บทแห่งเด็กชายในหุบเขา
หินปริศนา
กลุ่มอันแปลกประหลาดที่ประกอบด้วยคนและเสือรวมหกชีวิต ต่างมุ่งหน้าเดินฝ่าความมืดบนดอยสูง ตรงไปยังทิศเหนือของหมู่บ้านลั้วะ
เ้าลายเสือโคร่งใหญ่เดินนำหน้าคนทั้งห้า มันก้มหัวเรี่ยดินดมกลิ่นบนพื้น สลับกับมองร่องรอยบนดินซึ่งถูกน้ำหนักของงูั์เลื้อยกดทับเป็แอ่งตื้น
“ไอ้ตัวไม่มีตีนนั่นทิ้งรอยให้ตามได้ชัดขนาดนี้ ต่อให้ไม่มีเ้าลายนำทาง ยังไงพวกเราก็น่าจะหาตัวมันเจอได้ไม่ยาก” จั๋นเอ่ยขึ้น
“แล้วถ้าเจอตัวมัน เราจะทำยังไงกันต่อล่ะพ่อหนาน” อินว่า
“เอาไว้เจอมันก่อนเถอะ เื่อื่นค่อยว่ากันทีหลัง” สิงห์คำตอบพลางเดินตามแสนกับเ้าลายไปอย่างระแวดระวัง
แล้วจู่ๆ เ้าลายก็หยุดชะงัก มันจ่อจมูกติดกับผิวดิน ก่อนจะสูดดมกลิ่นด้วยท่าทีหงุดหงิด และเงยหน้าส่ายตามองหาร่องรอยบนพื้นที่หายไป
“กรร!!” มันส่งเสียงในคออย่างไม่สบอารมณ์
“แปลกจริง! ทำไมจู่ๆ รอยบนพื้นของมันถึงหายไปได้ล่ะ?” สิงห์ผาพูดขึ้นพลางหันรีหันขวางมองไปรอบตัว
สิงห์คำก็สังเกตได้เหมือนกัน เขารู้สึกได้ถึงบางอย่างที่แปลกไปอย่างบอกไม่ถูก มันเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน พร้อมๆ กับหมอกหนาที่ปรากฏขึ้นมาอย่างเอื่อยเฉื่อย
“แสน เอ็งอย่าออกห่างจากกลุ่มเด็ดขาดนะ ป่านี้มันชักจะมีอะไรแปลกๆ” เขาพูดขึ้นอย่างเป็ห่วงเด็กชาย
แสนมองฝ่าความมืดรอบตัว พลางเปิดใช้ทักษะเฉพาะของเขา
[เปิดระบบมองในความมืด]
* * *
“..!!” แต่แล้วเด็กชายก็ต้องแปลกใจ แม้เขาจะเปิดใช้อำนาจในการมองฝ่าความมืด แต่เขาก็ยังมองเห็นได้ไม่ถึงครึ่งของที่เคยทำได้ ความมืดในป่าแห่งนี้ดูแปลกไปจากที่ควรจะเป็จริงๆ
ฟ้ามืดเบื้องบนที่เคยมีดาวพราว ตอนนี้กลับถูกเมฆก้อนใหญ่เคลื่อนมาบดบังแสงดาวจนสิ้น ผสมกับหมอกประหลาดที่ควรจะมีสีขาวจาง แต่มันกลับมีสีคล้ำจนเกือบดำสนิท มันย้อมราตรีกาลที่มืดมิดให้มืดสนิทยิ่งกว่าเดิม
.
.
.
