวเช้าให้ก็ได้ เดี๋ยวฉันก็ไปแล้ว”

                 

            ไวโอเลตบอกเสียงเรียบก่อนจะลากสังขารตัวเองลงจากเตียงมือหยาบเอื้อมมือไปคลี่ผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างบางที่ยังคงหลับใหลอยู่ก่อนจะเดินมาหาเด็กสาว

                 

            “ขอบใจที่ช่วยดูแลเธอให้นะ”

                 

            “มันเป็นหน้าที่ของฉันอยู่แล้วค่ะอย่าได้เป็นห่วงทางนี้เลย”

                 

            บลูว่าก่อนจะโค้งตัวทำความเคารพเขาแล้วพาเดินออกไปยังห้องอาหารด้านล่าง

                 

            “แล้วอาการของยัยนี่เป็นยังไงบ้าง?”

                 

            “ยังไม่ได้สติอีกเลยนับตั้งแต่ตื่นขึ้นมาเมื่อสัปดาห์ก่อนค่ะ”

                 

            “งั้นเหรอ” ไวโอเลตพึมพำ “เรดเคยกลับมาที่นี่บ้างไหม?หลังจากที่ทะเลาะกันไปครั้งล่าสุด”

                 

            “ไม่เลยค่ะ” เด็กสาวตอบ ครั้งล่าสุดที่เด็กหนุ่มเอ่ยถึงนั้นก็ผ่านมาได้นานหลายปีแล้ว

                 

            “นั่นสินะ” ไวโอเลตเปรยขึ้นอีกครั้งพลางติดกระดุมเสื้อสองสามเม็ด“ก็เลยกลายเป็นพิงค์ที่คอยรองรับอารมณ์ยัยนี่แทนสินะ”

                 

            “ค่ะ”

                 

            เด็กสาวตอบรับไม่เต็มเสียง

                 

            ความขี้โมโหและอารมณ์ร้ายของคนเป็นนายที่นอนหลับอยู่บนเตียงนั้นเป็นที่รู้กันดีในหมู่นักรบอเวจีไม่มีใครหยุดผู้หญิงที่ตอนนี้กำลังนอนหลับสนิทอยู่บนเตียงได้เว้นเสียแต่จะเป็นไวโอเลตคนเดียวเท่านั้น กับเรด ดูเหมือนเมตาเรียจะถูกใจเขาแต่เด็กหนุ่มไม่ได้ให้ความสำคัญกับเธอเท่ากับที่เขาให้ไวโอเลต เมตาเรียจึงโมโหเรดมากเธอทำให้นัยน์ตาข้างหนึ่งของเรดกลายเป็นสีแดง บลูไม่ได้อยู่ที่นี่ตอนที่เกิดเหตุการณ์นั้นพิงค์เป็นคนเล่าให้เธอฟังหลังการพบกันครั้งต่อๆมาเรดก็กลายเป็นอีกคนที่ต้องมาคอยรองรับอารมณ์ของเมตาเรียแต่หลังจากที่ทะเลาะกันไปครั้งสุดท้ายเมื่อหลายปีก่อน เมตาเรียได้ไล่เขาออกจากคฤหาสน์และเรดไม่เคยกลับมาเหยียบที่นี่อีกเลยนับจากเหตุการณ์นั้น

                 

            “พิงค์ออกไปสู้กับผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธวอเทอร์มา”ไวโอเลตบอก ขณะก้าวเดินอาดๆไปตามระเบียงทางเดินภายในคฤหาสน์น้ำเสียงของเขาไม่ได้บ่งบอกว่าเขากำลังรู้สึกเช่นไร

                 

