46 2-2
ตอนที่78 อดีตที่แสนตราตรึง
เซียถงอดตกใจกับแววตาอันเฉยชาของฉีหมิงเยว่ที่มีต่อไป๋หลี่เย่มิได้พึงทราบว่า ผู้หญิงทุกคนที่ได้เห็นไป๋หลี่เย่ต่างต้องกรีดร้องกันเป็นบ้าเป็นหลังหลงใหลกันหัวปักหัวปำ แต่นี่กลับเคลื่อนสายตามองไปผ่านไปอย่างหน้าตาเฉยจนท้ายที่สุดเซียถงถึงขั้นโพล่งตัวลุกขึ้นและมองติดตามสายตาของฉีหลิงเยว่ออกไปโดยไวด้านหลังไป๋หลี่เย่ ปรากฏเป็นร่างชายหนุ่มคนหนึ่งในชุดสีขาวคาดกระบี่สีเงินอยู่ที่เอวเล่มหนึ่ง ท่าทางสงบนิ่งปราศจากแววหยิ่งผยองจองหองใดๆแลดูเป็นคนไม่มีพิษภัยเลย ซึ่งชายคนนั้นก็มิใช่ใครอื่นนอกเสียจาก เซี่ยหลู่เฟิง
เสมือนกับว่าสัมผัสได้ถึงสายตาที่จับจ้องลงมาจากบนหน้าต่างโรงอาหารเซี่ยหลู่เฟิงจึงแหงนศีรษะมองขึ้นไปสบตาเข้ากับฉีหมิงเยว่อย่างพอดิบพอดีทั้งคู่รู้สึกตกใจไม่ต่าง ก่อนที่จะเป็นเซี่ยหลู่เฟิงที่ส่งยิ้มอบอุ่นมอบแก่อีกฝ่ายให้
ฉีหมิงเยว่ลุกขึ้นจากเก้าอี้เสียงดังพรวดพราดยกไม้ยกมือปิดป้องใบหน้าที่แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความเขินอายสุดขีดรีบวิ่งลงบันไดหนีออกไป
ฉีหมิงเยว่สับฝีเท้าหนีด้วยความตื่นตระหนกระหว่างทางใจสั่นระรัวตื่นเต้นจนไม่ดูทาง ความคิดภายในหัวตีกันสับสนไปหมดจนท้ายที่สุดวิ่งเข้าประสานงาชนเข้ากับไป๋หลี่อวี๋อิงที่บังเอิญผ่านมาแถวหน้าประตูทางเข้าออกโรงอาหารพอดีทั้งสองถึงกับล้มคะมำร่วงลงกับพื้นก้นจ้ำเบ้า
“นังบ้านนอกที่ไหนอีก?กล้าดีอย่างไรมาวิ่งชนองค์หญิงจนล้มคะมำเช่นนี้? ใจร้อนอะไรปานนั้น?”
กลุ่มสาวๆที่ค่อยเดินติดตามไป๋หลี่อวี๋อิงรีบเข้าช่วยพยุงร่างขององค์หญิงแสนเถิดทูนของตนเองขึ้นมาโดยไวบางคนถึงกับวิ่งไปถีบยอดอกของฉีหมิงเยว่ซ้ำอย่างแรงจนนอนหงายลงกับพื้นทันที
โดนฉีหมิงเยว่วิ่งชนจนล้มคะมำกลางที่สาธารณะปานนี้ไป๋หลี่อวี๋อิงย่อมรู้สึกอับอายขายขึ้หน้าเป็นที่สุด หลังจากที่บรรดาสาวๆเหล่านั้นพยุงร่างขึ้นมา นางก็หยิบแส้ที่คาดเอวขึ้นมาและกระหน่ำฟาดใส่ฉีหมิงเยว่ไม่หยุดหย่อน คำรามลั่นด้วยความโกรธจัดว่า
“นังโง่!เดี๋ยวองค์หญิงผู้นี้ควักลูกตาให้สุนัขจรกินเลยดีหรือไม่?!”
แส้เส้นหนาฟาดใส่ทั่วร่างฉีหมิงเยว่อย่างบ้าคลั่งเสียงเนื้อหนังปริแตกดัง กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นเกินพรรณนาจนถึงขั้นที่ว่านางต้องเก็บขาเก็บแขนหดตัวเป็นลูกหนังกลมด้วยความทรมานนอนสั่นเทาอยู่กับพื้นดินแบบนั้นพยายามยื่นมือขึ้นพนมและกล่าวขอโทษขอโพยไป๋หลี่อวี่อิง จากนั้นจึงค่อยหมอบคลานออกไปอย่างทะลักทะเล
“คิดจะจากก็จากไปเช่นนี้?ไม่ง่ายเกินไปหน่อยกระมัง?”