ขณะเดียวกันนั้นเอง สูงลิบขึ้นไปเหนือท้องฟ้า ผู้ที่ไม่ใช่มนุษย์ทั้งสองร่างก็ปรากฏตัวตนที่พร่าเลือนขึ้นอย่างเงียบเชียบ
“ความมืดประหลาดนี้แหละ ที่ช่วยให้มันคลาดสายตาข้าไปได้เมื่อครั้งก่อน” ชายหนุ่มร่างโปร่งจางเอ่ยขึ้น
“แปลกจริง... ข้าไม่เคยพบเห็นราตรีใดมืดมิดถึงขนาดที่สายตาของข้าจะมองผ่านไม่ได้เยี่ยงนี้เลย” ร่างใหญ่โปร่งจางเอ่ย
“ข้าถึงได้สงสัยใคร่รู้อย่างไงเล่าว่า เ้าสัตว์ประหลาดนี้มีสิ่งใดกันแน่ที่ปกป้องมันอยู่” ร่างหนุ่มเอ่ย “คงต้องถึงมือท่านให้ช่วยลงแรงแล้วล่ะ”
ชายร่างใหญ่โปร่งจางนิ่งเงียบ พลางก้มหน้ามองไปยังก้อนความมืดมหึมาที่ปกคลุมพื้นดินอยู่ชั่วครู่ แล้วเขาก็ยื่นกางฝ่ามือลงไปยังทิศเบื้องล่าง
.
.
.
ครืนน!!!
ทั้งห้าคนและหนึ่งเสือ เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าพร้อมกันทันที เมื่อจู่ๆ ก็มีเสียงฟ้าคำรามดังขึ้น แล้วเพียงไม่ถึงอึดใจ ละอองฝนก็โปรยปรายลงมา และหนาเม็ดขึ้นจนกระทั่งกลายเป็พายุฝนปลายฤดู เกิดลมกระโชกแรงดังอื้ออึ้ง โบกสะบัดพัดใบไม้ใบหญ้าจนปลิวไสว
แต่น่าแปลกใจนัก เพราะเมื่อทันทีที่เกิดลมฝน หมอกหนาที่เคยบดบังอำพลางสายตา ก็ดูจะเบาบางลงจนอำนาจการมองในยามค่ำคืนของแสนทำงานได้สมบูรณ์ดังเดิม
[เปิดระบบ: ตรวจจับการเคลื่อนไหว]
* * *
[พบการเคลื่อนไหวที่ระยะ 10 วา-ตะวันออก]
* * *
แสนวิ่งผละออกจากกลุ่มไปทางทิศนั้นทันที เ้าลายก็กระโจนตัวออกตามเด็กชายไปติดๆ ตามด้วยผู้ใหญ่อีกสี่คนที่วิ่งตามไปอย่างงงๆ
“แสน นั่นเอ็งจะไปไหน!” สิงห์คำร้องะโถามพลางวิ่งไล่ตาม
“ฉันเห็นบางอย่างอยู่ทางนั้น ลุง” แสนะโโดยไม่หยุดวิ่ง แต่กลับยิ่งเร่งฝีเท้า “มันกำลังจะหายไปอีกแล้ว”
“ทำไมไอ้แสนมันถึงได้วิ่งเร็วอย่างนี้วะ” อินะโขึ้นในขณะที่วิ่งอยู่รั้งท้ายขบวน
คณะทั้งหกวิ่งทะลุแนวป่าผ่านพื้นที่ทำไร่ของชาวลั้วะ พืชไร่ที่ยังเก็บเกี่ยวไม่เสร็จนั้น ถูกทิ้งกองไว้ตามพื้น บัดนี้กำลังถูกสายฝนกระหน่ำเทลงมาใส่ คาดว่าอีกไม่นานคงได้เสียหายจนหมดสิ้น
แสนวิ่งนำทุกคนลงมาตามไหล่เขาที่ลาดชัน จนถึงสุดเขตพื้นที่เพาะปลูก แล้วแสนก็ชะลอฝีเท้าก่อนจะหยุดลง เ้าลายตามมาถึงในไม่ช้า ต่อด้วยคนที่เหลืออีกสี่คน
“มันหายไปแถวนี้แหละ” แสนพูดเมื่อทุกคนมาถึงครบ
สิงห์คำเดินแซงหน้าแสนขึ้นมา มองกวาดตาไปยังภูมิทัศน์เบื้องหน้า ซึ่งเป็เนินสูงลาดชันมีแต่ก้อนหินน้อยใหญ่ แทบไม่มีผิวดินแทรกปะปน
“เอ็งเห็นมันหายไปตรงนี้แน่รึ แสน” สิงห์คำพูดขึ้น
แสนพยักหน้ารับอย่างมั่นใจ แล้วทั้งห้าคนหนึ่งเสือ ก็ยืนตากสายฝนมองขึ้นไปบนเนินหินสูงเบื้องหน้า
