ตอนที่ 138 ราชาแห่งผลไม้
ถึงไลท์จะอยู่ตัวคนเดียว พลังเวทก็ไม่มีเหมือนกับใครเขา แต่พ่อครัวหนุ่มก็อาศัยเจ้าโปริ่งร่างแยกที่ซ่อนตัวอยู่ตามจุดต่างๆ คอยบ่งบอกทิศทางให้ไปตามจุดต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการพบเจอกับแมทและผู้ติดตาม ที่ออกตามหาเขาอยู่
ไลท์เดินสลับวิ่งอยู่นาน ด้วยร่างกายที่เป็นคนออกกำลังกายมาบ้าง อีกทั้งในโลกก่อนการวิ่งก็ถือเป็นสิ่งที่ผู้คนนิยมกันมาก เพราะมันทั้งง่ายและสะดวก เพียงแค่รองเท้าหนึ่งคู่และจิตใจที่พร้อมจะทำเพื่อร่างกาย
เพียงแค่นี้ก็สามารถออกกำลังกาย เสริมสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกายของเราได้แล้ว ทั้งนี้แม้ไลท์จะไม่ได้มีเวลาออกไปวิ่งเหมือนแต่ก่อน นับตั้งแต่ที่ทะลุมิติมายังโลก The Gloria
แต่เขาก็มักจะอาศัยเวลาว่าง วิ่งจ๊อกกิ้งรอบๆ ร้านเท่าที่พอจะมีโอกาสอยู่ตลอด ประหนึ่งเพื่อเสริมสร้างความกระฉับกระเฉงให้กับร่างกาย ได้ยืดเส้นยืดสายนั่นเอง
ไลท์วิ่งไปตามทางที่เจ้าโปริ่งร่างแยก ชี้นำอยู่นานสองนาน เขาเริ่มที่จะเหนื่อยจนหัวใจเต้นระรัวอยู่บ้าง หากแต่สองเท้าก็ยังคงก้าวต่อไปไม่หยุด
จวบจนกระทั่งเขาได้ออกห่างจากกลุ่มขบวนของนักผจญภัย ไปไกลหลายกิโลเข้าให้แล้ว
‘วิ้ด~!’
เจ้าโปริ่งร่างแยกที่ติดตามไลท์มาตลอดทาง ได้ส่งสัญญาณให้ไลท์หยุดและรออยู่ที่ตรงนี้
จุดที่ปลอดภัยและคาดว่าจะไม่มีผู้ใดหาเขาเจอ นอกจากไวทเคานต์นิคที่จะเป็นตัวเอกของบทละครเรื่องนี้ ซึ่งทางด้านของไลท์ก็ได้แอบทิ้งร่องรอยเอาไว้บางส่วนเพื่อให้ไวทเคานต์นิคสามารถจับสังเกตเอาไว้อยู่ตลอดๆ
และในระหว่างที่รอ ให้ไวทเคานต์ติดตามมาถึง ไลท์ก็ถือโอกาสนี้ออกสำรวจป่าบริเวณรอบๆ เพื่อมองหาวัตถุดิบที่พอจะนำมาทำอาหารไปพลางๆ
อาจจะเป็นต้นอ่อนปีศาจที่มันคือใบกะเพราของในโลกนี้ ที่ไลท์ได้นำมาปรุงเป็นอาหารจนถูกปากของคนในโลกนี้
‘โอ๊ย!’