            แต่ใบหน้าของบลูไร้สีเลือดฝาดเด็กสาวเม้มปากแน่น สายตาหลุบต่ำมองดูพื้นขณะที่เดินตามหลังเด็กหนุ่มไปความสัมพันธ์ระหว่างเมตาเรียกับพิงค์นั้นเป็นความสัมพันธ์แบบเจ้านายกับทาสโดยแท้แม้ว่าพิงค์จะเป็นถึงรองหัวหน้าหน่วยของนักรบอเวจี แต่เมตาเรียไม่เคยชอบใจพิงค์เลยเด็กสาวไม่เคยรู้เหตุผลข้อนั้นเธอรู้แค่ว่าพิงค์กลายเป็นที่รองรับอารมณ์ร้ายๆทุกอย่างของเมตาเรียโดยที่ตัวพิงค์เองไม่เคยคิดแม้แต่จะตอบโต้เธอรู้ว่าพิงค์ภักดีต่อเมตาเรียอย่างสุดขั้วหัวใจ แต่รุ่นพี่สาวของเธอนั้นไม่เคยได้รับความเห็นใจจากเมตาเรียเลยสักครั้งเมื่อตอนที่เรดคอยช่วยดูแลเมตาเรียที่คฤหาสน์เขาพอจะช่วยปรามได้ด้วยอาศัยความถูกใจของเมตาเรียที่มีต่อตัวเขาแต่หลังจากที่เรดไป ไม่มีใครช่วยพิงค์ได้อีกและไวโอเลตก็ไม่ได้กลับมาที่นี่บ่อยนัก ด้วยเหตุผลหลายๆอย่างที่เด็กสาวไม่เคยเข้าใจ

                 

            ห้านักรบอเวจีทำอะไรเป็นความลับเสมอ

                 

            แม้ว่าตัวเธอเองจะอยู่ใกล้ชิดเมตาเรียมากกว่าพวกเขาแต่เธอไม่เคยรู้เรื่องราวใดๆเลยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเมตาเรียและห้านักรบอเวจี

                 

            “ฉันคิดว่าตามลำพังพิงค์คงไม่ออกไปทำเรื่องบ้าๆแบบนั้นหรอกเพราะถึงยังไงซะยัยนั่นก็มีทั้งเรดและแบล็คคอยช่วยดูแลอยู่แต่ไอ้ที่สติแตกแล้วออกไปสู้ทั้งๆที่ร่างกายของตัวเองทำอะไรไม่ได้แบบนั้นคงเป็นเพราะถูกเมตาเรียยุมาแน่ๆ”

                 

            ไวโอเลตบอกกับเธอ

                 

            “ให้หลับไปตลอดกาลแบบนั้นซะตั้งแต่แรกก็ดีหรอก”

                 

            น้ำเสียงนั่นไร้ความอาทรไม่เหลือความสัมพันธ์อันดีระหว่างเมตาเรียและไวโอเลตที่เธอเห็นเมื่อเช้าอีกต่อไปบลูไม่เข้าใจความคิดของไวโอเลต ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ครั้งนี้ก็เช่นกัน

                 

             “เมตาเรียเล่าอะไรให้เธอฟังบ้างหรือเปล่า?เรื่องของนักรบอเวจีจากเอิร์ธมูน”

                 

            ไวโอเลตถาม

                 

            บลูเสมองไปอีกทางพยายามที่จะไม่ให้เขาสัมผัสได้ถึงความหวาดกลัวในนัยน์ตาของเธอ

                 

            “เล่าค่ะ”เด็กสาวตอบเสียงแผ่ว “ตอนที่ฟื้นขึ้นมาคราวก่อน ท่านเมตาเรียบอกว่า ‘อีกไม่นานก็จะได้พบกันแล้ว’แต่รายละเอียดอื่นนอกเหนือจากนั้น ท่านเมตาเรียไม่ได้เล่าให้ฉันฟังค่ะ”

                 

            “เข้าใจล่ะ”ไวโอเลตพึมพำ

                  

            “ฉันมีเรื่องต้องใช้เธอบลู”

                 

            จู่ๆไวโอเลตก็หันมาพูดกับเธอนัยน์ตาสีม่วงใสของเขาแข็งกร้าว และนั่นทำให้เด็กสาวหวาดกลัวเขาจนตัวสั่น

                 

            “ฉันอยากให้เธอไปเจอเจ้าหญิงแห่งเอิร์ธมูน”ไวโอเลตบอก “เธอกับเด็กคนนั้นมีบางอย่างที่เหมือนกัน ถ้าฉันคาดเดาไม่ผิดอีกเดี๋ยวเราจะได้รู้กันว่าอดีตน้องชายของฉันทำอะไรลงไปบ้างหลังการต่อสู้ของเธอกับเจ้าหญิงแห่งเอิร์ธมูน”

                 

            คำสั่งของไวโอเลตนั้นบลูไม่อาจปฏิเสธได้

                 

            “ฉันจะให้กรีนมาที่นี่”ไวโอเลตกล่าวต่อไป และบลูคิดว่านั่นไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีสักเท่าไหร่กรีนเย็นชากับเมตาเรีย เขาไม่เคยฟังเมตาเรีย ไม่เคยเลยสักครั้งคนเดียวที่กรีนภักดีด้วยคือไวโอเลตและเธอไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นที่นี่บ้างหากเธอจากเมตาเรียไป