“เนินหินนี้อาจมีโพรงถ้ำให้มันซ่อนตัวอยู่ก็ได้” สิงห์คำพูดขึ้นอีกครั้ง
ไม่ทันขาดคำเ้าลายก็ปีนขึ้นไปบนเนินหินทันที มันดมกลิ่นบนก้อนหินที่เปียกไปด้วยน้ำฝน พลางไต่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วไม่นานมันก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่าง ก่อนจะหันลงมามองกลุ่มคนด้านล่าง และส่งเสียงดังขึ้นในลำคอ
ทั้งห้าคนรู้ถึงความหมาย จึงรีบปีนไต่ขึ้นไปบนเนินหินทันที
แล้วทั้งหมดก็มาหยุดยืนอยู่กลางเนินหิน เบื้องหน้าเป็แง่งหินใหญ่ตั้งบดบังปากถ้ำขนาดกว้างราวสามถึงสี่วาไว้ ในนั้นเต็มไปด้วยหมอกประหลาดสีดำคล้ำจนมองเข้าไปไม่เห็นอะไรด้านใน
“มีถ้ำอยู่จริงๆ ด้วยพ่อ” สิงห์ผาเอ่ยขึ้น
“ในนี้อาจจะเป็รังของมันก็ได้” จั๋นพูด
“เอ่อ--เราคงจะไม่เข้าไปใช่มั้ยพ่อหนาน... ขืนสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไป อาจจะได้กลายเป็อาหารของมันแบบไม่ทันได้รู้ตัว” อินว่า
สิงห์คำเห็นด้วย แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไร เ้าลายก็วิ่งกระโจนหายเข้าไปในถ้ำทันที
“เ้าลาย!” แสนร้องะโแต่ก็ไม่ทัน เด็กชายจึงตัดสินใจวิ่งตามเข้าไปด้วยอีกคน
“!!!”
“ปัดโธ่เว้ย!! นี่ไม่คิดจะฟังข้าพูดก่อนเลยรึไงวะ!” สิงห์คำพูดขึ้นอย่างเหลืออด
“ไป! พวกเรารีบเข้าไปพาไอ้แสนกลับออกมาเร็วเข้า ขืนปล่อยมันเข้าไปตายแบบนี้ จะเอาหน้าที่ไหนไปบอกแม่อุ๊ยกันล่ะ” สิงห์คำะโสั่ง
“ไอ้แสนเอ้ย...! เอ็งนี่หาเื่ให้พวกข้าพลอยซวยไปด้วยจริงๆ” อินบ่น แต่ก็วิ่งตามหลังทุกคนเข้าไปในถ้ำทันที
สูงลิบขึ้นไปเบื้องบน ร่างใหญ่โปร่งจางกำลังถูกกลุ่มเมฆสีดำรุมล้อมอยู่ทุกทิศทุกทาง เขาโบกมือสะบัดไปมา ก่อให้เกิดสายฟ้าแลบพุ่งเข้าใส่กลุ่มเมฆจนมันแตกตัวกระจายออก แต่ไม่นานมันก็กลับรวมตัวกันใหม่ และเข้ามารุมล้อมเขาอีกครั้งอย่างไม่หยุดหย่อน
“เ้าเมฆพวกนี้ช่างแปลกประหลาดนัก มันดูราวกับว่ามีชีวิตแต่ก็ไม่มีหัวคิด ทำได้เพียงแค่เกาะกลุ่มรวมตัวกันแล้วก็พุ่งเข้ามาไม่จบสิ้น” ชายร่างใหญ่เอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย แม้มือทั้งสองข้างจะโบกสะบัดอยู่ตลอดเวลา
ชายร่างเล็กยืนลอยอยู่กลางฟ้าแลบแปลบปลาบ เขากำลังก้มมองเบื้องล่างไม่วางตา
“คนพวกนั้นหารังของสัตว์ประหลาดตัวนั้นเจอแล้ว... แต่เข้าไปแบบนั้นดูท่าจะไม่ฉลาดกันเท่าไรเลย” ร่างนั้นพูดขึ้น ก่อนจะหันไปยังร่างใหญ่ข้างๆ
“ข้าคงต้องลงไปดูคนพวกนั้นเสียหน่อย ท่านคนเดียวก็น่าจะจัดการกับเมฆพวกนี้ได้นะ...”
