**ซัลมา องครักษ์หนุ่มของอาบูพ่อของนาดา ส่งให้ดูแลตลอดการเดินทางไปทำพิธีล้างตัวที่อะเมซิส

......
ซัลมา ค่อยๆ เดินไปทางที่นาดาบอกอย่างระมัดระวัง เสียงลมยังคงหวีดหวิวอื้ออึงดังไปทั่วทั้งทะเลทราย กระชับดาบคู่กายไว้แน่น รับรู้ถึงความผิดปกติ ไม่เป็การดีหากจะถือคบไฟเดินออกมา แต่เมื่อหลุดระยะที่พักแล้ว ความมืดก็ปกคลุมจนมิด

"ชะชา! " ซัลมาขานเรียกอย่างระมัดระวัง หูคอยเฝ้าจับเสียงรอบกายที่ต่างจากเสียงลมที่ยังคงพัดหวีด หวิว....
...............
"ชะชา! " น้ำเสียงที่ดังขึ้นกว่าเดิม และถูกสายลมกลบหายไป ไม่มีรอยเท้า เพราะทรายที่ปลิวลู่ไถลเคลื่อนที่ตลอดเวลา เมื่อเดินกว่า 20 นาทีแล้วยังไม่เห็นวี่แวว ซัลมาจึงเงยหน้าขึ้นมองหากลุ่มดาวที่เป็เสมือนเข็มทิศนำทาง กลับไปทางกระโจมที่พักอย่างตัดใจ
"เธอหายไป" ซัลมารายงานให้นาดาทราบ นั่นทำให้แววตาสวยสลดลงอย่างเห็นได้ชัด
"หายไปได้ยังไง นางพึ่งเดินไปเองนะ" นาดาครางอย่างไม่อยากจะเชื่อ
"อาจจะเดินไปผิดทาง ทำให้ไกลออกไปเรื่อยๆ ครับ คงต้องรอให้สว่างจะให้ทหารอีกคนไปตามหา ผมไม่อยากทิ้งคุณนาดาไว้คนเดียว" ซัลมาอธิบาย ความผิดปกติอีกอย่างที่เขาไม่บอกให้เธอรู้ เพราะกลัวจะหวาดผวาจนเกินไปนัก ก็คือบุคคลที่ 3 ที่อาจจะรอคอยจังหวะอยู่ ดังนั้นเขาจึงกลับมาที่นี่ การอยู่รวมกันย่อมปลอดภัยที่สุด
"พักผ่อนเถอะครับ พรุ่งนี้เราต้องเดินทางแต่เช้าก่อนพายุจะมา" ซัลมาพูดจบก็ออกมานั่งเฝ้าหน้ากระโจม ให้ทุกคนไปพักผ่อน
นาดากลับเข้ากระโจมไปด้วยความรู้สึกผิดและความเป็ห่วงชะชา แค่ผ้าพันคอผืนเดียว เธอทำให้ชะชาหายไปกลางทะเลทรายที่เวิ้งว้างนี่ เธอจะข่มตาหลับลงได้ยังไง เมื่อชะชาไม่รู้จะเป็ยังไงบ้างในตอนนี้
"ขอโทษนะชะชา" นาดาพึมพำ น้ำตาคลอเต็มดวงตาสวย หลายปีที่ชะชามาอยู่รับใช้เธอ ทำให้เธอรู้สึกเหมือนชะชาเป็เพื่อน เป็น้องที่เธอไว้ใจ
เธอนอนพลิกตัวไปมาจนใกล้สว่าง เสียงซัลมาก็ขานเรียกให้เธอตื่นเตรียมตัว เธอทำมันอย่างรวดเร็วและออกมานั่งรอทุกคนเก็บอุปกรณ์ขึ้นอูฐและเกวียนที่ขนของ
"คุณนาดานุ่งผ้าให้หนาหน่อยนะครับ วันนี้อากาศน่าจะเย็น" ซัลมาเอ่ยบอกนายสาว เมื่อไร้สาวใช้คู่กายก็ดูเหมือนจะซึมลงอย่างเห็นได้ชัด จึงเอ่ยปลอบใจ
"ผมให้รายันออกตามหาชะชาแล้ว หากพบเธอไกลเกินไปอาจจะพากลับแคว้นไปก่อน แต่หากไม่ไกลมากจะพาตามขบวนมาครับ"
"ชะชาจะปลอดภัยใช่มั้ย ซัลมา" นาดาเอ่ยถาม
"ครับ" ซัลมารับคำและจับมือส่งนายหญิงขึ้นอูฐ
ทุกคนต้องรีบเดินให้พ้น่พายุเนินทรายนี้ไปให้ได้ก่อนจะค่ำ เพราะความสูงต่ำของเนินทรายทำให้ง่ายแก่การพลางตัวของผู้ไม่หวังดี ตอนนี้เหลือทหารคุ้มกันแค่ 3 คน กับผู้ทำพิธีล้างตัวซึ่งเป็หญิงสูงวัย ทำให้เขาต้องคำนึงถึงความปลอดภัยมากเป็พิเศษ
การเดินทางที่ไม่อาจข่มตาหลับลงเช่นทุกวัน และเฝ้ามองไปรอบๆ บริเวณอย่างมีความหวังทำให้นาดาะโเรียกซัลมาอย่างใเมื่อเห็นสิ่งผิดปกติ
"ซัลมา!"