                 

            “ทำหน้าที่ของเธอให้ดีนี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้ต่อสู้ด้วยกันในฐานะนักรบอเวจี”

                 

            ไวโอเลตกล่าวก่อนจะเดินจากไป

                 

             

             

            

            “ทะเลาะกันอยู่เหรอไง?”โทวะถามขึ้นในอีกสามวันให้หลัง “เธอกับมาโมรุน่ะ”

            

            นัยน์ตาสีเขียวมรกตของเด็กหนุ่มจ้องเด็กสาวที่นั่งอยู่ข้างเตียงเขาไม่วางตาฝ่ามือเรียวที่กำลังสารวนอยู่กับการผ่าซีกเมลอนหยุดชะงักค้างทันทีที่เขาเอ่ยชื่อใครอีกคนที่ไม่ได้อยู่ในห้องนี้ขึ้นมา

            

            มินาโยะหลบสายตาเขาแววตาของเด็กสาวดูเศร้าหมองลง เขาเห็นนัยน์ตาของเธอบวมช้ำ เธอเป็นอย่างนี้มาได้หลายวันแล้วนับตั้งแต่ที่เขาฟื้นสติขึ้นมา

            

            “เปล่าหรอก”เธอตอบเขาเสียงแผ่วและลงมือจัดการกับลูกเมลอนในมืออีกครั้ง

            

            โทวะยังไม่ยอมแพ้

            

            “รู้ไม่ใช่เหรอว่าทำแบบนี้แล้วฉันจะไม่สบายใจน่ะ”เด็กหนุ่มพูดเสียงอ่อน “เธอมีเรื่องปิดบังฉันตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”

            

            มินาโยะดูจะสำนึกผิดขึ้นมาบ้างแต่กระนั้นก็ยังไม่ยอมพูดอะไรมากไปกว่า

            

            “ฉันก็แค่ไม่กล้าเผชิญหน้ากับมาโมรุเท่านั้นเอง”

            

            โทวะระบายลมหายใจอ่อนๆรู้ได้ทันทีว่าระหว่างที่เขาสลบไปสองคนนี้จะต้องมีเรื่องทะเลาะอะไรกันอีกแน่ ไม่อย่างนั้นต่างฝ่ายคงไม่พร้อมใจหนีหน้ากันและกันแบบนี้เขารู้ว่านี้ไม่ใช่ครั้งแรกก่อนหน้านี้ไม่นานพวกเขาสามคนก็แทบจะไม่ได้คุยกันเลยนับตั้งแต่วันที่พี่ชายของมาโมรุปรากฏตัวขึ้นแต่คราวนี้มันมีอะไรแปลกไปสถานการณ์ระหว่างพวกเขานั้นดูเหมือนจะรุนแรงยิ่งกว่าเก่าแม้เขากับมินาโยะจะสามารถหันหน้าพูดคุยกันโดยไม่สนใจเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นได้แล้วแต่ระหว่างมินาโยะกับมาโมรุมันไม่ใช่แบบนั้นเหมือนมีปัญหาอะไรที่หนักหนากว่าเข้ามาแทนที่ ปัญหาบางอย่างที่เขาไม่รู้

            

            ใช่ว่าเขาจะไม่เคยถามมาโมรุแต่อีกฝ่ายดูเหมือนจะอ้าปากคายความลับอะไรออกมาได้ยากกว่าเด็กสาวแม้เขาจะสนิทกับหมอนั่นมากกว่าก็ตามมาโมรุไม่เคยพูดอะไรเลย ระหว่างที่มาเยี่ยมเขาก็เอาแต่นั่งเหม่อนานๆทีก็จ้องมองไปที่ประตูห้อง เงี่ยหูฟังเสียงฝีเท้าเผื่อว่ามินาโยะจะโผล่พรวดเข้ามาน่าแปลกที่ทั้งสองคนนี้แม้จะหนีหน้ากันอยู่แต่ก็ยังทำเหมือนรู้ว่าอีกฝ่ายจะมาเยี่ยมเขาเวลาไหนดังนั้นสามวันมานี้คนทั้งคู่ไม่เคยเผชิญกันโดยตรงในห้องพักเขาเลยสักครั้งมินาโยะมักจะมาเยี่ยมเขาแต่เช้าตรู่ แล้วก็ออกไปช่วงเที่ยงๆ หลังจากนั้นหนึ่งชั่วโมงพอดิบพอดีมาโมรุก็จะโผล่มาจัดการกับของเยี่ยมของเขาที่วางกองพะเนินเต็มโต๊ะโดยไม่พูดจาอะไรบางทีเขาก็แอบคิดอยู่เหมือนกันว่ามาโมรุอาจจะไปซ่อนตัวอยู่ที่ห้องของเท็ตสึยะก็ได้แต่ดูเหมือนเท็ตสึยะจะอาการหนักยิ่งกว่าเขา ผ่านเรื่องราวมาสี่วันแล้วหมอนั่นก็ยังไม่ฟื้นขึ้นมาเลย