ในระหว่างที่ไลท์กำลังสอดส่องสายตาไปตามหมู่แมกไม้อยู่นั่นเอง เขาก็เผอิญเหยียบเข้ากับผลไม้ชนิดหนึ่งที่ตกอยู่บนพื้น โดยผลไม้ลูกดังกล่าวมีร่องรอยของการกัดกินของสัตว์ป่าจนหายไปเกือบครึ่งผล แต่ถึงกระนั้นในส่วนเปลือกของผลไม้ที่ไม่โดนกัดกิน กลับมีหนามแหลมที่ยังคงแฝงพิษสงของมัน ทิ่มแทงเข้าใส่เท้าของไลท์เข้าไปเต็มเป้า จนชายหนุ่มเผลอร้องด้วยความเจ็บออกมาเลยทีเดียว
ผลของผลไม้ที่ถูกสัตว์ป่ากัดกิน แม้จะเปลี่ยนเป็นสีดำไปบ้างบางส่วน แต่เมื่อไลท์พบเห็นและได้กลิ่นของมันเข้า เขาก็รับรู้ได้ในทันทีว่ามันคือผลไม้ชนิดใด
“อะไรจะบังเอิญป่านนี้?” ไลท์หยิบเศษซากผลไม้ที่แหลมคมนั้นขึ้นมาดู ใบหน้าของเขายิ้มออกมาด้วยความดีใจ
หยาดเหงื่อและแรงกายที่ต้องเสียไปในการเดินเข้ามาในป่าลึกเพื่อทำตามแผน ดูเหมือนจะคุ้มค่าไปกว่าที่เขาจินตนการมากทีเดียว
“ไหนดูสิ...ว่าแกหล่นมาจากไหน” เมื่อมั่นใจว่าผลไม้ที่เขาหยิบขึ้นมา คือผลไม้ชนิดเดียวกับผลไม้ในโลกก่อนของเขา จากที่ไลท์เอาแต่ก้มมองหา หมู่แมกไม้ตามพื้นดิน ก็พลันเลื่อนสายตาขึ้นไปมองดูต้นไม้สูงๆ เพื่อมองหาต้นตอของผลไม้ลูกนี้
“เจอแล้วราชาแห่งผลไม้ทั้งปวง…ทุเรียน”
ไลท์พบเจอเข้ากับต้นไม้ที่มีลักษณะคล้ายกับต้นทุเรียนในโลกก่อน ขึ้นเรียงรายไปกับต้นไม้อื่นๆ
แน่นอนว่าในโลก The Gloria ด้วยสภาพแวดล้อมที่ยังคงอุดมสมบูรณ์และความแตกต่างทางธรรมชาติที่ไม่เหมือนกับโลกก่อนของเขา ทำให้ต้นทุเรียนนั้นเติบโตขึ้นในส่วนลึกของป่าดาราฉายและซอกซอนอยู่ตามต้นไม้ใหญ่ต่างๆ อย่างผิดธรรมชาติหากเทียบกับการปลูกต้นทุเรียนในโลกก่อนของเขานั่นเอง
ไลท์ยืนมองต้นทุเรียนในโลก The Gloria ด้วยใบหน้าที่มีความสุข เขาคิดถึงราชาของผลไม้ทั้งปวงนี้เหลือเกิน
“ก่อนอื่นเก็บผลของมันก่อนก็แล้วกัน ส่วนเรื่องที่จะนำมันไปปลูกเอาไว้ค่อยคิดต่อทีหลัง” ไลท์โบกมือวูบ
ในชั่วพริบตาเดียว ทางด้านเจ้าโปริ่งร่างแยกที่เฝ้าติดตามไลท์แทนร่างหลัก ก็กระโดดเด้งขึ้นไปบนต้นทุเรียนตามคำสั่งของไลท์อย่างว่าง่าย
ร่างกลมๆ อันนุ่มนิ่มของมัน ไม่ได้รับอาการบาดเจ็บใดๆ จาก ผลทุเรียนเลยแม้แต่น้อย เพียงแค่มันคลุมร่างทับลงไปบนผลทุเรียน ทุเรียนที่แหลมคมก็ถูกกลืนหายไปในร่างของเจ้าโปริ่ง เหลือเอาไว้แต่กิ่งที่แว้งเว้าและต้นทุเรียนที่ปราศจากผล จนโล้นไปเลย
“ลองดูบริเวณรอบๆ นี้ ให้กับฉันหน่อย หากยังมีเหลืออยู่อีก ก็ให้เก็บมันมาให้หมด...หรือถ้าเจอผลไม้แปลกๆ ก็เก็บมาด้วย เดี๋ยวไว้เสร็จจากงานนี้ฉันจะให้รางวัลแกอย่างงามเลย”