ปรากฏหญิงสาวทั้งสองคนก้าวฉับเดินออกมาจิกหัวฉีหมิงเยว่และโยนร่างของนางกลับไปทีเดิมก่อนจะพวกนางจะง้างรัศมียกมือขึ้นรุมตบอีกชุดใหญ่จนท้ายที่สุดฉีหมิงเยว่ไปกองกับพื้นดินฝุ่นแดง นอนหมดสภาพแน่นิ่ง
ก่อนจะได้ตะเกียกตะกายลุกขึ้นฉีหมิงเยว่โดนบาทาของบรรดาสาวๆถีบซ้ำจนหน้าหงายครั้งนี้นอนหดตัวนิ่งไม่กล้าขยับไปไหนอีก แววตาเปี่ยมไปด้วยความกลัวสุดขีด
“ข้าจำได้แล้วนังนี่แหละที่ช่วยนังอัปลักษณ์น่าเกลียดตัวนั้น บัญชีแค้นที่ทำกับหลานอวี่จะไม่ถูกสะสางเช่นนั้นขอรวบยอดทีเดียวในวันนี้!”
“คิดว่าตัวเองเป็นใครถึงกล้าวิ่งชนองค์หญิงของพวกเรา?จะชดใช้อย่างไรที่ร่างกายสกปรกๆ ของเจ้าสัมผัสโดนองค์หญิง!เจ้าตายแน่!”
“เจ้ากับนังอัปลักษณ์นั่นล้วนเป็นศัตรูของสาธารณะวันนี้เจอเจ้าก่อน เช่นนั้นก็ต้องโดนสั่งสอนก่อน!”
ระดับความแข็งแกร่งของฉีหมิงเยว่นับว่าไม่โดดเด่นอะไรยามนี้นางถูกบรรดาสาวๆ ปิดล้อมกรอบเอาไว้นับสิบย่อมไม่มีพละกำลังใดจะไปต่อต้านได้เลย ทั้งตอนนี้เองนางถึงกับดิ้นพล่านเพราะถูกหนึ่งในนั้นใช้เท้าเหยียบฝ่ามือขยี้เหยียบย้ำไม่หยุด มุมปากกระอักเลือดสดสายหนึ่งรินไหลสีหน้าซีดเผือดเจ็บปวดแทบสิ้นสติ
“นังอัปลักษณ์นั่นกล้าทำให้หลานอวี่ต้องเสียโฉมเช่นนั้นแล้ว เรามาทำให้หน้าของนังนี่เสียโฉมบ้างดีหรือไม่?”
หนึ่งในนั้นกล่าวแนะนำขึ้นพร้อมรอยยิ้มแสนชั่วร้าย
บรรดาสาวๆทั้งหลายต่างมองไปที่ไป๋หลี่อวี๋อิง ราวกับกำลังรอความเห็นจากนางซึ่งนางเองก็ยื่นกอดอกมองดูฉีหมิงเยว่นอนโทรมอยู่กับพื้นอย่างเฉยชามุมปากกระตุกยิ้มขึ้นทีหนึ่ง กล่าวเพียงว่า
“ตามใจจะต้มยำทำแกงอะไรกับมันก็ตามอิสระพวกเจ้าเลย”
ขณะนั้นเองดวงตาของนางพลันฉายแววชั่วร้ายออกมา ระดับน้ำเสียงแปรเปลี่ยนไป ฉีกยิ้มกว้างอย่างมีความสุขกล่าวว่า
“แต่พวกเจ้าไม่คิดหรือว่าการทำให้นังนี่ตาบอดจะเป็นวิธีที่น่าสนใจกว่าทำให้เสียโฉมเฉยๆ?”
ในเมื่อไม่มีทางจัดการกับเซียถงได้อยู่แล้วเช่นนั้นก็แค่ลงมือให้หนักกับทุกคนที่อยู่รอบตัวของมันจัดการฉีหมิงเยว่ทำลายอนาคตของนังนี้ไม่ให้เหลือ แล้วขอดูเสียหน่อยว่าต่อไปยังมีใครกล้าผูกมิตรกับนังเซียถงอีก?