            

            “ที่เธอกับหมอนั่นไม่พูดกันสาเหตุคงไม่ได้มาจากเรื่องของพี่มาซารุหรอกใช่ไหม?”

            

            โทวะถามพลางลอบมองปฏิกิริยาของมินาโยะใบหน้าของเด็กสาวซีดลงในทันใดเมื่อได้ยินชื่อพี่ชายของมาโมรุ

            

            “ไม่เกี่ยวหรอก...มั้ง”

            

            มินาโยะตอบอย่างไม่มั่นใจนัก

            

            “ฉันเจอเขาอีกแล้วล่ะตอนที่ฉันกำลังจะกลับบ้าน เขามาช่วยฉันไว้จากไวโอเลต น่าแปลกนะ...ทั้งๆที่เขาอุตส่าห์มาช่วยฉัน แต่เขากลับไม่มองหน้าฉันเลยสักนิด”

            

            ไม่แม้แต่...จะฟังเสียงของฉัน

            

            ความเจ็บปวดที่กัดกินหัวใจอยู่นั้นเธอไม่อาจพูดออกไปให้ใครรับรู้ได้

            

            แต่เหมือนโทวะจะรู้แต่เด็กหนุ่มกลับพูดออกไปไม่ได้เขาพอจะเข้าใจว่าเหตุใดพี่มาซารุถึงไม่ยอมเผชิญหน้ากับมินาโยะ เขารู้ดีแก่ใจบางทีพี่ชายของมาโมรุเองอาจกำลังทำแบบที่พวกเขาทำกับมินาโยะทิ้งเธอไปในวันที่ความจริงปรากฏ ทั้งที่แบกรับความลับนั้นเอาไว้แต่กลับไม่กล้าเผชิญหน้า

            

            “ฉันขอโทษที่ทิ้งเธอไว้มันเป็นความผิดฉันของฉันเอง”

            

            โทวะพึมพำความผิดนั้นเขารู้ดีแก่ใจเขาเองไม่ใช่เหรอที่สัญญากับพี่มาซารุไว้ว่าจะปกป้องมินาโยะแต่เขากลับทิ้งเธอให้อยู่ตามลำพังให้เธอเผชิญหน้ากับความจริงที่เขาพยายามจะหลีกหนีเขาเองต่างหากที่ขี้ขลาดไม่กล้าแม้แต่จะเผชิญหน้ากับความจริงนั้น

            

            “นั่นไม่ใช่ความผิดของโทวะหรอกนะที่ฉันลืมเขาไปก็ด้วย ไม่ว่าจะเพราะอะไรก็แล้วแต่แต่การที่ฉันจำเขาไม่ได้ต่างหากล่ะที่ทำให้ฉันเจ็บปวด ฉัน...ไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าเขา ฉันกลัวว่าเขาจะเกลียดฉันที่เป็นแบบนี้”

            

            “เขาเป็นห่วงเธอมากกว่าที่เธอคิดไว้นะ”โทวะเปรย “ไม่งั้นเขาคงไม่ยอมเสียอะไรหลายๆอย่างเพื่อปกป้องเธอไว้หรอกต่อให้นั่นจะเป็นการทำร้ายเธอด้วยก็เถอะ”

            

            วูบหนึ่งที่มินาโยะชะงักไปเหมือนจะตกอยู่ในห้วงความคิดของตัวเองแต่แล้วในที่สุดเด็กสาวก็เงยหน้าขึ้นมองโทวะและสบตาเขาอย่างแน่วแน่

            

            “คนที่เขาพยายามจะปกป้องน่ะไม่ใช่ฉันหรอก”มินาโยะบอก “บางที... การที่มาโมรุกับฉันหลบหน้ากันอยู่แบบนี้อาจจะมาจากสาเหตุนี้ด้วยก็ได้เพราะว่าฉันไม่ใช่คนในฝันของพวกเขา”

            

            คำพูดของเด็กสาวไม่ได้ช่วยให้โทวะเข้าใจสถานการณ์ขึ้นมาเลยสักนิด

            

            “หมายถึงอะไร?”