ชายร่างใหญ่หันมามองอย่างเ็า พร้อมกับโบกมือชูขึ้นเหนือศีรษะ
ครืนนน!!! เปรี้ยงงง!!!
เกิดสายฟ้าขนาดใหญ่ฟาดลงมากลางหมู่เมฆดำ จนมันสลายหายไปเกือบครึ่ง
ร่างเล็กโปร่งจางยิ้มขึ้นเมื่อเห็นคำตอบ แล้วร่างของเขาก็ร่วงหล่นลดระดับหายไปกับความมืดเบื้องล่างทันที
.
.
.
ภายในถ้ำนั้นมืดมิดด้วยหมอกสีดำ แสนมองไม่เห็นเ้าลายที่วิ่งนำหายไป เพราะเมื่อทันทีที่เข้ามาในถ้ำ ทักษะการมองในที่มืดของเขาก็ถูกปิดกั้น จนมองเห็นได้ไม่เกินระยะสองวาเบื้องหน้า
แสนพยายามส่งเสียงเรียกเ้าลายเบาๆ แต่ก็ไม่มีสัญญาณตอบกลับมา เขาเดินคลำผนังหินไปข้างหน้าช้าๆ และดูเหมือนว่าเส้นทางในโพรงถ้ำนี้ แม้จะคดเคี้ยวไปมาแต่ก็เป็เส้นทางเดียวไม่มีทางแยกใด และรู้สึกว่าผนังโพรงขยายกว้างขึ้นทุกทีที่เดินลึกเข้าไป
ไม่นานเท่าไรนัก เขาก็เดินมาจนถึงห้องโถงขนาดใหญ่ราวกับเป็ลานกว้างกลางหมู่บ้าน เพดานถ้ำสูงขึ้นไปร่วมยี่สิบวา มีช่องแตกเป็รูกว้างกลางเพดาน เห็นแสงวอบแวบจากฟ้าแลบที่ด้านนอกถ้ำส่องลงมา พร้อมกับเห็นเม็ดฝนร่วงลงมาเป็สายจนพื้นถ้ำเจิ่งไปด้วยน้ำ
ครืนนน!!! เปรี้ยงงง!!!
เสียงฟ้าผ่าดังสนั่นขึ้นที่ด้านนอก พร้อมกับเกิดแสงสว่างวาบใหญ่สาดเข้ามา แล้วแสนก็มองเห็นเ้าลายกำลังยืนหมอบเรี่ยต่ำอยู่ที่อีกฟากของโถงถ้ำ
“เ้าลาย!” เด็กชายเอ่ยขึ้นอย่างดีใจที่พบสหายต่างสายพันธ์ุ ก่อนจะรีบวิ่งตัดลานกว้างเข้าไปหาทันที
แสนไปถึงก็เอื้อมมือกอดรอบคอของเ้าเสือร่างใหญ่
“เ้าลาย เ้าจะพรวดพราดเข้ามาแบบนี้ไม่ได้นะ ร่างกายเ้ายังาเ็อยู่ไม่น้อย หากเจอเ้างูั์นั่นอีกจะทำยังไง”
เ้าลายหันมาเลียใบหน้าของเด็กชายอย่างเข้าใจ ก่อนจะส่งเสียงในลำคอเบาๆ และหันกลับไปมองข้างหน้าต่อ แสนมองตามสายตาของเ้าลายไป
แล้วเขาก็มองเห็นว่า พื้นดินด้านหน้าใกล้กับผนังของโถงถ้ำ เป็หลุมยุบรูปวงกลมกว้างราวสามวา ลึกลงไปอีกราวหนึ่ง่ตัวผู้ใหญ่ และตรงจุดศูนย์กลางของหลุมนั้น มีหินก้อนหนึ่งขนาดเท่าลูกมะพร้าวฝังจมดินอยู่ครึ่งก้อน มันเป็หินขรุขระสีดำสนิท และที่น่าประหลาดที่สุดก็คือ มันกำลังปล่อยไอหมอกสีดำไหลรินลอยออกมา
“!?!”
