บทที่45ฝืนลิขิตฟ้า
ขบวนมนุษย์ไร้สิ้นสุดเดินเรียงรายไปเบื้องหน้าอย่างเอื่อยเฉื่อยพวกมันคล้ายดั่งไม่มีชีวิตจิตใจ ทุกย่างก้าวจึงเป็นเหมือนคนที่กำลังนอนละเมออยู่ก็ปานเฟยหลงที่เป็นส่วนหนึ่งในขบวนมนุษย์เหล่านี้กลับแตกต่างออกไป เพราะว่ามันยังมีความคำนึงนึกคิดอยู่เพียงแต่ว่ามันกลับแสดงออกมามิได้ ทั้งยังไม่สามารถควบคุมบังคับร่างกายของตนเองได้เช่นนั้นมันจึงปล่อยไปเลยตามเลย เดินตามขบวนเหล่านี้ไปโดยมิอาจขัดขืน
ไม่รู้ว่าเวลาล่วงเลยผ่านไปนานเท่าใดในที่สุดเฟยหลงก็ได้มาหยุดยืนอยู่ต่อหน้าประตูโบราณบานใหญ่ ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้นสองบานแบ่งเป็นซ้ายขวาประตูโบราณทั้งสองถูกกั้นกลางไว้ด้วยคัมภีร์อันเก่าเกรอะ เล่มขนาดใหญ่สีดำทมิฬลอยค้างอยู่กลางอากาศคัมภีร์เล่มนี้มีไอสีดำแดงปลดปล่อยออกมา และมีอานุภาพที่คุกคามกดดันจิตใจคนอย่างยิ่ง
ภายใต้ครรลองจักษุสายตาของเฟยหลงทุกช่วงเวลาไม่กี่อึดใจ ชายหนุ่มจะเห็นว่าต้องมีมนุษย์หนึ่งคนที่เดินผลัดกันเข้าไปอยู่เบื้องหน้าคัมภีร์เล่มนั้นจากนั้นหน้ากระดาษในคัมภีร์จะเลื่อนเปิดไปหน้าถัดไป และมีเสียงที่สากใบหู กระชากจิตวิญญาณดังขึ้น
“ชางอวู่ยี่ อายุแปดสิบสี่ปีสิ้นอายุขัยด้วยวัยชราภาพ ตลอดการมีชีวิตประกอบแต่กรรมดี ช่วยเหลือผู้อื่น พิพากษาให้…….ส่งไปยังประตูแห่งสวรรค์”
สิ้นเสียง ประตูโบราณด้านซ้ายมือพลันเปล่งแสงสีฟ้าครามก่อนหมุนวนเกิดการบิดเบี้ยวในบรรยากาศและดึงดูดเอาร่างของชายชราที่ยืนอยู่หน้าคัมภีร์โบราณนั้นไปจากนั้นแสงสีฟ้าครามก็อ่อนจางลง ก่อนกลับมาอยู่ในสภาพเดิม
เมื่อชายชราหายไป ก็มีบุรุษกลางคนอีกผู้เดินเหม่อลอยเข้าไปแทนที่ตำแหน่งของชายชราก่อนที่คัมภีร์โบราณจะเลื่อนเปิดไปอีกหน้า พร้อมทั้งมีเสียงกล่าวขึ้นดังเดิม
“หว๋อฮัง อายุสี่สิบเอ็ดปีสิ้นอายุขัยด้วยพลังญาณของผู้ฝึกญาณที่กำลังต่อสู้กัน ตลอดการมีชีวิตประกอบทั้งกรรมดีและกรรมชั่วมิเลื่อมล้ำ พิพากษาให้……..ส่งไปยังประตูนรกเป็นเวลาสามพันปีเมื่อพ้นกำหนดให้เคลื่อนย้ายสู่ประตูแห่งสวรรค์