            

            “โทวะเคยบอกแล้วสินะว่าไม่เคยเจอฉันที่โลกนั้นน่ะ”

            

            “ใช่”เด็กหนุ่มยอมรับ “เพราะว่าฉันไม่เคยออกจากเอิร์ธวอเทอร์ไปไหนเลยน่ะ”

            

            “ฉันเองก็เหมือนกัน”มินาโยะว่า ก่อนที่จะรีบเสริมต่อเมื่อเห็นว่าโทวะมีสีหน้าประหลาดใจ “ที่โลกนั้น...ที่เอิร์ธมูน ฉันมีพี่สาวอยู่หนึ่งคน พี่เป็นคนที่สวยแล้วก็สง่างามมากพี่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของฉัน พี่มีคู่หมั้นอยู่คนนึง เขาชื่อแอลโด้ ครอสเป็นรัชทายาทของเอิร์ธสตาร์พวกเขาอยู่ด้วยกันตลอดเวลาในขณะที่ฉันไม่เคยได้ออกจากดาวไปไหน”

            

            “ฉันไม่เข้าใจ”โทวะบอกด้วยสีหน้าตะลึงงัน “ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ารัชทายาทของเอิร์ธมูนมีสองคน”

            

            “พวกเขาปิดเรื่องของฉันไว้เป็นความลับด้วยเหตุผลที่แม้แต่ตัวฉันเองก็ยังไม่รู้ มาโมรุเห็นพี่และคิดว่าเป็นฉัน  และนั่น... ทำให้เขาเจ็บปวด”

            

            มินาโยะมีสีหน้าเศร้าหมองลงอย่างเห็นได้ชัดและความจริงที่เธอเอ่ยออกมานั้นทำให้โทวะถึงกับพูดอะไรไม่ออก เขาเชื่อมาตลอดว่าเขารู้ความลับทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับมินาโยะเขาเป็นคนที่รู้จักเธอมากกว่าใครๆแต่แล้วก็กลายเป็นเขาเองที่แทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเธอเลย เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่โลกก่อนเธอมีความเป็นอยู่ยังไงมีอดีตแบบไหนเขาไม่เคยถามหาเหตุผลเลยว่าทำไมพี่มาซารุถึงต้องพยายามปิดกั้นความทรงจำของเธอไว้เขาคิดเพียงแค่ว่าเพราะเธอเป็นคนสำคัญที่พวกเขาต้องการจะปกป้องและไม่อยากให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับสงครามในครั้งนี้ก็เท่านั้นนอกเหนือจากนั้น เธอราวกับเป็นคนแปลกหน้าที่เขาไม่รู้จัก

            

            กลายเป็นมาโมรุเสียอีกที่รู้จักเธอมากกว่าเขาแม้ว่ามาโมรุจะเข้าใจผิดเรื่องของเธอกับพี่สาวก็ตามหมอนั่นเฝ้ามองมินาโยะมาตลอดไม่ว่าจะอยู่ที่โลกนั้นหรือโลกนี้เขาเห็นสายตาของมาโมรุที่มองมายังมินาโยะ เขารู้จักแววตาแบบนั้นดีเฝ้ามองด้วยความรักและความคิดคำนึงหามาโมรุจะรู้สึกเจ็บปวดมากแค่ไหนที่รู้ว่ามินาโยะไม่ใช่คนที่ตัวเองเคยพบในอดีต หมอนั่นคงไม่ได้โทษว่าเป็นความผิดของมินาโยะหรอก บางทีอาจจะกำลังสับสนอยู่ว่าแท้จริงแล้วตัวเองชอบมินาโยะที่เป็นมินาโยะหรือชอบเธอที่เป็นภาพสะท้อนของคนในอดีตกันแน่!?

            

            ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าสองคนนี้หลบหน้ากันด้วยเหตุผลอะไร

            

            แต่เขา...จะเข้าไปจัดการกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ยังไงดีล่ะ?