เธอเห็นแสงระยิบที่สะท้อนแดดบนผ้าโพกศีรษะสีฟ้าเหมือนของเธอคลุมศีรษะใครคนหนึ่งทางทิศตะวันตก ก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่คนอื่นๆ จะทันเห็น เนื่องจากแสงจ้าของดวงอาทิตย์ที่ส่องย้อนกลับมาที่ขบวนตรงๆ
"เราเห็นคนคลุมผ้าคลุมผมเราด้านนู้น" นาดาเอ่ยขึ้นเมื่อซัลมาเดินเข้ามาใกล้
"ไม่ได้ตาฝาดใช่มั้ยครับ" ซัลมาเอ่ยถามย้ำ
"เราเห็นจริงๆ ต้องเป็ชะชาแน่ๆ นางหลงไปทางนั้นแน่ๆ " นาดาะโบอกด้วยความดีใจ ตั้งใจจะะโเรียก แต่ซัลมาห้ามไว้
"อย่าพึ่งะโครับ เดี๋ยวผมจะไปดูเอง" เขาไม่ไว้ใจ สิ่งที่วนเวียนอยู่รอบๆ ตัวอย่างผิดปกติ
"เ้าสองคนอยู่ใกล้ๆ นายหญิงไว้ อยู่ตรงเนินนี้ ห้ามลงไปเด็ดขาดหากข้ายังไม่กลับมา" ซัลมาย้ำทหารอีกสองนายที่ขยับเข้าล้อมไว้อย่างรู้หน้าที่ เขาขยับตัวลงจากอูฐและถือแผ่นสกีทะเลทรายติดไปด้วย เพื่อความรวดเร็ว
นาดามองตามหลังซัลมาไปอย่างมีความหวัง หรี่ตาลงมองตามหลังซัลมาที่เดินไปทางแสงพระอาทิตย์จนหายลับจากเนินทรายไป
.....
"กองคาราวานมีข้ารับใช้ห้อมล้อม มีคนคุ้มกัน น่าจะเป็กองคาราวานของคนในแคว้นเล็กๆ นั่นแน่ๆ ท่านฟาดูร" นับดา รายงานหัวหน้ากองโจรทะเลทรายที่ตั้งขึ้นด้วยความแค้น
เมื่อแคว้นของเขาก็ถูกปล้นฆ่าจนแทบไม่เหลือ สิบกว่าที่ชีวิตที่รอดกันมา ก็รวมกันเพื่อตามล่าโจรอีกกลุ่มเพื่อเอาคืน การร่อนเร่กลางทะเลทรายทำให้เสบียงและอาหารร่อยหรอ จึงทำให้หลายครั้งต้องปล้นผู้โชคร้ายที่ผ่านมาเป็ครั้งคราวเพื่อความอยู่รอด และการปล้นทำให้พวกเขาคุ้นเคยกับการได้มาอย่างง่ายดายจนกลายเป็กองโจรใหญ่ในวันนี้ เมื่อความละโมภเกาะกินในหัวใจ
"อย่าประมาท! หญิงคนเมื่อคืนเ้ายังจับตัวมาไม่ได้เลย ข้าเชื่อว่าน่าจะเป็ลูกหลานของผู้มีตำแหน่ง จึงมีคนมีฝีมือคุ้มกัน" ฟาดูรเอ่ยด้วยสายตาของคนที่มองอะไรได้กว้างกว่า
"แต่พวกมันเหลือกันไม่กี่คนและพายุกำลังจะมา เราควรมีเสบียงไว้เผื่อ" นับดาคิดถึงเมียของตนที่ท้องแก่ใกล้จะคลอด ตอนนี้เขา้าทุกอย่างที่สามารถจะเก็บไว้ประทังให้ได้หลายวันสำหรับเมียและลูกของเขา ทะเลทรายแห่งนี้ไม่ได้มีคนผ่านไปมาที่มีเสบียงอาหารและข้าวของมากมายแบบนี้มากนัก
"รอให้มืดก่อนค่อยหาโอกาสอีกที ระหว่างนี้ตามประกบไปเรื่อยๆ ก่อน" ฟาดูรยังคงไม่วางใจ เขาไม่อยากสูญเสียใคร หรือให้ใครไปเสี่ยงาเ็กลับมาอีกแล้ว การใช้ชีวิตในทะเลทรายแห่งนี้การมีชีวิตรอดเป็เื่ยากมากพอแล้ว ไม่ควรจะเอาตัวไปเสี่ยงให้าเ็อีก
"ครับ" นับดารับคำ ออกไปบอกสมาชิกให้แบ่งกำลังติดตามไปเงียบๆ
......
