บทที่ 20 ข้ามิอาจเทียบเทียมเสด็จพ่อได้
ถังกั๋วกงเคยสู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับฮ่องเต้องค์ก่อนเพื่อกอบกู้บัลลังก์ จึงได้รับการแต่งตั้งเป็กั๋วกงในภายหลัง ทว่าภูมิหลังของถังกั๋ว กงและโหวหย่งหนิงผู้เฒ่าแตกต่างกัน ท่านโหวมาจากชนบท ส่วนถังกั๋ว กงนั้น ตระกูลถังในราชวงศ์ก่อนเป็ตระกูลขุนนางเก่าแก่และทรงอิทธิพล ดังนั้น ตระกูลถังจึงมีรากฐานที่มั่นคงในเมืองหลวง
อย่างไรก็ตาม ตระกูลถังรู้จักซ่อนเล็บเก็บงา ถังกั๋วกงเป็ขุนนางเก่าแก่สองแผ่นดิน ในบรรดาบุตรชายทั้งห้า ดำรงตำแหน่งสำคัญในราชสำนักถึงสามคน ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่สร้างพรรคสร้างพวก ไม่ก้าวก่ายการบริหารบ้านเมือง หากไม่ติดปัญหาบางประการในยามนี้ เขาคงลาออกจากราชการ กลับไปใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบแล้ว
ทว่าวันนี้เขากลับคุกเข่าร้องไห้ บรรดาขุนนางในราชสำนักต่างคิดวกวนไปต่าง ๆ นานา ส่วนฮ่องเต้ก็ทรงปวดพระเศียรยิ่งนัก และทรงกริ้วตระกูลเหลียงอยู่ในพระทัย
ฮ่องเต้ยื่นพระหัตถ์ประคองถังกั๋วกงอีกครั้ง คราวนี้ถังกั๋วกงยืนขึ้นด้วยใบหน้าที่นองน้ำตา ฮ่องเต้จับมือเขาแล้วตรัสด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ขุนนางผู้ภักดี ทั้งท่านและท่านโหวหย่งหนิงต่างสร้างคุณูปการอันใหญ่หลวงให้แก่ราชวงศ์ต้าเฉียน ข้าและชาวต้าเฉียนทั้งปวงไม่มีวันลืม ข้าจะไม่ยอมให้ลูกหลานของขุนนางผู้ภักดีต้องได้รับความอัปยศ”
ฮ่องเต้ตรัสจบก็เสด็จประทับบนบัลลังก์ั “หากไม่มีเื่อันใดแล้ว พวกเ้าก็แยกย้ายเถิด”
ฮ่องเต้เสด็จออกไปโดยมีขันทีคอยประคอง ส่วนถังกั๋วกงปาดน้ำตา แล้วให้บุตรชายสองคนช่วยพยุงออกจากพระตำหนักเฉียนชิง ระหว่างนั้นมีขุนนางบางคนเข้ามาหวังจะพูดคุย ทว่าถังกั๋วกงกลับส่ายหน้า ปฏิเสธที่จะเจรจาด้วย
แม้จะเป็เื่เล็กน้อย ทว่าบรรดาขุนนางต่างรู้สึกไม่สงบและเฝ้ารอว่าฮ่องเต้จะจัดการเื่นี้เช่นไร
ทางด้านฮ่องเต้ เมื่อเสด็จกลับถึงห้องทรงพระอักษร ก็คว้าถ้วยชาบนโต๊ะเขวี้ยงลงพื้นอย่างแรง เหล่าขันทีและนางกำนัลต่างคุกเข่าลงทันที
“ออกไปให้หมด!” ฮ่องเต้ตรัสด้วยน้ำเสียงเ็า ก่อนจะประทับลงบนพระเก้าอี้