            

            “ฉันจะไปเยี่ยมเท็ตสึยะสักหน่อยนะ”

            

            มินาโยะพูดขึ้นและนั่นทำให้ความคิดของโทวะหยุดชะงัก เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกา

            

            “ถ้าเจอมาโมรุฉันจะบอกเขานะว่าโทวะรออยู่”

            

            เด็กสาวตัดบทพร้อมกับส่งรอยยิ้มมาให้ยังไม่ทันที่โทวะจะทำอะไรได้ เธอก็รีบเดินออกไปจากห้องอย่างว่องไว

             

             

            


            มินาโยะมาเยี่ยมเท็ตสึยะได้สี่วันแล้วทุกครั้งที่มาหาเธอมักจะเห็นเท็ตสึยะนอนนิ่งอยู่บนเตียงคนไข้มีชินคอยเฝ้าอยู่ไม่ห่าง แต่วันนี้แตกต่างออกไป เธอไม่เห็นเท็ตสึยะอยู่ที่เตียงนอนส่วนชินที่ควรจะนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงนั้นตอนนี้กำลังยืนอยู่ใจกลางห้องเผชิญหน้ากับเด็กสาวแปลกหน้าที่มินาโยะไม่รู้จักแถมคนที่เธอหลบหน้ามาตลอดอย่างมาโมรุยังอยู่ด้วยกันกับเขา ท่าทางกระอักกระอวนใจไม่น้อยกับบรรยากาศแปลกๆภายในห้องยิ่งจู่ๆเธอก็เข้ามาปรากฏตัวแบบไม่คาดฝันยิ่งทำให้สภาพภายในห้องนั้นอบอวลไปด้วยความกดดันที่เด็กสาวไม่อาจหาคำมาอธิบายได้

            

            “เกิดอะไรขึ้นกับเท็ตสึยะ?”

            

            เด็กสาวแปลกหน้าเอ่ยถามชินผู้ซึ่งกำลังยืนนิ่งหลบตาเธออยู่ตรงหน้า

            

            “หมอบอกว่าจะพาไปเช็คอาการ” ชินว่า “เพราะว่าร่างกายรับภาระหนักเกินไปแต่ไม่รู้ทำไมจู่ๆถึงได้ทรุดขึ้นมา”

            

            สาเหตุที่ทำให้เท็ตสึยะไม่อยู่ในห้องดูจะสร้างความลำบากใจให้คนอื่นๆไม่น้อย

            

            เด็กสาวจ้องชินตาเขม็ง

            

            “นายสัญญากับฉันแล้วใช่ไหม ชิน?”

            

            ประโยคคำถามนั้นฟังดูคาดคั้นเอาการและพอจะเดาได้ทันทีว่าระหว่างเธอกับชินนั้น ทั้งคู่มีคำสัญญาใดร่วมกัน

            

            “ถ้าเกิดเท็ตสึยะเป็นอะไรไปฉันจะไม่ให้อภัยนาย”

            

            “หมอนั่นอยู่กับฉัน” มาโมรุแย้งขึ้น“คนที่ทำให้เท็ตสึยะเป็นแบบนั้นคือฉันไม่ใช่หมอนี่!”

            

            “พวกนายทุกคนนั่นแหละที่ทำให้เท็ตสึยะเป็นแบบนี้!” เธอตวาด“เท็ตสึยะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับสงครามคราวนี้เลยด้วยซ้ำหมอนั่นแค่ดวงซวยเจอกับห้านักรบอเวจีตอนสงครามใหญ่ถึงได้ถูกลากมาพัวพันกับเรื่องบ้าๆพวกนี้ถ้าไม่มีพวกนายซะ ถ้ายัยเจ้าหญิงงี่เง่านั่นยอมตายไปซะตั้งแต่ตอนนั้น สงครามมันคงไม่ยืดเยื้อมาจนถึงตอนนี้หรอก!”

