มิเนอร์วาสิ้นสติไปชั่วครู่ หลงลืมไปแล้วซึ่งอดีต ในตอนนี้กลายเป็นเพียงเด็กผู้หนึ่ง ที่กำลังเติบโตผ่านวันคืนไปทีละน้อย เป็นมนุษย์เพศชายผู้หนึ่งมีเจ็บไข้ไม่สบาย รับรู้ผ่านห้วงอารมณ์ และปรารถนาสัมผัสทางกายา บังเกิดในสภาวะต่างๆ มีมาไม่สิ้นสุด รู้ตัวอีกทีก็เริ่มชรา และหมดลมหายใจจากไปอย่างโดดเดี่ยว ภายใต้มุมมืดของสะพานแห่งหนึ่ง ห้วงสติสุดท้ายคิดย้อนไปถึงอดีต เอาแต่โทษตัวเองที่มีฐานะยากจน สุดท้ายก็ต้องนอนตายอย่างเดียวดาย…
ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็เป็นมนุษย์เพศชายอีกผู้หนึ่ง เมื่อแรกมองเห็นก็ได้รู้ว่าตนเองเป็นทารกผู้หนึ่ง ลืมอดีตที่เคยนอนตายใต้สะพานไปเสียแล้ว ในช่วงชีวิตนี้ชายหนุ่มเป็นบุตรของพ่อค้าผู้หนึ่ง ร่ำรวยไปด้วยทรัพย์ความสุขใดที่มนุษย์พึงได้รับ ก็ได้รับรู้แล้วผ่านการใช้ทรัพย์ และเส้นสายของผู้เป็นบิดา ปรารถนาส่วนใหญ่ล้วนได้รับการเติมเต็ม แต่แล้วเมื่อแก่ตัวไปกลับรู้สึกผ่านร่างกายที่เหี่ยวย่นนั้น ว่าทุกสิ่งที่ผ่านมาตลอดชีวิตจนถึงตอนนี้นั้นช่างไร้แก่นสาร หาเป้าหมายต่อไปไม่เจอก็สิ้นชีวิตไป ทั้งๆ ที่ยังมีห่วงให้ค้างคาใจ…
ร่างกายเปลี่ยนไปอีกครั้ง ครานี้เติบใหญ่เพียง 20 ปี ก็ออกเดินทางมุ่งหน้าเข้าหาหนทางแห่งการบำเพ็ญตน ฝึกกาย จิต และวิญญาณ กลายเป็นนักบวชหนุ่มผู้หนึ่งที่เร่ร่อนไปสิบทิศ ภายในป่าทึบที่กว้างใหญ่ มิเนอร์วากำลังปลีกวิเวกสำรวมจิตเพียงลำพัง มีความรู้สึกว่ากำลังจะหาคำตอบของอะไรสักอย่างได้สำเร็จ คำตอบคืออะไรมิเนอร์วาเองก็ไม่รู้เช่นกัน รู้เพียงแต่ว่าทันทีที่จิตปรารถนานี้ปรากฏ จิตทั้งหมดก็ตื่นตัว ส่งสัญญาณพากันบอกเป็นเสียงเดียวกัน ว่าคำตอบนี้จะเป็นทุกสิ่งที่ทั้งชีวิตนี้ ชีวิตหน้า หรือแม้แต่อดีตชาติทั้งหมด ล้วนก็ต้องการให้ได้มาซึ่งคำตอบนี้…
วันเวลาเริ่มผันผ่าน มิเนอร์วาเองก็เริ่มแก่ชรา อาศัยอยู่ในป่าใหญ่นี้มาก็ตั้งนาน กายหยาบยิ่งมายิ่งชรา แต่ก็เป็นเรื่องแปลกอัศจรรย์สำหรับปุถุชนคนทั่วไป ในครานี้มิเนอร์วากลับมีอายุยืนเป็นอย่างยิ่ง จิตกำหนดให้เวลานั้นยาวนานเช่นนั้นเวลาย่อมยาวนาน นี่คือเสี้ยวหนึ่งที่มิเนอร์วาได้รับรู้ ไม่ว่าร่างกายนี้จะสัมผัสไปทางใด เวลาก็ดูเหมือนจะเป็นปกติ แต่ไม่ใช่กับกระแสแห่งเวลา ที่ถูกจิตกำหนดให้ต้องยาวนาน ผู้อื่นอาจจะมองเห็นว่าเป็นร่างกายของนักบวชชราภาพ นั่นก็เพราะมิเนอร์วาอยากให้เห็นเป็นเช่นนั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว กายหยาบที่นั่งอยู่ใต้ต้นไม้นี้ กลับมีอายุประมาณสามสิบกว่าเกือบจะสี่สิบปีก็เท่านั้นเอง