“องค์หญิงของเราฉลาดหลักแหลม!ทำให้มันพิการตาบอดย่อมเป็นความคิดที่ดีกว่าทมำให้เสียโฉมมาก!”
บรรดาสาวๆเหล่านั้นต่างพยักหน้าพึงพอใจสาวรับใช้นางหนึ่งของไป๋หลี่อวี๋อิงหยิบมีดสั้นเล่มหนึ่งขึ้นมาถือในมือและเดินตรงไปจิกหัวฉีหมิงเยว่ขึ้นมาง้างมีดกว้างพุ่งเสียบใส่ดวงตาของนางอย่างเลือดเย็น
ฉีหมิงเยว่เหม่อมองคมมีดที่กำลังแทงเข้าหาก่อนจะหลับตาลงอย่างแช่มช้าภาพใบหน้าของเซี่ยหลู่เฟิงโฉมฉายขึ้นมาในหัวของนางทันใดยามนี้นางมิได้รู้สึกกลัวเลยสักนิด เพียงว่ายังมีปลายแสงแห่งความหวังหลงเหลือ
เขาคนนั้นจะปรากฏตัวขึ้นมาช่วยนางในยามคับขันดังตอนนั้นอีกหรือไม่? เป็นยามค่ำคืนที่มีพายคมดาบอันแสนโกลาหลและบ้าคลั่งจู่โจมทั่วสารทิศตัวข้าอยู่ระหว่างความเป็นความตาย แต่ทันใดนั้นก็มีชายหนุ่มในชุดขาวตรงเข้ามาช่วยเหลือในมือกระชับกระบี่สีเงินเย็นเล่มหนึ่งเอาไว้ เข้าสกัดพายุดาบอันแสนโกลาหลนั่น
ในคืนนั้น....ที่องค์จักรพรรดิต้องการกำจัดนางทิ้งเหล่าญาติพี่น้องล้วนนอนจมทะเลเลือดโดยสิ้น นางปราศจากความช่วยเหลือใดอีกต่อไปเสมือนจมลงสู่ก้นมหาสมุทรแห่งความสิ้นหวัง เฝ้ารอเพียงความตายที่คืบคลานเข้ามาขณะที่ร่างกายที่ค่อยๆ ดำดิ่งสู่ห้วงสีทมิฬไร้ขอบเขตทันใดนั้นก็มีมือคู่หนึ่งอันแสนอบอุ่นเอื้อมเข้ามากลัดกุมช่วยเหลือและพานางออกไปจากทะเลแห่งซากศพและวังเวงแห่งความสิ้นหวังอันน่าสะพรึงกลัวออกมา
ท่ามกลางความหนาบเหน็บและโดดเดี่ยวเขากล่าวว่า รอข้าอยู่ตรงนี้ อีกไม่นานข้าจะพาเจ้าออกไปเอง
ทั่วทั้งร่างกายของนางในขณะนั้นปกคลุมไปด้วยเลือดสีแดงฉานแต่เขาคนนั้นก็ยังโอบกอดไว้แน่นในอ้อมแขนช่างเป็นแรกสัมผัสที่อบอุ่นหัวใจเกินบรรยาย เฝ้ารอเพียงไม่นาน เซี่ยหลู่เฟิงก็พานางออกมาจากโศกนาฏกรรมในหุบเขาตอนนั้นได้
“เจ้าไม่เป็นอะไรกระมัง?”
สุ้มเสียงหนึ่งที่แสนอบอุ่นเปล่งดังขึ้นข้างใบหูของฉีหมิงเยว่ได้ปลุกนางขึ้นจากภวังค์แห่งความทรงจำพอลืมตาตื่นขึ้นมาก็สบเข้ากับใบหน้าอันหล่อเหลาดั่งที่ก้นบึ้งภายในดวงใจปรารถนาเอาไว้นัยน์ตาสุกไสวของเขาช่างอบอุ่นไม่เคยแปรเปลี่ยนไปเลยสักนิดเฉกเช่นเดียวกับเมื่อสามปีที่แล้วไม่มีผิด
ความเศร้า ความสิ้นหวังและความปีติทั้งหลายหลากทะลักพวยพุ่งออกมาจากสายตาคู่ของนางในทันทีคล้ายมีคำพูดนับไม่ถ้วนต้องการจะเปล่งออกมา แต่กลับสำลักติดอยู่ในลำคอด้วยความปลื้มปีตินางทำได้เพียงคว้าอกเสื้อของอีกฝ่ายและกอดไว้แน่น