ไลท์รู้ดีว่าเขาไม่มีเวลาว่างมาสำรวจต้นไม้พวกนี้ได้มากนัก เพราะอีกเดี๋ยวจากที่เจ้าโปริ่งร่างแยกได้แจ้งไว้ ทางด้านกลุ่มของโทมัสและคนอื่นๆ ก็จะตามมาสมทบกับเขาแล้ว
ไลท์รีบเก็บทุเรียนที่เจ้าโปริ่งร่างแยกเก็บมามากกว่าหลายสิบผล เข้าไปในห้องเก็บของในระบบของเขา เพื่อคงสภาพและหยุดเวลามันไม่ให้เน่าเสียหรือส่งกลิ่นออกมา ก่อนจะรีบกลับเข้าสู่แผนการเดิมดั้งเดิม
ส่วนทางด้านของไวทเคานต์นิคก็เจอเข้ากับร่องรอยที่เขาทิ้งเอาไว้ให้แล้วเช่นเดียวกัน อีกไม่นาน บทละครและฉากเหตุการณ์สำคัญก็จะเริ่มต้นขึ้น
‘ฟ้าว~!’ ไวทเคานต์นิคแม้จะอยู่ในวัยกลางคน แต่อย่าให้อายุของเขามาหลอกสายตาได้ ด้วยการวิ่งที่เหมือนโจนทะยาน คล้ายกับมีปีกบินของขุนนางผู้นี้
มันรวดเร็ว คล่องแคล่ว ว่องไวเสียยิ่งกว่า นักผจญภัยวัยหนุ่มหลายสิบเท่าเลยทีเดียว
หมู่แมกไม้ ใบหญ้าล้วนเคลื่อนผ่านร่างของไวทเคานต์นิคไป ราวกับสายลม เพียงไม่นานไวทเคานต์นิคก็ติดตามมาถึง ร่องรอยใหญ่อันสุดท้ายที่ไลท์ได้ทิ้งไว้ให้ ซึ่งร่องรอยที่ว่านั้นก็คือ พืชผักกองโต ที่ไลท์ตั้งใจทำหล่นไว้นั่นเอง
“นี้น่าจะเป็น พืชผักที่ท่านไลท์แยกตัวออกมาเก็บสินะ?” ไวทเคานต์นิคเมื่อเห็น กองพืชผักขนาดใหญ่ที่ตกทิ้งไว้ ก็ได้หยุดฝีเท้าที่กำลังถลาไปกับลม เพื่อเข้ามาตรวจสอบ
ซึ่งจากการประเมินด้วยสายตา ไวทเคานต์นิคก็รู้สึกแปลกๆ กับการที่เห็นพืชผักกองโตถูกทิ้งไว้เช่นนี้อยู่มาก
“ถ้าหากท่านไลท์แยกตัวออกเพื่อเก็บพืชผักพวกนี้จริงๆ แล้วเหตุใดถึงวางพวกมันทิ้งไว้ที่นี่ นี่มันผิดสังเกตเอามากๆ” ไวทเคานต์นิคได้คิดเช่นนี้ ก่อนจะรีบมองไปยังรอบๆ บริเวณนั้นเพื่อมองหาจุดเชื่อมโยง ก่อนจะพบเห็นฝีเท้าของไลท์ ที่ดูร้อนรน วุ่นวาย คล้ายกับวิ่งหนีอะไรบางอย่างมุ่งหน้าไปยังพุ่มไม้ที่หนาทึบภายในป่าเบื้องหน้า
“โฮก...กรร~”
ในทันทีที่ไวทเคานต์นิคกำลังจะติดตามรอยเท้าของไลท์เข้าไปในป่าทึบนั่นเอง จู่ๆ เสียงขู่คำรามอันทรงพลังก็ได้ดังขึ้น เบื้องหน้าของเขา
“คาห์น แมท ช่วยฉันด้วย!” สิ้นเสียงคำราม ก็พลันมีเสียงของไลท์ดังขึ้นตามมา
ฟังจากทิศทางที่ไวทเคานต์นิคได้ยิน คาดว่าท่านไลท์น่าจะอยู่ไม่ห่างมากเท่าไหร่...แต่ถ้าขืนชักช้าไปมากกว่านี้ มีความเป็นไปได้ที่ท่านไลท์อาจจะถูกสัตว์อสูร สังหารจนตายแน่ๆ
ไวทเคานต์นิครีบระเบิดพลังไปตามเสียงร้องเรียกของไลท์ที่ตนเองได้ยินในทันที ขุนนางวัยกลางคนได้แต่สวดอ้อนวอนแด่เทพแห่งแสง เพื่อขอให้ท่านช่วยปกปักรักษาไลท์ให้ปลอดภัย