สิ้นเสียง ประตูโบราณด้านขวามือพลันเปล่งแสงสีแดงเพลิงดั่งไฟบรรลัยกัลป์คลื่นความร้อนที่มิทราบมาจากแห่งหนใดพลันประทุออก ส่งให้ร่างของชายวัยกลางผู้นั้นต้องลุกไหม้ไปด้วยเปลวเพลิงเสียงร้องที่มิเคยเปล่งออกจากปากของมัน ตอนนี้กลับกลายเป็นเสียงโอดครวญน่าสยดสยอง มินานร่างของมันก็ถูกประตูบานดังกล่าวดึงดูดเข้าไปแล้วประตูก็ถูกปิดลงในที่สุด
เหตุการณ์ดำเนินเช่นนี้ไปเรื่อยๆ
“ซางหยา อายุสี่สิบสามปีสิ้นอายุขัยด้วยพลังญาณของชายนิรนาม ตลอดการมีชีวิตประกอบแต่กรรมชั่ว มีกรรมดีเพียงน้อยนิดชั่วชีวิตมีแต่เข่นฆ่า ชิงทรัพย์ เหล่าคนผู้บริสุทธิ์มากมายตกตายด้วยน้ำมือเจ้า พิพากษาให้…..ส่งไปยังประตูนรกเป็นเวลาชั่วกัปชั่วกัลป์
ครืนนนน อ๊ากกกกกกกก
เฟยหลงรู้สึกเหน็บหนาวไปถึงจิตวิญญาณเพราะอีกไม่นานชายหนุ่มก็ต้องไปยืนเบื้องหน้าคัมภีร์เล่มนั้นแล้ว คนจึงพยายามดิ้นรนขยับร่างกายเพื่อตนจะหลบออกจากขบวนมนุษย์ดังกล่าวนี้แต่ไม่ว่าจะพยายามฝืนบังคับร่างกายเพียงไหน คนก็มิอาจที่จะหยุดยั้งการก้าวเดินของขาแต่ละข้างไปได้เฟยหลงครุ่นคิด
“หรือนี่คือเส้นทางแห่งปรโลก….เราตายไปแล้วจริงๆ”
ขณะครุ่นคิดร่างกายของชายหนุ่มก็ได้ขยับเข้าไปยืนหน้าคัมภีร์โบราณเล่มนั้นแล้วพลังกดดันที่ปลดปล่อยจากคัมภีร์อันเก่าเกอะส่งให้จิตวิญญาณของเฟยหลงแทบสูญสลาย ชายหนุ่มพยายามฝืนกลั้นมิให้สติเศษเสี้ยวที่เหลือต้องดับมอดไปด้านตัวคัมภีร์ก็ได้เลื่อนเปิดไปอีกหน้า พร้อมทั้งมีเสียงกระชากวิญญาณดังขึ้น
“เฟยหลง อายุสิบเก้าปีสิ้นอายุขัยด้วยการต่อสู้กลับผู้ฝึกญาณที่มีระดับด่านญาณสูงกว่าตน ตลอดการมีชีวิตประกอบทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว โดยกรรมดีมีมากกว่า เจ้าช่วยเหลือผู้อื่นด้วยคุณธรรม แต่ก็มีการเข่นฆ่าสังหารคนถึงแม้พวกมันจะชั่วช้าแต่ก็ถือว่าเป็นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่สามารถนำความดีมาลบกลบได้เช่นนั้นจึงพิพากษาให้….. ส่งไปยังประตูนรกเป็นเวลาหนึ่งร้อยปีเมื่อพ้นกำหนดให้เคลื่อนย้ายสู่ประตูแห่งสวรรค์”