[วัตถุไม่สามารถระบุที่มา]
[ไม่สามารถตรวจพิเคราะห์ได้]
* * *
แสนยิ่งแปลกใจหนักขึ้น เมื่อดวงตาของเขา “บอก” ไม่ได้ว่า หินตรงหน้าคืออะไร นับั้แ่สามปีที่เขาได้ความสามารถนี้มา มันไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมาเลย อย่างน้อยทุกครั้งที่ผ่านมา ดวงตาของเขาก็บอกได้มากกว่านี้
แสนย่อตัวลงคลานเข้าไปใกล้ปากหลุมยุบ เพ่งมองไปที่หินก้อนนั้นอีกครั้งอย่างตั้งใจ แต่ก็ยังคงปรากฏข้อความเดิมซ้ำขึ้นมาอีก ในขณะที่เด็กชายยังสับสนอยู่นั้น มือของเขาก็ััโดนกับน้ำเหนียวๆ บนพื้นเข้า แสนยกมือขึ้นมาดู พบว่ามันเป็ของเหลวใส มีสีแดงเรื่อเจือจางๆ
[ของเหลวชีวภาพ]
* * *
[เมือกเยื่อบุตา]
* * *
แสนเอะใจ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นช้าๆ มองไปที่เพดานถ้ำเหนือหัว
ครืนนน!!! เปรี้ยงงง!!!
เสียงจากฟ้าผ่าดังขึ้นอีกครั้งที่นอกถ้ำ พร้อมกับสาดแสงวาบเข้ามา แม้จะเพียงแวบเดียว แต่แสนก็มองเห็นร่างยาวใหญ่พันตัวเกาะกับหินย้อย้าของเพดานถ้ำ หัวใหญ่เท่าเกวียนบรรทุกข้าวของมันกำลังห้อยลงมาหาพวกเขา แล้วพลันเมื่อดวงตาข้างเดียวของมันสบกับสายตาของแสน มันก็ทิ้งตัวลงมาทันที
เ้าลายไวปานสายฟ้า มันงับคอเสื้อของเด็กชาย ก่อนจะกระโจนหลบจากปากมหึมาที่ทิ้งดิ่งลงมาได้อย่างเฉียดฉิว
เ้าลายกระชากร่างของแสนวิ่งตัดออกไปยังอีกฟากของลานโถงถ้ำ ก่อนจะปล่อยร่างของเด็กชายออกจากปาก และหมุนตัวหันกลับหลังไปเตรียมรับมือเ้างูั์ที่น่าจะไล่ตามมา
แต่!... เ้างูั์ยังอยู่ตรงที่เดิม มันเลื้อยขดม้วนตัวเป็วงล้อมรอบหลุมยุบนั้น ดวงตาข้างเดียวของมันจ้องเขม็งมายังผู้บุกรุก พร้อมกับอ้าปากส่งเสียงขู่ดัง ฟ่อ ราวกับเป็ปู่โสมเฝ้าทรัพย์
แล้วทันใดก็มีลูกดอกหน้าไม้สี่ดอกพุ่งเข้าใส่ด้านหลังหัวของเ้างูั์ แต่เมื่อปะทะกับเกล็ดหนาของมัน ลูกดอกทั้งหลายก็กระเด็นกระดอนร่วงกราวลงกับพื้น
เป็ลูกดอกจากกลุ่มของสิงห์คำที่เพิ่งวิ่งมาถึง!