และในชั่วพริบตา ทันทีที่ไวทเคานต์นิคจุดระเบิดความเร็วที่ทะลุขีดจำกัดของตนเอง เท่าที่จะทำได้ ก็ส่งให้ขุนนางวัยกลางคน เข้ามาโอบกอดไลท์และรีบพาตัวของพ่อครัวหนุ่ม กระโจนให้ออกห่างจาก คมเขี้ยวของสัตว์อสูรที่กำลังวิ่งตรงเข้ามาได้อย่างหวุดหวิด
“ท่านไวทเคานต์!” ไลท์ที่อยู่ในอ้อมกอดของขุนนางวัยกลางคน แสร้งทำเป็นร้องเรียกชื่อของอีกฝ่าย ด้วยความแปลกใจ
“ท่านไลท์ปลอดภัยดีใช่ไหม?” ทางด้านไวทเคานต์นิค รีบถามถึงความปลอดภัยของไลท์ด้วยความร้อนใจ
“ครับ ผมปลอดภัยดี...แต่ก็เกือบจะต้านอสูรหมาป่าสีชาดเอาไว้ไม่อยู่เช่นกัน” ภายใต้คำพูดที่ดูอ่อนแอของไลท์ มันยิ่งทำให้ไวทเคานต์นิค ต้องรีบหันกลับมามองถึงสัตว์อสูรที่เข้าโจมตีไลท์เมื่อครู่ในทันที
ร่างกายอันใหญ่โตที่มีลักษณะเป็นเพลิงสีชาด ได้ฉุดให้ไวทเคานต์นิคถึงกับตะลึงงัน
“อสูร...หมาป่าสีชาดแห่งป่าดาราฉาย!” ไวทเคานต์นิคจ้องมองด้วยความตกตะลึง คิดไม่ถึงว่าจากที่ตนเองจะเป็นคนออกล่า
กลับกลายเป็นว่าสัตว์อสูรหมาป่าสีชาดต่างหากที่เป็นคนออกล่าตนเองแทน
“ท่านไลท์รีบหนีไป...ฉันจะรับมือกับมันให้เอง” ไวทเคานต์นิคชักดาบข้างลำตัวออกมา มันเป็นดาบที่งดงามและดูคมกริบ ด้ามดาบมีอัญมณีสีแดงเพลิงที่คาดว่าน่าจะเป็นพลังเวทธาตุไฟที่ส่งเสริมพลังให้แก่ไวทเคานต์นิค ทอประกายประดับเอาไว้อยู่
แต่ทว่า “หมาป่าสีชาดตัวนี้แข็งแกร่งมาก ท่านไวทเคานต์เพียงคนเดียว คงจะต้านมันไม่ไหวแน่…แล้วผมจะทิ้งท่านเอาไว้และหนีเอาตัวรอดไปคนเดียวได้ยังไง” บทละครฉากนี้ ไลท์ไม่ได้อยากจะเป็นแค่ตัวประกอบ
ถึงบทพระเอกและบทตัวร้ายจะกำหนดและมอบให้กับ ไวทเคานต์นิคและเจ้าโปร่งที่แปลงกายเป็นอสูรหมาป่าสีชาด โดยมีโทมัส จิม เอลล่าและแอล เป็นผู้ร้ายที่อยู่เบื้องหลังไว้แล้ว
แต่ไลท์ก็อยากที่จะมีบทบาทของเขาบ้างเช่นกัน
ไลท์วาดมือออกไป ตามที่เคยเห็นโทมัสและคนอื่นๆ ตอนกำลังร่ายเวท เขาได้ลอกเลียนท่าทางทุกอย่างแบบครบถ้วน แม่นยำ ไม่มีขาดเกิน ก่อนจะกระตุกเอาเจ้าโปริ่งร่างแยกที่หลบซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ พ่นสายน้ำแห่งวารีออกมาเป็น เส้นสาย มีพลังทำลายล้างไม่ต่างจาก หอกเลยทีเดียว
ตูม..ตูม! หอกวารีได้พุ่งออกไปด้วยความเร็วสูง ราวกับหัวลูกศร มันกระทบเข้ากับต้นไม้ถึงจนหักโค่นเป็นสองท่อน เนื่องด้วยเจ้าโปริ่งในคราบหมาป่าสีชาดได้กระโดดหลบหอกวารีนี้ได้อย่างหวุดหวิด