จิตตั้งมั่นยังคงเพ่งตามหาให้ลึกลงไปจนได้รู้ว่า ในอดีตชาติที่แล้วตนเสพสุข ครองทุกปรารถนาสำราญใจ แต่ก่อนจะสิ้นชีวาปรารถนาเดียวที่มีอยู่คือความต้องการที่จะใช้ชีวิต เพื่อตามหาแก่นสาระของชีวิตที่หายไป และเมื่อยามที่ร่างนี้ได้ถือกำเนิดขึ้นด้วยจิตปรารถนาสุดท้ายนั้น เป็นมโนกรรมที่เต็มไปด้วยจิตมุ่งมั่นอันแรงกล้า ตนเองในตอนนี้จึงต้องมานั่งตามหาคำตอบนั้น มิเนอร์วายังมองเห็นตัวเองในชาติก่อนหน้านั้นอีก ที่ได้นอนตายอย่างโดดเดี่ยว ปรารถนาเพียงอยากจะใช้ชีวิตเป็นคนร่ำรวย เพื่อหวังอยากจะชดเชยให้ตัวเอง ที่ไม่อาจหาความสุขทางกายได้เลยสักครั้งในชีวิต แม้กระทั่งเวลาตายก็ยังตายอย่างไม่เป็นสุข จากไปอย่างโดดเดี่ยวเดียวดายใต้ความมืด…
เวลาไม่รู้ผ่านไปแล้วอีกกี่หลายปี จนกระทั่งจู่ๆ มิเนอร์วาก็ได้ลืมตาโพลงอย่างตกตะลึง ก้มมองไปที่มือบนตักซึ่งในตอนนี้กำลังสลายไปทีละนิด ในไม่ช้าครึ่งตัวก็ได้หายไปแล้ว เหลือเพียงร่างท่อนบน และส่วนที่เป็นศีรษะ
"ที่แท้สัมผัสทั้งหมดก็มีจิตคิดไปเอง เช่นเดียวกันกับเวลา…"
มิเนอร์วาแหงนหน้ามองขึ้นเห็นฟ้าสูง เหนือศีรษะขึ้นไปมองเห็นชั้นเมฆที่กว้างหนา มองเห็นเมืองใหญ่ทั้ง 4 ทิศ ที่ด้านในมีอยู่ถึง 4 เมือง ห้วงความคิดทั้งหมดคืนกลับมาแล้ว ที่ทิศเหนือมองเห็นมนุษย์ร่างกายใหญ่โต ที่มุมปากมีเขี้ยวแหลมยื่นออกมา มันกำลังนั่งบนบัลลังก์สูง และจ้องมองตอบกลับมา ที่ทิศใต้เองก็มีผู้ที่รูปร่างคล้ายคลึงกัน แต่มีส่วนต่างเล็กน้อยที่พุงโต ดวงตาล้วนแดงก่ำ ที่ทิศตะวันตกเองก็มีมนุษย์เพศชายผู้หนึ่ง ที่รายล้อมไปด้วยสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะคล้ายงูตัวใหญ่ แต่ที่ส่วนหัวนั้นกลับมีหงอนงอกออกมา ที่ทิศตะวันออกเองก็มีมนุษย์ที่กำลังนั่งชมดนตรี และระบำ ทั้งสี่คนต่างก็จ้องมองมิเนอร์วาเพียงชั่วครู่แล้วถอนสายตากลับ