“เล็งที่ลูกตาของมัน! ที่อื่นน่าจะไม่ได้ผล” สิงห์คำะโสั่งพลางดึงสายรั้งใส่ลูกดอกลูกใหม่
แล้วทั้งสี่คนก็ยิงหน้าไม้ออกไปแทบจะพร้อมกันทันที
วิถีของลูกดอกพุ่งไปยังดวงตาข้างที่เหลือของเ้างูั์ แต่คล้ายมันจะรู้ทัน มันยกตวัดปลายหางขึ้นบดบังดวงตา ลูกดอกทั้งสี่เมื่อกระทบถูกเกล็ดแข็งก็กระเด็นร่วงลงไปตามเดิม และรวดเร็วจนมองแทบไม่ทัน เ้างูั์ก็ตวัดหางฟาดไปด้านหลังทันที
ปลายหางยาวราวกับท่อนซุง กวาดเข้าหาอินที่ยืนอยู่ริมสุด เด็กหนุ่มยืนตัวแข็งค้างด้วยความตกตะลึง รอคอยความตายที่กำลังเหวี่ยงเข้ามาอย่างไม่มีทางหลีกพ้น
แต่แล้วร่างกำยำหนึ่งก็โผนตัวเข้ามาบดบังเขาไว้ เป็หนานสิงห์คำ!
โครม!!
เสียงดังราวเนื้อกระทบโลหะ แล้วร่างของสิงห์คำก็ถูกซัดไปกระแทกกับอิน จนพากันล้มกลิ้งไปปะทะกับผนังถ้ำ
“พ่อ! ลุงหนาน!” เสียงของสิงห์ผาและแสนดังขึ้นพร้อมกัน ก่อนจะรีบวิ่งไปยังร่างของสิงห์คำที่นอนคว่ำหน้าอยู่ข้างๆ ร่างของอิน
อินยันกายลุกขึ้นโดยที่ไม่มีอาการาเ็ แล้วก็รีบโผเข้าไปยังร่างของผู้ที่ช่วยชีวิตเขาไว้ทันที
“พ่อหนาน! พ่อหนานไม่น่ามารับแทนข้าเลย พ่อหนานไม่น่ารีบตายเลย!” อินร้องะโพลางเขย่าร่างของสิงห์คำ
“ไอ้เวร! ข้ายังไม่ตายโว้ย! อูย--” สิงห์คำะโทั้งๆ ที่ยังคว่ำหน้า ก่อนจะยันกายหันมาด้วยสีหน้าเ็ป
“พ่อ! เป็ยังไงบ้าง?” สิงห์ผามาถึงก็เข้าประคองร่างของผู้เป็พ่อทันที
“ยังพอไหว- -แต่หากไม่มีรอยสักของเถรเ้าช่วยไว้ล่ะก็ สงสัยข้าคงได้แหลกไปแล้ว- -อั๊ก!” พูดไม่ทันจบ สิงห์คำก็สำรอกเืออกมาจากมุมปาก
แสนรีบ “เพ่งมอง” สิงห์คำทันที
[เผ่ามนุษย์: เพศชาย]
[อายุ: 49 วงรอบดวงอาทิตย์]
[ระดับพลังขั้นที่ 6]
-พลังกาย: 57-56-55- - ---17/60
[-พลังแฝง: อำนาจรอยสัก: 80]
* * *
“อ้ายสิงห์ผา! ลุงหนานาเ็เอาเื่อยู่ทีเดียว!” เด็กชายพูด
สิงห์คำยันกายลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าเ็ป ก่อนจะเซถลาเข้าหาลูกชายที่รีบเข้าประคองรับไว้ทัน
“ถึงแม้หนังข้าจะเหนียว แต่ดูเหมือนว่าจะบอบช้ำภายในอยู่ไม่น้อย...” สิงห์คำพูดพร้อมกับยกมือขึ้นกุมหน้าอก แต่ตายังจ้องเลยไปที่งูั์เขม็ง
“ยังดีนะที่ไอ้งูั์นั่น มันไม่ตามเข้ามาซ้ำ...”สิงห์คำพูด “น่าแปลกนัก ทำไมมันถึงไม่ยอมออกห่างจากตรงนั้นเลย...”
