บทที่ เก้าสิบเก้า
บรรยากาศในกระโจมสงบเงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจพร่าเบาของผู้หนึ่งไหลลอดใต้ผ้าปิดหน้าเตาไฟกลางกระโจมยังคงคุกรุ่นความอบอุ่นแผ่ซ่านแต่กลับไม่อาจลบล้างความตึงเครียดบางเบาที่แฝงอยู่ในอากาศได้หมดสิ้น
โม่เหวินหานเพียงนิ่งมองคนตรงหน้าดวงตาสีเข้มจับจ้องผ่านแสงสะท้อนของเปลวไฟ แต่ลึกในสายตานั้นกลับมีบางสิ่งขยับไหวในที่สุดเขาก็นั่งลงบนเบาะที่จัดเตรียมไว้ใกล้ผู้ที่ใบหน้าหลบซ่อนอยู่หลังผ้าคลุมบางเบา
“ต้องให้ทุกคนไว้ใจเจ้าก่อนต่างหากเล่า..” เสียงทุ้มเย็นของเขาเอ่ยขึ้น
ห้องพลันเงียบลงอีกคราราวคำพูดนั้นสะกิดถูกเส้นประสาทของบางสิ่ง ร่างเล็กยังคงไม่ไหวติงท่าทางเหมือนเคยชินหากในเวลาเดียวกันนั้นเองกลับมีเสียงถอนหายใจหลุดลอดออกจากใต้ผ้าคลุมใบหน้า“ไม่สนุกเลย” ผ้าปิดหน้าขยับเล็กน้อยบริเวณสันจมูกคล้ายยู่เบาๆจากการถอนลมหายใจที่แรงเกินคาด
โม่เหวินหานได้ยินคำตอบนั้นก็เพียงส่ายศีรษะอย่างระอาในใจเล็กน้อย“ใช่เวลาสนุกหรือ?” เสียงของเขาขรึมลงอีกระดับแววตาคมลึกกดแน่นตรงเข้ากับอีกฝ่าย “ถ้าทุกคนไม่ไว้ใจเจ้าเจ้าจะอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?” นิ้วเรียวยาวเคาะลงเบาๆบนเข่าตนเองทีละจังหวะ “ไม่แน่อาจต้องทิ้งชีวิตไว้ด้วยซ้ำ” เขาพูดโดยไม่ลดเสียงราวกับต้องการปลุกให้อีกฝ่ายรู้ตื่นในโลกที่ลมหายใจเป็นเดิมพัน
“เก่อเหยียนแม้จะดุดันแต่หากเจ้าทำตัวให้สงบหน่อย แม้จะมีความคิดโลดโผ้นแต่ให้มีสัมมาคารวะเขาก็ไม่เขม่นเจ้าแล้ว” แล้วเขาเว้นวรรคไปเล็กน้อยคล้ายจะเน้นคำถัดไปให้หนักแน่นยิ่งขึ้น “ที่ลำบาก..คือหลัวไท่ข่ายต่างหาก”
เมื่อสิ้นเสียงประโยคนั้นร่างเล็กก็พ่นลมหายใจออกมาอีกครั้ง คล้ายระบายบางสิ่งจากอกเสียงเป่าลมที่ออกมานั้นแรงพอจะทำให้ผ้าปิดหน้าปลิวเล็กน้อยเผยให้เห็นส่วนของคางเรียวเล็กนวลเนียนเพียงชั่วพริบตา หากก็เพียงพอสำหรับสายตาของโม่เหวินหานผู้เฝ้ามองอยู่
เขาจ้องไปที่คางนั้นแล้วเอ่ยถามเสียงต่ำ“ไม่ได้ใส่ที่เราให้ไปหรือ?”
อีกฝ่ายส่ายหน้าทันที“คนที่นี่ไม่เคยพบข้าเสียหน่อยจะใส่ไปเพื่ออะไร?”คำตอบนั้นไม่มีเฉไฉแต่แฝงความไม่ใส่ใจนัก
โม่เหวินหานเคาะนิ้วชี้ลงบนปลายจมูกของอีกฝ่ายเบาๆอย่างเหนื่อยใจ ก่อนกล่าวเสียงเย็น “ถ้าเช่นนั้นแล้วใส่ผ้าปิดหน้าทำไมหากมั่นใจว่าไม่มีใครเคยเห็น?”