แต่สิ่งที่มิเนอร์วาจ้องมองจริงๆ นั้นกลับอยู่สูงเลยขึ้นไปอีกไกลลิบ ยากที่จะมองเห็นได้ง่าย ภายในวิมานใหญ่โตโอ่อ่าบนบัลลังก์สูง มีชายร่างเขียวนั่งประทับพักผ่อนอยู่ ถัดออกมาอีกไม่กี่ก้าว ก็มีผู้คนประมาณสามสิบกว่าคนนั่งอยู่เช่นกัน ทุกชีวิตต่างก็จ้องมองมาทางมิเนอร์วา ที่กำลังสลายตัวจากไปอย่างช้าๆ ด้วยแววตาที่อ่อนโยนเปี่ยมเมตตา ในตอนนี้ชายหนุ่มเหลือแค่เพียงศีรษะที่ยังคงจ้องมองขึ้นไป บังเกิดเป็นเสียงเดิมที่คุ้นเคย ดังขึ้นมาก้องดวงจิตของชายหนุ่ม ราวกับกำลังช่วยไขข้อสงสัยภายในใจ
"แม้จะยังละไม่ได้ซึ่งอารมณ์และปรารถนา แต่ด้วยเดชที่ทำเพียงกรรมอันเป็นกุศล ผลที่ได้ย่อมเบิกบานสำราญจิต มีทิพย์เป็นโภชนา นั่นยิ่งเปี่ยมสุข เหล่านั้นเรียกเทวะภูมิ!"
กงล้อแห่งสังสารวัฏได้หยุดหมุนลง พร้อมกับควบแน่นรวมตัวกันเป็นแสงสีเงินยวง 6 หยด ที่ร่วงหล่นลงมาซึมหายเข้าไปในร่างกาย มิเนอร์วารับรู้ได้ในทันที ว่าตนเองสามารถแสดงสังสารวัฏ 6 ภพภูมินี้ให้ผู้อื่นมองเห็นได้ จะเรียกว่าเป็นท่าโจมตีทางจิตก็ไม่ผิดนัก หรือจะเรียกวิชาลวงตาก็ไม่ต่างกันมาก จะอย่างไรบนโลกในปัจจุบันก็มีศาสตร์วิชามากมายนัก หากไม่โดนกับตัวย่อมไม่อาจรับรู้ได้ ผู้ชมมองก็อาจจะหลงผิดคิดไปเอง ว่าเป็นการโดนจิตสังหารแรงกดดันจากชายหนุ่ม เล่นงานจนเสียท่า
ที่ด้านหลังมิเนอร์วาในตอนนี้ กงล้อสีเงินยวงสว่างจนเป็นประกาย มันกำลังสาดแสงออกไปเป็นระลอกคลื่น ปรากฏสัญลักษณ์อันเป็นตัวแทนของภพภูมิทั้ง 6 ขึ้นมา ด้วยอาจจะเป็นเพราะตนเองในตอนนี้ ยังไม่อาจขึ้นไปบนสวรรค์ได้อย่างแท้จริง ทำได้เพียงแค่มองเห็นสองชั้นเหนือขึ้นไปเท่านั้น และเดาว่าเทวภูมินี้เองย่อมต้องคล้ายกับนรกภูมิที่มีอยู่หลายขุม เทวะภูมิที่ตนได้มองเห็นนี้ อย่างน้อยก็ค่อนข้างมั่นใจว่ามี 2 ชั้นเป็นอย่างน้อยแน่นอน
และอาจจะด้วยเหตุนี้เองจึงสัมผัสได้ว่า หากต้องการสำแดงเทวะภูมิออกไป จะใช้ออกได้ด้วยพลังแค่หนึ่งส่วนจากสิบส่วนของพลังที่แท้จริงเท่านั้น กงล้อสังสารวัฏจากนรกภูมิจนถึงมนุษย์ภูมินั้น ล้วนเป็นการทำให้อีกฝ่ายได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของภพภูมิ หากหลงทางหาทางออกไม่ได้ สภาพจิตย่อมบาดเจ็บส่งผลร้ายแรงเป็นอย่างมาก อาจถึงขั้นมีผลกระทบถึงชีวิต มีเพียงเทวะภูมิเท่านั้นที่ต่างออกไปจากภพภูมิอื่น ที่ให้ไปสัมผัสลิ้มลองในรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส
กงล้อระบำเทวะอันเป็นพลังแห่งเทวะภูมินั้น กลับเป็นการทำลายความสุขทั้งหมดที่มีของอีกฝ่ายทิ้งไป หากมิเนอร์วาไม่ปลดปล่อยบุคคลผู้นั้นออกมา นั่นแปลว่าอีกฝ่ายก็จะมัวเมาหลงอยู่ในวังวนแห่งกามคุณ โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าสัมผัสทั้งหมดได้ถูกทำลายลงไปนานแล้ว เป็นบุคคลที่ไม่ได้ต่างอะไรกับหุ่นกระบอก ที่จิตวิญญาณจมจ่อมอยู่อีกที่หนึ่ง ทำให้ไร้สติไปตลอดกาล แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังคงขึ้นอยู่กับระดับชั้นของวิญญาณครอบงำ อันเป็นสัมผัสที่ 7 ของอีกฝ่ายอยู่ดี
ในตอนนี้มิเนอร์วาที่ทำลายพันธนาการแห่งชีวิต หรือก็คือดับวิญญาณที่ครอบงำลงไปมากถึง 3 ครั้ง จนกลายมาเป็นเหนือมนุษย์ชั้นต้นนั้น ย่อมหาได้เกรงกลัวสิ่งมีชีวิตในระดับเดียวกัน หรือต่อให้อีกฝ่ายเป็นครึ่งเทพ ก็มั่นใจพอตัวว่าจะไม่เสียเปรียบให้แก่อีกฝ่าย อีกทั้งในตอนนี้หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการทุกอย่างแล้ว พลังวิญญาณของมิเนอร์วาก็พุ่งพรวดมาอยู่ระดับเหนือมนุษย์ขั้นกลาง ห่างจากขั้นปลายอยู่เพียงเล็กน้อย ดังนั้นสิ่งนี้ยิ่งตอกย้ำได้ว่า อย่างมากหากสู้ไม่ได้ แต่ตนเองก็สามารถหนีได้โดยที่ไม่บาดเจ็บสาหัส
ถ้ำเงินที่เคยสาดแสงเองก็หม่นแสงลง จนกระทั่งทุกสิ่งนั้นมืดดับไป มิเนอร์วายังไม่ได้ลืมตาขึ้นมาถึงแม้ว่าทุกสิ่งนั้นจะจบลงไปแล้ว ภายในห้วงวิญญาณกำลังพิจารณาถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน ไม่ได้หลงใหลไปกับทุกสิ่งที่ได้รับมา ปล่อยให้การรับรู้นี้เป็นไปตามครรลอง รู้ตัวอีกทีก็ถูกแสงสว่างของดวงอาทิตย์ส่องแยงตา ปลุกให้ชายหนุ่มต้องตื่นขึ้นจากภวังค์ เมื่อลืมตาขึ้นมาจึงได้เห็นภาพตรงหน้า ที่กลับกลายเป็นผืนดินอันโล่งแจ้ง
สภาพแววล้อมโดยรอบไร้วี่แววของการเคยเป็นถ้ำ ยังคงมีต้นไม้สูงยืนต้นอยู่ถัดออกไปไม่ไกล บริเวณที่นั่งอยู่ก็ยังคงเป็นบนยอดเขาเช่นดังเดิม เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการสืบทอด ถ้ำลับแลนั้นก็ได้หายไปอย่างสมบูรณ์ ในอนาคตเองก็อาจจะมีมรดกแห่งพุทธะปรากฏขึ้นมาอีก แต่ย่อมไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าเป็นสถานที่อื่นใด และนั่นก็ยังคงต้องขึ้นอยู่กับวาสนาของบุคคลผู้นั้นอีกด้วย อีกทั้งชายหนุ่มยังรับรู้ได้ว่ามรดกแห่งพุทธะนั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่สมบัติ พลัง หรือวิชาแข็งแกร่งใด แต่เป็นเพียงสิ่งที่เรียบง่าย และยากจะเข้าใจได้ทั้งหมดในเร็ววัน