ครืนนน ประตูโบราณด้านขวามือเปล่งแสงสีแดงเพลิงก่อนหมุนวนราวพายุคลั่ง คลื่นความร้อนที่ปลดปล่อยออกมาแทบแผดเผาจิตวิญญาณของเฟยหลงจนมอดไหม้ชายหนุ่มเพ่งจิตขัดขืนเต็มกำลัง แต่สายน้ำอันเชี่ยวกราก มีหรือที่เรือผุพังจะกั้นขวางได้
อ๊ากกก ไฟบรรลัยกัลป์ค่อยๆลามเลียไปตามร่างของเฟยหลง พลังความร้อนกัดกินลึกถึงจิตวิญญาณ โดยชายหนุ่มมิอาจที่จะขัดขืนได้ไม่นานร่างของมันก็ลอยขึ้นสูงจากพื้นดินเข้าหาประตูแดงเพลิงเบื้องหน้า
“ไม่ได้ ข้าจะให้เรื่องจบลงเช่นนี้ไม่ได้ไม่มีทางงงงง”
ณ กลางป่านอกเขตบริเวณของเมืองหลวงแคว้นเหยียนมีร่างอันไร้ชีวิตของบุรุษผู้หนึ่งนั่งคอพับอยู่ ที่หน้าอกซ้ายของมันมีร่องรอยถูกของแหลมคมแทงทะลุโลหิตสดที่บาดแผลของมันจึงไหลอาบชะโลมไปทั่วพื้นดิน และมีโลหิตบางส่วนที่ไหลอาบไปยังตัวกระบี่สีดำมะเมื่อมที่วางทิ้งอยู่บนพื้นเบื้องหน้าของมันเมื่อโลหิตสัมผัสกับตัวกระบี่ มินานตัวกระบี่ก็เกิดการสั่นไหว พร้อมทั้งส่งเสียงอึงอลสะท้อนสะท้านไปทั่วสามภพ ก่อนจะเปล่งแสงสีขาวเจิดจ้าอย่างที่มิเคยเป็นมาก่อน
ชั่วขณะที่เฟยหลงกำลังจะถูกดึงดูดเข้าสู่ประตูนรกหรือประตูแห่งไฟบรรลัยกัลป์จิตส่วนหนึ่งกลับนึกคิดไปถึงข้อความในถ้ำใต้บึงมรณะร้อยลี้ เคล็ดวิชาแห่งจักรวาลนกาลบทที่หนึ่ง ดาราเคลื่อนคล้อย ความคิดสิ้นสุดแสงสีขาวเจิดจ้าก็ปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าของชายหนุ่มใต้แสงสีขาวกลับปรากฏเป็นตัวกระบี่ที่โปร่งแสงเรืองรอง เมื่อตัวกระบี่บังเกิด ร่างที่คล้ายถูกพันธนาการของเฟยหลงก็ถูกปลดปล่อยคนคว้ามือไปกำด้ามกระบี่โปร่งใส ก่อนตวัดฟันใส่วังวนแห่งไฟบรรลัยกัลป์ที่ดึงดูดตนเองเข้าไปในทันที
เปรี้ยงงงง เสียงดังปานจะถล่มฟ้าผ่าปฐพีออกเป็นชิ้นๆส่งให้บรรยากาศที่นิ่งสงบเมื่อครู่เกิดการฉีกกระชากปั่นป่วน กระแทกร่างเฟยหลงให้กระเด็นไปไกลเมื่อเหตุการณ์ที่เหนือความคาดหมายที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในแดนปรโลกแห่งนี้บังเกิดขึ้นคัมภีร์โบราณก็ปรากฏเป็นกลุ่มหมอกมายาสีแดงฉานลอยพุ่งออกมา จากนั้นเริ่มก่อตัวกลายเป็นรูปร่างของอสุราสีแดงชาดขนาดใหญ่หัวของมันมีเขาสีดำคู่หนึ่งยืดยาวออกมา ส่วนนัยน์ตาของมันแดงก่ำหน้าหวาดหวั่น มือก็ถือหอกสามง่ามที่มีขนาดสูงยาวกว่าตัวมันเกือบเท่าตัวดูแล้วน่าเกรงขามยิ่งนัก เจ้าอสุราสีแดงชาดจ้องนัยน์ที่แดงก่ำมาทางเฟยหลง ก่อนกล่าวเสียงสากกระชากวิญญาณซึ่งเป็นโทนเสียงเดียวกับคัมภีร์โบราณเล่มใหญ่นั่น