เหล่าขันทีและนางกำนัลต่างพากันเดินออกจากห้องทรงพระอักษรด้วยร่างกายที่สั่นเทา เหลือไว้เพียงขันทีใหญ่ ‘เจียวคังเฉิง’ ที่ประคองถ้วยชาไปวางข้างพระหัตถ์ของฮ่องเต้ ก่อนจะกล่าวเบา ๆ
“ฝ่าา โปรดสงบสติอารมณ์ลงก่อนพะยะค่ะ”
ฮ่องเต้หลับพระเนตรพลางพิงพนักพระเก้าอี้ พระพักตร์เต็มไปด้วยริ้วรอยชรา พระองค์กำลังพึมพำกับตนเอง “ถังกั๋วกงกำลังกล่าวหาว่าข้ารังแกแม่หม้ายและเด็กกำพร้าของจวนโหวหย่งหนิง เขากำลังโทษว่าข้าไม่มีรับสั่งให้บุตรชายของโหวหย่งหนิงสืบทอดตำแหน่งและบรรดาศักดิ์ของบิดา”
เจียวคังเฉิงยืนอยู่ข้าง ๆ โดยไม่กล่าวสิ่งใด เขารู้ว่าฮ่องเต้กำลังระบายอารมณ์
“ข้าไม่เคยคิดจะยึดบรรดาศักดิ์ของโหวหย่งหนิง แต่ตราบใดที่ยังไม่พบตราพยัคฆ์ และอำนาจบารมีของโหวหย่งหนิงก็ยังคงมีอยู่ในกองทัพ บุตรชายของเขาก็ไม่อาจจะสืบทอดตำแหน่งได้” ตรัสถึงตรงนี้ ฮ่องเต้ทรงเปล่งพระสุรเสียงขึ้น “ไปเรียกจิ่งิมา”
องค์ชายรองมีพระนามว่า ‘หลี่จิ่งิ’
เจียวคังเฉิงรับพระบัญชาแล้วรีบออกจากห้องทรงพระอักษร ทันทีที่เห็นองค์ชายรองยืนอยู่ภายนอก จึงกล่าวขึ้นอย่างรวดเร็ว “องค์ชายรอง ฝ่าาทรงเรียกหา”
องค์ชายรองตอบรับเบา ๆ ก่อนจะเข้าไปในห้องทรงพระอักษร วันนี้เขาเองก็เข้าเฝ้าฮ่องเต้ด้วยเช่นกัน หลังจากเสร็จเื่ที่ท้องพระโรงก็รีบมารออยู่ที่ด้านนอกของห้องทรงพระอักษร
เขารู้สึกว่า แม้การกระทำของคุณชายรองเหลียงจะดูเกินเลยไปบ้าง ทว่าก็ไม่ได้มีความผิด หากเขาได้รับแจ้งว่าเซียวอวี้เฉินซุกซ่อนธิดาของขุนนางฏเอาไว้ เขาก็คงไปตรวจสอบเหมือนกัน
เมื่อเดินเข้าไปในห้องทรงพระอักษร องค์ชายรองเพิ่งจะเอ่ย ‘เสด็จพ่อ’ ได้ไม่ทันไร ถ้วยชาใบหนึ่งก็กระแทกลงมาที่ข้างเท้าของเขา องค์ชายรองจึงรีบคุกเข่าลงทันที “เสด็จพ่อ กระหม่อมมีเื่จะกราบทูล”
“เ้ายังมีสิ่งใดจะกล่าวอีกหรือ?” ฮ่องเต้ลุกขึ้นแล้วชี้พระดัชนีไปยังองค์ชายรอง พร้อมเปล่งพระสุรเสียงด้วยความพิโรธ “ตระกูลเหลียงเพิ่งร่ำรวยขึ้นมา ไม่ว่าจะกระทำการใดก็ทำด้วยความหยิ่งยโส แต่ด้วยเห็นแก่พระมารดาของเ้าและเ้า ข้าจึงหลับตาลงข้างหนึ่ง แต่บัดนี้พวกเ้าลองดูเอาเถิด พวกเ้าหยิ่งยโสมากเพียงใด? ในเมืองหลวงแห่งนี้ จะมีตระกูลใดบ้างที่มีฐานะเทียบเท่าตระกูลเหลียง? หลี่จิ่งิ เ้ายังไม่ได้เป็ฮ่องเต้!”