จริงดั่งสิงห์คำเอ่ย เ้างูั์ยังคงขดตัวอยู่เหนือหลุมยุบไม่ยอมไปไหน มันกำลังชูหัวขึ้นขู่ฟ่อ ไม่ยอมให้เ้าลายเข้ามาใกล้ และในขณะเดียวกัน มันก็ไม่ยอมขยับออกห่างจากหลุมยุบนั้นแม้แต่น้อยเช่นกัน
“พ่อหนาน! ข้าว่าพวกเราอาศัยจังหวะนี้ รีบหนีออกไปกันก่อนเถอะ” จั๋นซึ่งยืนถือหน้าไม้คุมเชิงอยู่ร้องบอก
สิงห์คำหันหน้ามาหาแสน “ไอ้แสน เอ็งรีบออกไปกับพวกข้าเถอะ พวกเราทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้หรอก หากมัวแต่เป็ห่วงเ้าลาย ก็รังแต่จะเอาชีวิตไปทิ้งเปล่าๆ สู้รีบกลับไปปรึกษาเื่นี้กับเถรเ้าจะไม่ดีกว่ารึ”
เด็กชายนิ่งเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะพยักหน้ารับคำ
“เ้าลาย! ออกไปจากที่นี่กันเถอะ รีบกลับไปหาเถรเ้ากับข้าดีกว่า” แสนหันไปะโบอกเ้าลาย
เมื่อเสือโคร่งใหญ่ได้ยินแสนเอ่ยถึงเถรเ้า มันก็พลันได้คิด มันจึงค่อยๆ สืบเท้าย่องถอยหลังมาทางที่พวกของแสนยืนอยู่ช้าๆ ส่วนเ้างูั์ก็เพียงแค่บิดหัวจ้องระวังไม่วางตาเช่นเดิม
“ดีมากเ้าลาย เอ็งทำเท่าที่ทำได้แล้ว เถรท่านคงไม่อยากให้เอ็งต้องเอาชีวิตมาทิ้งที่นี่เหมือนกัน” สิงห์คำเอื้อมมือตบลำตัวของเ้าลายเมื่อมันถอยเข้ามาจนใกล้
“ตอนนี้ดูเหมือนไอ้งูั์นั่นจะไม่คิดตามพวกเรานะ เรารีบไปกันเถอะ ก่อนที่มันจะเปลี่ยนใจ” อินพูดพลางช่วยประคองสิงห์คำถอยออกไป
และเมื่อพวกเขาขยับพ้นจากโถงถ้ำได้เพียงก้าวเดียว เพดานโถงถ้ำก็เกิดสั่นไหวขึ้น ทั้งห้าคนหนึ่งเสือ และหนึ่งงูั์ ต่างใแหงนหน้าขึ้นมองเพดานถ้ำพร้อมกัน
ครืนนน!! เปรี๊ยะ!!
เสียงเพดานหินลั่น และแตกร้าวออกเป็ทางยาวราวกับใยแมงมุม
“อะไรกันอีกวะเนี่ย~~” อินร้องเสียงหลง
“มีอะไรอยู่ข้างนอกเพดานถ้ำ ดูที่ช่องแตกตรงนั้นสิ!” จั๋นะโชี้
ทุกคนมองตามที่จั่นบอก แล้วก็เห็นว่ามีเงาทะมึนของบางสิ่งอยู่นอกช่องแตกกลางเพดานถ้ำจริง และทันใด เพดานถ้ำก็สั่นไหวรุนแรงขึ้นอีกครั้งจนเศษหินร่วงพรูลงมา
เพียงเสี้ยววินาที เพดานถ้ำสูงเกือบยี่สิบวาก็รับน้ำหนักของบางสิ่งไม่ไหว มันร่วงถล่มลงมาทันที!!
!!!!!!!
.............................
.............................