คงมีเพียงต้องพบเจอ และรับรู้ด้วยตนเองเท่านั้น ถึงจะพอเข้าใจได้ สิ่งเหล่านั้นเรียกว่าหลักคำสอนนั่นเอง หรือจะเรียกว่าปรัชญาชีวิตก็ไม่ผิดนัก ไม่เสียเวลาคิดในสิ่งที่ไม่รู้ให้เปลืองสมอง มิเนอร์วาลุกขึ้นยืนมองทอดสายตาออกไปสำรวจรอบบริเวณ ชายหนุ่มสัมผัสได้ถึงทิศที่หอกแห่งการเจรจาของตนนอนหมอบอยู่ จึงก้าวเดินเข้าไปหาอย่างไม่รีบร้อน แม้ในสายตาผู้อื่นอาจจะเป็นระยะทางที่ไกลพอสมควร แต่ไม่ใช่กับมิเนอร์วาที่สัมผัสได้ถึงกระแสแห่งเวลา
ก้าวขาออกไปไม่กี่สิบก้าวก็ปรากฏร่างขึ้นเบื้องหน้าอีกฝ่ายแล้ว ก้าวย่างแห่งพุทธช่างร้ายกาจและพิสดารอาจจะเป็นเพราะยังมีพันธนาการแห่งชีวิตครอบงำอยู่อีกหลายชั้น จึงยังไม่สามารถทำได้เช่นเดียวกับเมื่อครั้งรับสืบทอดมรดกในนรกขุมที่ 1 ที่เพียงไม่กี่ก้าวก็สามารถย่นเวลาได้นานหลายปีแต่นั่นย่อมไม่สำคัญ แค่นี้ก็มากเพียงพอแล้ว สำหรับการปกป้องและเอาชีวิตรอด
"เวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว และบนเกาะแห่งนี้ยังมีขุมทรัพย์หรือสมบัติอื่นใดซ่อนอยู่อีกหรือไม่?"
ไร้สุ้มไร้เสียง… อยู่ๆ ก็ปรากฏตัวและถามขึ้น เป็นที่แน่นอนว่าแม้แต่ตัวเสือสมิงเองก็มีความรู้สึก ตัวมันที่นอนหมอบอยู่ยังต้องถีบเท้าทั้งสี่ขึ้นกลางอากาศ ขนฟูหางตั้งด้วยอารมณ์ตกใจแต่ก็เพียงไม่นานนักทันทีที่ในสายตาและความรู้สึกสัมผัสได้ถึงเจ้านายของตน ตัวมันเองก็รีบใช้หัวไถแขนชายหนุ่มไปมาพยายามจะออดอ้อนเอาใจ กลัวว่าตนจะโดนลงโทษ กับชายคนนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ และตัวมันเองก็ยังไม่อยากเสี่ยงกับอันตรายที่ไม่รู้จัก
"ตอบเจ้านาย… หนึ่งคืนเห็นจะได้ ส่วนเรื่องสมบัตินั้น ที่ยอดเขาซึ่งอยู่ถัดไปไม่ไกล มีวิมานของพญาปักษาตนหนึ่ง ว่ากันว่ามีสมบัติมากมายถูกเก็บรักษาไว้ ที่ด้านใต้สระน้ำอีกแห่งใกล้ๆ นี้ ก็มีทางลงไปยังเมืองใต้บาดาล อันเป็นเมืองของเหล่าพญานาคราช ย่อมเป็นสถานที่เก็บซ่อมสมบัติจำนวนมากเช่นกันขอรับ"
ชายหนุ่มพยักหน้าครุ่นคิด สักพักจึงถามขึ้นอีก
"เหล่านั้นล้วนมีเจ้าของ… อีกทั้งยังไม่เคยผูกกรรมต่อกัน ข้าย่อมไม่คิดไปเบียดเบียนพวกเขาก่อน สถานที่หรือสมบัติที่ยังไม่มีผู้จับจองมีหรือไม่?"