“เสด็จพ่อ” องค์ชายรองก้มกราบลงด้วยความหวาดกลัว “ข้าไม่เคยคิดจะ..”
“เ้าไม่เคยคิดจริง ๆ หรือ” ฮ่องเต้ถามด้วยพระสุรเสียงเรียบเฉย ทว่าองค์ชายรองกลับมีเหงื่อท่วมตัว
จะให้ตอบคำถามนี้เช่นไรดี หากบอกว่าไม่เคยคิดจะเป็ฮ่องเต้ ก็หมายความว่าไร้ซึ่งความทะเยอทะยาน ทว่าองค์ชายที่ไร้ซึ่งความทะเยอทะยานนั้นจะเป็ฮ่องเต้ได้เช่นไร หากบอกว่าเคยคิดจะเป็ฮ่องเต้ก็ยิ่งไม่ได้ เสด็จพ่อคงจะคิดว่าเขาอยากจะชิงบัลลังก์เสียตอนนี้เลย
“เสด็จพ่อ แม้ก่อนหน้านี้ข้าและท่านโหวจะมีเื่บาดหมางกันมาก่อน แต่ท่านโหวก็ตายจากไปแล้ว ข้าไม่มีความจำเป็ต้องจับผิดจวนโหวหย่งหนิงอีก คราวนี้… คราวนี้ที่ท่านน้าของข้าไปตรวจสอบจวนโหวหย่งหนิง นั้นก็มีเหตุผล”
องค์ชายรองเลือกที่จะไม่ตอบคำถามของฮ่องเต้โดยตรง
“เหตุผลอันใด?” ฮ่องเต้ตรัสถาม
“เสด็จพ่อ” องค์ชายรองคลานเข่าไปข้างหน้าอีกสองสามก้าวแล้วกล่าวขึ้น “ท่านน้าของข้าได้รับจดหมายฉบับหนึ่ง ความว่าคุณชายใหญ่แห่งจวนโหวซุกซ่อนธิดาของฏหลิวอวี้ซาน อยู่ในตรอกเหมยฮวา”
ฮ่องเต้ได้สดับดังนั้นก็ขมวดพระขนงแน่น จากนั้นก็โบกพระหัตถ์ให้องค์ชายรองลุกขึ้น “ลุกขึ้นมาก่อนเถิด”
องค์ชายรองลุกขึ้นจากพื้น แล้วยืนอยู่ข้างโต๊ะ จากนั้นฮ่องเต้จึงตรัสถามขึ้นอีกครั้ง “หาตัวเจอหรือไม่?”
องค์ชายรองก้มหน้านิ่งเงียบ
ฮ่องเต้พระสรวลเบา ๆ “หากเ้าหาตัวนางเจอแล้ว ท่านแม่ทัพใหญ่ถังกั๋วกงผู้นั้น คงไม่คุกเข่าร้องไห้อยู่ในท้องพระโรงหรอกกระมัง”
“ท่านน้าของข้าได้นำคนไปที่นั่นแล้ว ไม่พบว่ามีผู้ในอาศัยอยู่ แต่ภายในเรือนดูเรียบร้อยดี เห็นได้ชัดว่าเคยมีผู้อาศัยอยู่ก่อนหน้านี้” องค์ชายรองรู้สึกแค้นใจที่ไม่มีผู้ใดอาศัยอยู่เลย
ฮ่องเต้ก้มพระพักตร์มองหนังสือกราบทูล พระองค์นิ่งเงียบครู่หนึ่งก่อนจะตรัสถาม “พบหลักฐานหรือไม่?”