            

            ใครบางคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น ‘เจ้าหญิงงี่เง่า’ สะดุ้งเฮือกโดยที่อีกฝ่ายไม่ต้องออกนามมินาโยะรู้สึกว่าการที่ตัวเองมีชีวิตอยู่มาได้จนถึงตอนนี้เธอได้สร้างความลำบากให้คนอื่นเอาไว้มากเหลือเกิน

            

            “โมโมกะ เรื่องนี้เธอไม่เกี่ยว”

            

            ชินพูดด้วยน้ำเสียงข่มอารมณ์โกรธสุดฤทธิ์

            

            “นั่นเป็นเรื่องที่ฉันกับเท็ตสึยะตัดสินใจร่วมกันในฐานะผู้พิทักษ์ไม่ว่าต้นเหตุของเรื่องมันจะมาจากอะไรความรับผิดชอบนั่นเป็นหน้าที่ของพวกเราผู้พิทักษ์ทุกคน”

            

            “แล้วพวกที่เหลืออยู่นี่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้หรือไง?”

            

            เด็กสาวถามด้วยน้ำเสียงเดือดดาล

            

            “ถ้าแค่เรื่องของตัวเองยังจัดการกันไม่ได้ กล้าดียังไงถึงได้ยืมมือคนอื่นเข้ามาช่วย!”

            

            “มันจะมากเกินไปแล้วนะ!” คราวนี้ดูเหมือนมาโมรุจะโกรธขึ้นมามากจริงๆแม้มินาโยะจะจำได้แล้วว่าเมื่อก่อนมาโมรุมักจะมีเรื่องชกต่อยกับพวกเด็กผู้ชายในห้องอยู่บ่อยครั้งแต่เขาไม่เคยทำตัวไม่สุภาพกับผู้หญิงเลย ยกเว้นแค่ในกรณีนี้

            

            “นายน่ะเงียบไปเลย”อีกฝ่ายก็ตอบโต้กลับมาได้ดุเดือดไม่แพ้กัน “ต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดมาจากความงี่เง่าของนายที่อยากอยู่ใกล้ผู้หญิงคนนี้ก็เท่านั้นเห็นหรือยังว่านายทำอะไรลงไป พี่ชายนายต้องไปเพราะความเอาแต่ใจของนายเด็กนี่ลืมหน้าแม้กระทั่งคนที่ตัวเองรัก แล้วนายได้ประโยชน์อะไรจากการกระทำนั้น?รู้ว่าหล่อนไม่ใช่คนที่อยู่ความทรงจำของตัวเองแล้วเคยถามตัวเองมั้ยว่าที่ทำลงไปทั้งหมดมันเพื่ออะไร!”

            

            “หยุดได้แล้ว โมโมกะ!” ชินร้องปรามเข้ามาขวางระหว่างเด็กสาวกับมาโมรุเอาไว้ระหว่างที่ทั้งสองฝ่ายแข่งจ้องตากันใบหน้าของมาโมรุบูดเบี้ยวราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

            

            มินาโยะไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเด็กสาวแปลกหน้าถึงได้รู้เรื่องในอดีตระหว่างพวกเธอได้แต่ในตอนนั้นเองที่ชินพยายามควบคุมสถานการณ์ก่อนที่เรื่องทั้งหมดจะบานปลาย

            

            “โมโมกะปล่อยเรื่องของทางนี้ให้พวกฉันจัดการกันเอง” ชินร้องขอ “ระหว่างที่เท็ตสึยะยังเป็นแบบนี้อยู่ช่วยคืนความทรงจำของหมอนั่นที่อยู่กับเธอให้เขาด้วยฉันคงให้หมอนั่นออกไปสู้อีกทั้งๆที่ความทรงจำไม่ครบไม่ได้”

            

            “นี่นายยังกล้าปล่อยให้เท็ตสึยะออกไปสู้อีกอย่างนั้นเหรอ!?”

            

            “ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเธอไม่ยอมคืนความทรงจำให้หมอนั่นด้วยหรือเปล่าเท็ตสึยะถึงได้เป็นแบบนี้”

            

            ชินพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา

            

            เงียบกันไปอึดใจ แม้แต่เด็กสาวแปลกหน้าเองก็ไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้

            

            ความทรงจำของเท็ตสึยะอยู่ที่เด็กสาวแปลกหน้าคนนี้เองน่ะเหรองั้นหมายความว่าที่ผ่านมาเท็ตสึยะเองก็มีความทรงจำไม่สมบูรณ์เช่นเดียวกับเธอ...มินาโยะคิด

            

            ในช่วงเวลาที่ราวกับจะหยุดนิ่งไปนั้นโมโมกะไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ เด็กสาวได้แต่พูดกับชินด้วยถ้อยคำเรียบๆว่า

            

            “ฉันเกลียดนาย”



    คล้ายกับเรื่องผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์ ที่คุณอ่าน