"สมบัติที่ยังไม่มีผู้จับจองล้วนเป็นเพราะซ่อนตัวอยู่ นอกเหนือจากสมบัติที่มีเจ้าของ ตัวข้าเองก็ไม่รู้เช่นกันขอรับ"
เสือสมิงรีบตอบตามที่รู้อย่างรวดเร็ว ไม่กล้าชักช้าให้นายขุ่นเคืองใจ
"นั่นสินะ… หากไร้วาสนา ย่อมไร้ซึ่งการพบพาน แม้แต่หญ้าหนึ่งต้นหากไร้วาสนาต่อกันแล้ว ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะมาพบเจอกัน"
แม้จะสัมผัสได้ว่าบุคคลตรงหน้านี้มีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไป ทั้งกลิ่นอาย และความรู้สึก แต่จากประทับพันธสัญญาที่มีต่อกัน ย่อมยืนยันได้ว่าชายตรงหน้านั้นคือเจ้านายของมันไม่ผิดแน่ จึงเลือกที่จะเออออเห็นด้วยกับคำพูดของอีกฝ่ายไปตามเรื่องตามราว
"เช่นนั้นก็ยังพอมีเวลา พวกเราออกไปผจญภัยกันสักรอบหนึ่ง แล้วค่อยไปจากที่นี่ก็แล้วกัน"
ไม่รอช้ามิเนอร์วาก็หายตัวมาโผล่อยู่บนหลังของเสือสมิงแล้ว ทั้งคู่ต่างก็ไปโผล่ตามจุดต่างๆ โดยรอบเกาะแห่งนี้ ตลอดทางชายหนุ่มก็มักจะเอ่ยสั่งสอนในสิ่งที่ได้รับมา แต่ด้วยตัวนั้นเป็นเดรัจฉาน เสือสมิงจึงรับฟังเข้าใจเพียงไม่กี่อย่าง ส่วนเรื่องที่ไม่เข้าใจนั้น ก็ไม่ได้เก็บมาคิดให้สับสน ทั้งสองท่องเที่ยวไปทั่วพนาไพร ได้รับสมุนไพรและพืชหายากก็ไม่น้อย แต่กลับไร้ซึ่งวี่แววของสมบัติวิเศษอื่นใดอีก จึงพากันมุ่งหน้าไปยังชายหาด หมายจะจากเกาะแห่งนี้ไป ภายในค่ำคืนนี้แสงจันทร์เต็มดวงส่องสว่างไปทั่วทิศ เงาร่างของมนุษย์สองคนกำลังแจวเรือ มุ่งไปยังทิศที่มีเรือฟลายอิ้งดัตช์แมนจอดทิ้งสมอรออยู่
มิเนอร์วาเองก็อยากจะลองใช้ย่างก้าวแห่งพุทธข้ามผ่านจากระยะไกล ใช้เดินข้ามไปยังเรือที่ทิ้งสมอรออยู่ แต่ก็ติดตรงที่เจ้าเสือสมิงไม่อาจทำได้ ดังนั้นเสือสมิงตอนนี้จึงได้แปลงกายเป็นบุรุษผู้หนึ่ง ที่ทำหน้าที่แจวเรือให้กับมิเนอร์วา จนกระทั่งทั้งคู่ขึ้นไปยืนอยู่บนเรือใบสามเสาลำใหญ่ ฟลายอิ้งดัตช์แมนแมนจึงกางใบเรือ และแล่นหายไปกับความมืด เป้าหมายต่อไปย่อมต้องเป็นเกาะเพลิออน สถานที่อันเป็นบ้านเกิดของแอสคลีเพียสผู้เป็นอาจารย์ การเดินทางยังคงเป็นไปอย่างราบรื่นดังเช่นปกติ กลางวันก็ดำลงไปใต้น้ำ ส่วนกลางคืนก็ล่องไปบนผิวธารา ในไม่ช้าหลังจากผ่านไปหลายวัน ซัลวาโตเรแฟมิลี่ที่นำโดยดอน มิเนอร์วาก็ได้มาถึงเกาะเพลิออนอันเป็นจุดหมายแล้ว แต่เนื่องจากเหล่าลูกเรือทั้งหมด ยังคงไม่หลุดพ้นจากคำสาป จึงไม่สามารถติดตามชายหนุ่มขึ้นไปบนเกาะได้ มีเพียงหอกแห่งการเจรจาเท่านั้น ที่แปลงกายติดตามขึ้นเกาะไป
เพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้าสังเกตจากรอบด้าน มิเนอร์วาจึงได้สั่งให้เสือสมิงแปลงกายอยู่ในรูปมนุษย์ผู้ติดตาม อีกทั้งยังตั้งชื่อให้ว่า ‘อามูร์’ ทั้งสองคนเดินขึ้นฝั่ง และมุ่งหน้าไปยังตัวเมืองที่มีมนุษย์ และเผ่าพันธุ์มากมายอาศัยอยู่ หลายสิ่งนั้นแปลกใหม่เป็นอย่างยิ่งสำหรับชายหนุ่ม จึงเป็นธรรมดาที่จะรู้สึกประหลาดใจ
"ที่นี่ทุกชีวิตต่างก็ไปมาหาสู่กันเป็นเรื่องปกติ มนุษย์ต่างก็รับรู้ว่ายังมีผู้วิเศษ และเผ่าพันธุ์อื่นๆ ร่วมอาศัยอยู่ มีเพียงอาณาจักรที่ปิดหูปิดตาประชาชน หลอกให้เชื่อในสิ่งที่ตนอยากให้เชื่อเท่านั้น ที่จำต้องปกปิดเรื่องราวเหล่านั้นไว้ พวกมันก็แค่หากะลามาครอบต้นหญ้าไว้ ไม่ให้ต้องแสงชมน้ำค้างที่หอมหวาน ใช้อำนาจกดขี่กะลานั้นไม่ให้เปิดออก แต่หาได้รู้ไม่ว่าเหล่าต้นหญ้านี้กำลังเริ่มแตกกอ ขอเพียงรอเวลาได้เติบโต สักวันกะลาใบนั้นก็จะถูกดันให้เปิดออก และถูกกลืนกิน ใช้กะลาใบนั้นไม่ต่างไปจากปุ๋ย ใช้อำนาจที่เคยกดขี่นั้นไม่ต่างไปจากน้ำค้างหวาน หล่อเลี้ยงให้ติณชาติได้กลายเป็นแผ่นผืนที่แข็งแรง"
เป็นแอสคลีเพียสเอ่ยให้ความกระจ่างแก่ศิษย์ แฝงความนัยไว้ให้ขบคิด
"ใช่แล้ว… เป็นอย่างที่เจ้าคิดนั่นแหละ แทนลายัสเองก็เป็นเช่นเดียวกัน เหล่าผู้มีอำนาจคอยกดผู้อื่นให้ต้องตกต่ำต้องดิ้นรนจนลืมไปว่า แท้จริงแล้วชีวิตของตนกำลังถูกเอารัดเอาเปรียบ ยิ่งประชาชนในอาณาจักรห่างไกลจากความรู้ ตกเป็นเบี้ยล่างต้องดิ้นรนเอาตัวรอดตลอดเวลา การลุกฮือขึ้นมาต่อต้านความไม่เป็นธรรมนั้น ย่อมยากที่จะเกิดขึ้นตามเช่นกัน"
มิเนอร์วาไม่ได้ปฏิเสธพยักหน้าหงึกๆ อย่างเห็นด้วย ราวกับผิวหนังเกิดการระคายไม่ถูกจริต ชายหนุ่มก็ยกยิ้มเหยียดหยันให้กับความชอบธรรมอันจอมปลอมนี้ แอสคลีเพียสจึงเอ่ยเรื่องราวอีกด้านหนึ่ง
"ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่เคยลุกขึ้นมาต่อต้าน แต่เป็นสิทธิ์ขาดอำนาจในการใช้กำลัง และกฎที่พวกมันตั้งขึ้นเองเหล่านั้น เพื่อใช้เข้าสยบสลายความไม่มั่นคงนั้นต่างหาก ที่คอยเตือนห้ามไม่ให้พวกเขามารวมตัวกัน"