“เจ้าวิญญาณอันต่ำต้อยถึงกลับครองสติสัมปชัญญะในแดนปรโลกได้ นับว่าหาได้ยากนัก แต่เจ้าวิญญาณเอ๋ย อันลิขิตฟ้ามนุษย์เช่นเจ้ามิอาจฝ่าฝืนคัมภีร์รายนามมรณะเล่มนี้ได้ปรากฏชื่อของเจ้ามาแล้ว เช่นนั้นจงยินยอมรับคำพิพากษาแต่โดยดี”
เฟยหลงถือกระบี่โปร่งใสยืนหยัดเผชิญหน้ากับอสุราสีแดงชาดโดยมิย่นระย่อมันจ้องตาสีแดงก่ำก่อนกล่าวขึ้น
“ข้ายังมิอาจตายได้ข้าจะมิยินยอมตายเช่นนี้เด็ดขาด ข้าจะต้องกลับไปให้ได้”
อสุราสีแดงชาดตะโกนก้องอย่างมีโทสะ“บังอาจ คิดว่าแดนปรโลกเป็นสนามเด็กเล่น คิดมาก็มา คิดไปก็ไปเช่นนั้นหรือหากเจ้าไม่ยินยอมแต่โดยดีโทษในภพภูมินรกของเจ้าจะเพิ่มพูนขึ้น… จงรับคำพิพากษาจากคัมภีร์รายนามมรณะ”
เฟยหลงฟังคำกล่าวของอสุราสีแดงชาดก็ได้คิดขึ้นมันทราบว่าตนมีรายชื่อในคัมภีร์รายนามมรณะเล่มนั้น จึงต้องรับคำพิพากษา แต่หากมันทำลายหน้าคัมภีร์รายนามมรณะที่มีชื่อตนเองออกเล่าคิดเช่นนั้นเฟยหลงเหมือนจุดประกายความหวังที่จะกลับไปขึ้นมาได้ แม้มิทราบว่าจะสัมฤทธิ์ผลหรือไม่แต่อย่างน้อยก็มีหนทางให้ดิ้นรน
เช่นนั้นเฟยหลงจึงกุมกระบี่โปร่งแสงในมือแน่นดวงตาแน่นิ่งเด็ดเดี่ยวแฝงความดื้อรั้นไม่ยินยอมที่จะรับฟังคำพิพากษาง่ายๆ เมื่ออสุราสีแดงชาดเห็นความมุ่งมั่นไม่ยินยอมในแววตาของชายหนุ่มมันก็ระเบิดโทสะออกมา ก่อนจ้วงแทงหอกสามง่ามในมือขวาลงมาอย่างรวดเร็ว
ตูมมมม เฟยหลงเบี่ยงหลบได้อย่างฉิวเฉียดส่วนสายตาของมันจ้องมองไปที่คัมภีร์รายนามมรณะที่อยู่ในมือซ้ายของอสุราสีแดงชาดอย่างมิวางตาก่อนจะตวัดกระบี่โปร่งแสงออกไป แม้ที่แห่งนี้จะไม่มีแก่นฐานแห่งพลังชีวิต อันเป็นแหล่งที่ก่อให้เกิดพลังธรรมชาติแต่กระบี่โปร่งแสงกลับปล่อยรังสีพลังเหนือปาฏิหาริย์ตัดฝ่าอากาศเข้าใส่มือซ้ายของเจ้าอสุราสีแดงชาดจนเจ้าอสุรต้องสลายร่างกลายเป็นหมอกมายาถอยห่างออกไปไกล