แต่จะว่าหวุดหวิดก็คงไม่ใช่ เพราะความจริงมันคือการนัดแนะกันระหว่าง เจ้าโปริ่งร่างจริงกับร่างแยกด้วยจิตสำนึกตั้งแต่แรกแล้ว
และที่ไลท์ทำไปทั้งหมดก็เพื่อ ให้ไวทเคานต์นิค นั้นเชื่อในพลังของเขา ว่าเขานั้นสามารถร่วมสู้กับท่านไวทเคานต์ได้นั่นเอง
“พลังเวทของท่านไลท์ช่างรุนแรงเหลือเกิน ถ้าเช่นนั้นพวกเรามาร่วมต่อสู้ด้วยกันเถอะ” เมื่อเห็นพลังเวทของไลท์ นั้นมีพลังทำลายล้างที่ทรงพลัง ทางด้านไวทเคานต์นิคก็พอจะอุ่นใจขึ้นมาได้เปลาะหนึ่ง
กอปรกับที่เคยได้รับฟังเรื่องราวของไลท์ จากปากของคาห์นและหัวหน้าหน่วยที่บอกเอาไว้ว่าไลท์นั้นมีพลังเวทที่กล้าแข็ง
ทันทีที่ได้มาเห็นกับตาของตัวเอง ไวทเคานต์นิคก็เริ่มที่จะเชื่อจนสนิทใจ ว่าไลท์นั้นคือผู้อาวุโสเร้นกายอย่างที่หลายๆ คนบอก
“ได้เลยครับ ท่านไวทเคานต์เองก็ระวังตัวด้วยนะครับ” ไลท์เองก็แสร้งทำเป็นตั้งท่าต่อสู้ ยิ่งในโลกก่อนของไลท์ มีภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่และขบวนการเซ็นไต อยู่มากมาย การจะตั้งท่าให้ดูเท่ๆ มีหรือที่ไลท์จะทำมันไม่ได้
ไลท์ตั้งท่าต่อสู้ ราวกับเป็นผู้เชี่ยวชาญ ทุกท่วงท่าของเขา ได้ปลดปล่อยพลังเวทออกไปอย่างต่อเนื่อง
แน่นอนมันช่วยทำให้ไวทเคานต์นิคที่ค่อนข้างเชี่ยวชาญในด้านการต่อสู้ระยะประชิด เข้าประชิดตัวอสูรหมาป่าสีชาดได้มากขึ้นกว่าเดิม
ไวทเคานต์นิคควงดาบเข้าฟาดฟันใส่หมาป่าสีชาด ที่ได้แต่หลบเลี่ยงอยู่ท่าเดียว หมาป่าสีชาดพยายามคำรามพลางปลดปล่อยคลื่นพลังเวทอันรุนแรงเข้าใส่ไวทเคานต์นิค แต่ก็ถูกไลท์ที่มีเจ้าโปริ่งร่างแยกที่ได้นัดแนะกับร่างจริง
ใช่เวทกลบฝังคลื่นพลังนั้นเอาไว้อย่างอยู่หมัด
“มีท่านไลท์ช่วยแบบนี้ ทำให้ฉันต่อสู้ง่ายขึ้นกว่าเดิมเยอะเลย…ย่าห์” ไวทเคานต์นิคพุ่งตัวเข้าหาหมาป่าสีชาด ที่คลื่นพลังเวทของมันถูกไลท์ตีขัดออกไป ส่งให้ปราณดาบอัสนีที่ร้อนแรงของไวทเคานต์ สามารถฟาดฟันเข้าที่กลางลำตัวของหมาป่าสีชาดไปเต็มๆ
อะหู้ว~!
หมาป่าสีชาด เห่าหอนออกมาด้วยความเจ็บปวด
แต่ทว่าภายใต้เสียงร้อนอันสุดแสนจะเจ็บปวดของมัน กลับกันมันคือเสียงเรียกให้โทมัส จิม เอลล่าและแอล เริ่มลงมือ ตอบโต้กลับคืนต่างหาก
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
ขอโทษที่เมื่อวานไม่ได้ลงนิยายให้ตามเวลานะครับ พอดีผมลืมกดตั้งเวลา T.T Sorry ครับ
ตารางการลงนิยายเวลา 18.00 หยุดทุกวันพุธครับ
เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆ ได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ
www.facebook.com/writelazy