"พวกมันอาจจะเคยบีบบังคับกดขี่ผู้อื่น สามารถขูดรีดได้ตามใจ แต่ไม่ใช่กับซัลวาโตเรของข้าอย่างแน่นอน หากพวกมันกล้าแย่งชิงผลประโยชน์ของข้า เช่นนั้นข้าก็จะไปทวงคืนทุกสิ่งกลับมาเอง สิ่งของของข้าย่อมต้องเป็นของข้า"
มิเนอร์วาเดินไปเรื่อยๆ พร้อมกับแวะซื้อของใช้ที่จำเป็นบ้างเป็นครั้งคราว และเดินออกจากเมืองแห่งนี้ไปพร้อมกับอามูร์ มุ่งหน้าเข้าสู่ป่าลึกอันเป็นที่ตั้งของซากโบราณสถาน ซึ่งเป็นเป้าหมายในการเดินทางครั้งนี้ ด้วยความช่วยเหลือจากเจ้าของสถานที่ ทำให้ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงซากปรักหักพังของวิหารแห่งหนึ่ง ซึ่งเดาได้ว่าที่ตรงนี้เคยเป็นกำแพงกั้น
"พวกมันน่าจะยังอยู่ข้างใน ข้าสัมผัสได้ว่าพื้นที่มรดกได้เปิดออกแล้ว แต่ยังไม่มีการสืบทอดเกิดขึ้น มุ่งหน้าไปตามทางที่ข้าบอก พวกเราจะใช้ทางลัดกัน"
ตลอดทางที่ผ่านมาแอสคลีเพียสได้เอ่ยแนะนำ และอธิบายเกี่ยวกับส่วนต่างๆ รวมถึงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ภายใน ซึ่งเต็มไปด้วยกับดักและอันตรายมากมาย ด้วยความช่วยเหลือนี้ จึงทำให้ชายหนุ่มไม่ต้องเดินทางอย่างไร้ทิศ ต้องหลงเสียเวลาสำรวจให้เสียโอกาส ในขณะที่เหล่าเหนือมนุษย์ และผู้วิเศษชั้นสูงฝ่ายศัตรู ยังคงต้องสำรวจไปเดินทางไปอย่างระมัดระวัง ถึงแม้ตลอดทางจะมีสมบัติหรือพืชวิเศษปรากฏขึ้น แต่ก็ไม่ได้มีค่ามากมายอะไรนัก ในสายตาของแอสคลีเพียส พื้นที่สืบทอดหลักต่างหาก ที่มีค่ายิ่งกว่าสิ่งของเหล่านั้น อามูร์ถูกสั่งให้ไปรอรับอีกสถานที่หนึ่ง ไม่ว่าสุดท้ายจะเกิดปัญหาหรือไม่ มิเนอร์วาก็จะใช้เส้นทางนั้นในการเดินทางกลับ อีกฝ่ายแยกตัวไปอย่างเชื่อฟัง
เมื่อชายหนุ่มผ่านกลไกกับดักมากมายมาได้ ก็มาถึงโถงโล่งกว้างแห่งหนึ่ง ลึกเข้าไปจะมองเห็นสระน้ำกว้างใหญ่ ตรงกลางบ่อมีเถาวัลย์เลื้อยพาดไปมา ราวกับกำลังปกคลุมวัตถุบางอย่างเอาไว้ มีดอกไม้รูปร่างพิสดารมากมายแตกต่างกันไปผลิบานอยู่ แต่สิ่งที่ทำให้ชายหนุ่มชะงักเท้าไม่เดินขึ้นหน้าต่อนั้น เป็นเพราะที่ใต้สระ ชายหนุ่มสัมผัสได้ถึงสายตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองขึ้นมา ราวกับว่าหากหยุดที่ตรงนี้อีกฝ่ายก็จะไม่ออกมาทำอันตรายใด แต่หากก้าวเข้าไปใกล้มากกว่านี้ อีกฝ่ายย่อมต้องไม่ยินยอม และออกมาขัดขวางอย่างแน่นอน