จากนั้นมันก็หัวเราะราวบ้าคลั่งจนแดนปรโลกถึงกลับสะท้านสะเทือนไปครู่ใหญ่ที่มันหัวเราะมิใช่เพราะโทสะเกินอัดอั้น แต่เป็นเพราะนี่คือครั้งแรกที่มันได้ประสบเหตุการณ์ที่แตกต่างมิได้น่าเบื่อหน่ายดั่งเช่นกาลเวลาที่ผ่านมา นี่เป็นครั้งแรกที่แดนปรโลกเกิดเรื่องอันวุ่นวายนี่เป็นดวงวิญญาณดวงแรกที่กล้าท้าทายลิขิตฟ้า และยังหาญกล้าต่อต้านพญามัจจุราชอย่างตนเช่นนั้นมันจึงกล่าวขึ้น
“เจ้าวิญญาณมนุษย์เจ้าร้ายกาจมาก ร้ายกาจจริงๆ น่าสนใจยิ่ง น่าสนใจนัก ฮ่าฮ่าฮ่า” กล่าวจบอสุราสีแดงชาดหรือก็คือพญามัจจุราชผู้นี้ ก็ได้เปิดคัมภีร์รายนามมรณะขึ้นก่อนที่จะฉีกคัมภีร์หน้าหนึ่งออกมา แล้วชูขึ้นก่อนกล่าวต่อ “นี่คือหน้ากระดาษที่มีรายชื่อมรณะของเจ้าข้าจะคอยดูว่าเจ้าจะฝืนชะตาฟ้าได้สำเร็จหรือไม่”
สิ้นเสียงคำกล่าว พญามัจจุราชก็กลายร่างเป็นหมอกมายาก่อนเลือนหายไปพร้อมกับทิ้งข้อความประโยคหนึ่งไว้
“ข้าจะรอเจ้าที่ผาไร้สิ้นสุดอย่าทำให้ข้าผิดหวังล่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า”
ขบวนมนุษย์ไร้สิ้นสุดที่ก่อนหน้ายังดำรงอยู่บัดนี้กลับเลือนหายไปดั่งหมอกมายา ในครรลองจักษุสายตาของเฟยหลงตอนนี้ มีเพียงภูเขาขนาดใหญ่ลูกหนึ่งที่ห่างออกไปไกลสุดลูกหูลูกตาปรากฏขึ้นเฟยหลงรู้ได้ทันทีว่านั่นต้องเป็นที่ตั้งของผาไร้สิ้นสุด เช่นนั้นคนจึงกำชับกระบี่โปร่งแสงในมือแน่นก่อนพรึมพรำออกมาอย่างแผ่วเบา
“ข้าจะต้องออกไปให้ได้จินอวี้รอข้าซักนิด ข้าสัญญาจะกลับไปช่วยท่าน..... ส่วนเจ้าผู้นั้น ข้าจะกลับไปตอบแทนเจ้าอย่างสาสมที่ส่งข้ามายังดินแดนแห่งนี้”
ณ ตำหนักองค์หญิงเหยียนจินอวี้
ในห้องบรรทมอันมืดมิดที่มุมห้องมีร่างของดรุณีสคราญโฉมผู้หนึ่งนั่งอยู่ นางมีใบหน้าที่เหม่อลอยคิดมิตก หนึ่งนั้นคือความห่วงกังวลในพระบิดาสองคือความรู้สึกผิดต่อพี่ชายกับเหล่าคนที่จงรักภักดี สามคืองานอภิเสกสมรสกับกู่เชวี่ยเทียนตี้อันจะเกิดขึ้นในอีกสามวันข้างหน้านี้และสี่คือข่าวการตายของเฟยหลงที่หลุดออกมาจากปากกู่เชวี่ยเทียนตี้นั่นเอง เมื่อรวมเรื่องเหล่านี้เข้าด้วยกันสตรีผู้หนึ่งย่อมมิอาจทนทานรับได้โดยง่ายเช่นนั้นใบหน้าของนางจึงเริ่มไหลอาบไปด้วยหยดน้ำใสกระจ่าง ความเศร้าเสียใจเอ่อล้นทะลักทะลายมิอาจหักห้ามได้