นาดามองไปรอบๆ บริเวณ เมื่ออากาศเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ เพียงครู่เดียวที่แสงแดดถูกบดบังไป ความหนาวเย็นก็กระทบกาย หยดน้ำ เหมือนกำลังจะกลั่นตัวร่วงหล่นลงมาจากฟ้า หยดน้ำหยดหนึ่งััลงบนมือที่โผล่พ้นเสื้อคลุมออกมา จนทำให้นาดากแหงนหน้าขึ้นไปมอง
"หาที่กางเต้นท์กันก่อน ฝนกำลังมา" นาดาก้มลงไปบอกทหาร หันไปทางที่ซัลมาเดินไปก็ยังไม่เห็นวี่แววเขา
"ปัง! ปัง! " จู่ๆ เสียงปืนก็ดังขึ้น สองนัดซ้อนจนทำให้อูฐใจนหมุนวน ส่ายไปมา
นาดาที่นั่งอยู่บนหลังอูฐ หัวใจร่วงกระจัดกระจายคว้าเชือกผูกเอาไว้แน่นและมองหาที่พึ่ง นายทหารอีกสองนาย พยายามรั้งอูฐที่ผูกเสบียงและข้าวของไว้ ไม่มีใครที่จะว่างมาช่วยเธอ
"ปัง!"
"ว้าย!" นาดาฟุบตัวลงกับหลังอูฐด้วยความใเมื่อมันเริ่มสะบัดตัว สองเท้าของมันก้าวเดินไปมาไม่หยุด และเหมือนมันกำลังจะไถลลงตามเนินทรายลงไป และก็ไถลลงไปจริงๆ
"ทหาร!" นาดาหันไปะโเรียกทหารที่เหลือ แต่ทั้งคู่ก็ถูกอูฐสะบัดจนร่วงไปอีกทางเหมือนกัน
"ท่านซัลมา!" นาดาหันไปะโเรียกองค์รักษ์หนุ่มด้วยความหวัง ความตื่นกลัวเกิดขึ้นทุกอนูในร่างกาย เมื่อมองเห็นพายุฝนด้านหน้าที่ก่อตัวมืดดำครึ้ม ก้อนใหญ่
อูฐที่เซถลาไถลตามเนินทรายลงไปเรื่อยๆ พร้อมอาการใ และพอมองขึ้นไปบนเนิน อูฐและคนที่เหลือก็ไถลกลับลงไปอีกด้านของทราย ราวกับโดนทรายดูดลงไปจนลับตา
"ท่านพ่อ! ท่านแม่! ช่วยลูกด้วย"
นาดาหลับตาลง กอดเบาะนั่งบนหลังอูฐไว้แน่นคิดถึงพ่อกับแม่จับใจ ท่านจะรู้มั้ยว่าส่งลูกสาวมาผจญอันตรายขนาดนี้
"ซัลมา!" นาดาะโเรียกองค์รักษ์หนุ่มอีกครั้งคาดหวังว่าเขาจะโผล่มาอย่างเช่นทุกครั้งที่เธอเรียกหา พยายามมองไปทางพระอาทิตย์ที่เธอเห็นเมื่อครู่ แต่เนินทรายเริ่มแปลกตาไปจากเดิม
"ช่วยด้วย!"