“บัดนี้ยังไม่พบสิ่งใด จวนโหวหย่งหนิงกวาดล้างร่องรอยจนไม่เหลือแม้คราบ” องค์ชายรองคิดในใจว่าคงเป็ถังกั๋วกงที่เก็บกวาดให้เป็แแน่ เพราะโหวฮูหยินไม่น่าจะมีความสามารถถึงเพียงนั้น และเซียวอวี้เฉิน บุตรชายของโหวหย่งหนิงเองก็ยิ่งทำได้ไม่
ฮ่องเต้หันพระพักตร์เ็าอีกครั้ง “หากจะกระทำการใดต้องมั่นใจว่าจะทำได้ดี ไม่เช่นนั้นก็ไม่ต้องทำ”
"กระหม่อมเข้าใจแล้ว” องค์ชายรองกำหมัดแน่น มิใช่เพราะเขาไม่ยอมปล่อยวางจวนโหวหย่งหนิง หากแต่เมื่อใดก็ตามที่เขาต่อกรกับเซียวไฮว่เขาไม่เคยมีชัยเลยสักครั้ง จนบัดนี้จวนโหวหย่งหนิงแทบจะกลายเป็ปมในใจเขาแล้ว
“ให้เหลียงเจี้ยนอันไปขอขมาที่จวนโหวหย่งหนิง” ฮ่องเต้จ้องมององค์ชายรองด้วยสายพระเนตรเต็มไปด้วยความผิดหวัง “เื่ง่าย ๆ เพียงนี้ เ้าคงทำได้ดีกระมัง?”
“พะยะค่ะ” องค์ชายรองรีบตอบ “กระหม่อมจะคอยกำชับให้ท่านน้าไปขอขมาที่จวนโหวหย่งหนิงด้วยตนเอง”
ฮ่องเต้โบกพระหัตถ์ไล่องค์ชายรองออกไปด้วยความกริ้วจากนั้นก็เอนพระวรกายลงบนพนักพระเก้าอี้ด้วยความอ่อนล้า ก่อนจะตรัสเบา ๆ “ข้ามิอาจเทียบเทียมเสด็จพ่อได้ พระองค์ทรงให้กำเนิดโอรสที่เก่งกาจหลายพระองค์”
เจียวคังเฉิงก้มหน้าต่ำ แสร้งทำเป็ไร้ตัวตน “น้องหกทรงเป็ที่โปรดปรานขอพระองค์มากที่สุด ข้ายังจำได้ว่าเมื่อครั้งน้องหกมีอายุเพียงสิบกว่าปี ยังเคยโต้แย้งจนเหล่าขุนนางผู้เจนจัดไม่อาจเอ่ยวาจาใด ๆ ได้ แท้จริงแล้วข้ากับน้องหก… มีสายสัมพันธ์ฉันพี่น้องที่ลึกซึ้ง…”
เจียวคังเฉิงยังคงแสร้งทำเป็ไร้ตัวตน ฮ่องเต้หลับพระเนตร เอนพระวรกายพิงพนักพระเก้าอี้ ดูเหมือนพระองค์จะตกอยู่ในภวังค์แห่งความหลัง สักพักจึงได้ยินพระองค์ตรัสอีก “่นี้พระพลานามัยของไท่เฟย*[1] เป็เช่นไรบ้าง?”
เจียวคังเฉิงกราบทูลเสียงต่ำ “ไท่เฟยทรงมีพระพลานามัยดีและเสวยพระกระยาหารได้ดี เพียงแต่ยังคงคิดถึงพระองค์อยู่เสมอ”
“ส้มจากเมืองจื้อหนานที่ส่งมาเป็เครื่องบรรณาการใกล้จะมาถึงแล้วกระมัง?” ฮ่องเต้ตรัสถาม
“คงจะมาถึงในอีกไม่กี่วันพ่ะย่ะค่ะ”
“เมื่อมาถึงแล้ว จงนำไปมอบให้ไท่เฟยเยอะ ๆ หน่อย”
เจียวคังเฉิงกราบทูลรับคำด้วยเสียงต่ำ
[1] ไท่เฟย = หากฮ่องเต้องค์ปัจจุบันเป็พระโอรสที่เกิดแต่พระชายาหรือพระสนมที่มีชาติกำเนิดต่ำต้อย พระชายาหรือพระสนมผู้นั้นไม่สามารถขึ้นเป็ฮองไทเฮาได้ แต่จะได้รับตำแหน่งเป็ไท่เฟย