“บิดา ท่านพี่ ทุกคน…..เฟยหลง พวกท่านต้องมาประสบเรื่องเลวร้ายก็เพราะข้า ก็เพราะข้า”
ตึก ตึก ตึก เสียงฝีเท้าของคนผู้หนึ่งดังขึ้นก่อนมีเสียงกล่าวตามมา
“องค์หญิงเพคะ อวี้หลันขอเข้าไปซักครู่ได้หรือไม่”
“เจ้าห้ามเข้ามา!!มิเช่นนั้นจะหาว่าข้าไม่เตือน
“องค์หญิง อีกไม่กี่วันข้างหน้ากระหม่อมและพระองค์ก็จะมีสามีร่วมกันแล้วกระหม่อมว่าเราควรสมานฉันท์กันถึงจะถูกต้อง จะได้มิสร้างความกังวลใจแก่คุณชายเทียนตี้”
“หุบปาก เจ้าพวกคนทรยศไสหน้าออกไปให้พ้นก่อนที่ข้าจะหมดความอดทน”
“กระหม่อมแค่จะมาเตือนว่าอย่าทรงทำอะไรแผลงๆ นะเพคะ มิเช่นนั้นผลที่ตามมา พระองค์ย่อมรับรู้ได้”
ผลัก เสียงประตูเปิดออกอย่างรวดเร็วก่อนจะมีเงาร่างสายหนึ่งพุ่งออกมา เงาร่างสายนี้ก็คือเหยียนจินอวี้นั่นเอง นางพุ่งร่างออกมาประชิดตัวอวี้หลันก่อนตวัดฟาดฝ่ามือใส่ใบหน้านางอย่างรวดเร็วอวี้หลันก็มิได้ยืนเป็นหุ่นฟางไล่กาให้เหยียนจินอวี้ลงมือได้โดยง่าย นางเอนร่างหลบรอดจากฝ่ามืออย่างรวดเร็วก่อนที่จะวกมืออ้อมมาคว้าจับที่ข้อมือของเหยียนจินอวี้ ด้านเหยียนจินอวี้รู้ว่าตนมีฝีมือกำกึ่งกันกับอวี้หลันเช่นนั้นจึงได้กำฝุ่นแป้งติดมือมาด้วย เมื่อได้จังหวะนางก็สบัดฝุ่นแป้งให้ปลิวเข้าใส่นัยน์ตาของอวี้หลัน
เมื่อฝุ่นแป้งปลิวเข้าสู่นัยน์ตาส่งให้อวี้หลันต้องรั้งมือทั้งหมดกลับเพื่อมาขยี้ลดการระคายเคือง ทั้งส่งให้ทัศนยภาพการมองเห็นของนางลดต่ำลงเช่นนั้นเหยียนจินอวี้จึงฟาดฝ่ามือตบเข้าใส่ใบหน้าของนางสองฉาดได้อย่างง่ายดาย
เสียงเพี๊ยะ เพี๊ยะดังขึ้นพร้อมกับร่างของอวี้หลันที่เสียหลักล้มลงยังพื้น เป็นเหยียนจินอวี่ที่กล่าวขึ้น“หากมิใช่เพราะคนชั่วช้าอย่างพวกเจ้าเอาบิดาเรามาเป็นข้อบังคับขู่เข็ญการลงมือต่อเจ้ามือครู่คงมิใช่เพียงฝ่ามือทั้งสองนี้” กล่าวจบนางก็เข้าสู่ห้องและเลื่อนปิดประตูเสียงดังลั่น
อวี้หลันขบเขี้ยวเคี้ยวฟันก่อนพึมพรำออกมาอย่างแผ่วเบาให้ได้ยินเฉพาะตนเองเท่านั้น “เมื่อเจ้าและบัลลังก์ตกเป็นของคุณชายเทียนตี้เมื่อไหร่เมื่อนั้นข้าจะเอาคืนเจ้าอย่างสาสม”