มือเรียวขาวของอีกฝ่ายยกขึ้นช้าๆจับผ้าบางที่ปกคลุมใบหน้าไว้ก่อนกล่าวเสียงราวลมผ่านแอ่งหุบเขา “นี่เอาไว้พิสูจน์ในตัวท่านต่างหาก..” ดวงตากลมใสสะท้อนแสงไฟ “ว่าจะจำข้าได้หรือไม่”
โม่เหวินหานเลิกคิ้วขึ้นสูงเล็กน้อยริมฝีปากคลี่ยิ้มที่มุมปากในที่สุด เสียงหัวเราะในลำคอหลุดออกมา “หึๆ”
เป็นเสียงที่หากใครได้ยินก็ต้องขนลุกด้วยความรู้สึกบางอย่าง แต่อีกฝ่ายยังบ่นพึมพำออกมาคล้ายจะตำหนิตนเอง “ข้าน่าจะหาวิธีปิดตาด้วย..ท่านต้องจำได้จากดวงตาแน่ๆ” น้ำเสียงนั้นฟังเหมือนไม่พอใจแต่ไม่ถึงกับตัดพ้อโกรธขึ้ง
โม่เหวินหานไม่ตอบหากเพียงโน้มตัวเข้าหาอย่างช้าๆในขณะที่มือข้างหนึ่งเอื้อมออกไปจับผ้าที่ปิดอยู่บนใบหน้าของอีกฝ่ายเมื่อเขาดึงผ้าคลายออกจากแก้ม ผืนผ้าก็ลื่นลงจากปลายจมูกเผยให้เห็นใบหน้าที่เขาไม่เคยลืมแม้ในห้วงนิทรา
คิ้วเรียวดวงตากลม ใบหน้าเล็กละมุน ปากบางที่ตอนนี้ขบเม้มไว้อย่างเก้อเขินมือของโม่เหวินหานเลื่อนไปเชยคางน้อยขึ้นจนสายตาของคนทั้งคู่สบประสานกันโดยไร้สิ่งกั้น
เขามองลงในดวงตาคู่นั้นราวจะจารึกมันไว้ในหัวใจอีกครั้ง“ต่อให้เจ้าปิดตา..เราก็จำได้” เสียงนั้นต่ำลึกนุ่มนวลแต่เต็มไปด้วยแรงอารมณ์คะนึงหา
ทันใดนั้นเขาก็กดริมฝีปากลงจูบริมฝีปากของอีกฝ่ายอย่างแนบแน่นด้วยมิอาจห้ามใจคล้ายต้องการชดเชยทุกคราวทุกคืนที่ห่างหาย คล้ายจะยืนยันในสิ่งที่มิอาจเอ่ยเป็นถ้อยคำใด
ภายในกระโจมมีเพียงเสียงผืนผ้าปลิวไหวจากลมทะเลทรายกับเสียงหัวใจที่เต้นแรงเกินกว่าจะปิดบัง
ม่านผ้ากระโจมเปิดออกช้าๆพร้อมฝีเท้าที่หนักแน่นของบุรุษผู้แบกน้ำหนักของทั้งแผ่นดินไว้บนบ่า โม่เหวินหานก้าวออกมาจากกระโจมโดยไร้คำพูดใดๆสีหน้าสงบนิ่ง
ทว่าในสายตาของหลัวไท่ข่ายที่รออยู่นอกกระโจมเขากลับรู้สึกได้ถึงบางอย่างที่เปลี่ยนไปที่มุมปากขององค์เหนือหัวนั้นไม่ถึงกับมีรอยยิ้มแต่กลิ่นอายบางอย่างที่เปล่งออกมาทำให้ใจของที่ปรึกษามากประสบการณ์รู้สึกเบาโหวงโล่งราวยกภูเขาออกจากอก
เก่อเหยียนเองก็ไม่ปล่อยให้ความสงสัยรั้งนานเขาในชุดคลุมผ้าสีเขียวหม่นรีบย่างเข้ามาพร้อมกับนายกองซ้ายขวาทั้งเล่าซือผิงและถังลี่ซานผู้มีสีหน้าเคร่งเครียดนับจากที่องค์ฮ่องเต้เข้ากระโจมไปจนถึงยามนี้
“เป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท?” เสียงทุ้มถามนั้นดังขึ้นทันทีที่พวกเขาขยับเข้ามาใกล้แม้เพียงคำพูดเดียวขององค์เหนือหัวจะสามารถชี้ทิศทางของกองทัพทั้งมวลได้
โม่เหวินหานหยุดฝีเท้าเพียงชั่วครู่หันหน้ากลับไปยังพวกเขาในความนิ่งนั้นกลับแฝงไว้ด้วยรังสีอบอุ่นบางเบาอย่างหาได้ยาก
“ราบรื่นดี” เพียงถ้อยคำสั้นๆที่กล่าวด้วยเสียงต่ำหากมั่นคงแต่กลับทำให้ทุกผู้คนที่ฟังอยู่รู้สึกแปลกประหลาดประหนึ่งได้ยินเสียงดนตรีเบาๆท่ามกลางพายุ พวกเขาไม่รู้ว่าทำไม แต่อารมณ์หนึ่งพลันไหลบ่าขึ้นมาในอก ‘องค์ฮ่องเต้..กำลังดีพระทัยกระนั้นหรือ?’ แม้จะไม่มีรอยยิ้มบนใบหน้าหากก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งจากแววตา
โม่เหวินหานไม่ได้กล่าวต่อหากหันกลับไปมุ่งหน้าสู่ค่ายบัญชาการส่วนพระองค์ ระหว่างทางเดินเขานึกขึ้นได้จึงหันไปกล่าวกับนายทหารติดตาม
“เตรียมกระโจมเพิ่มอีกสองหลัง..ให้พวกเขาแต่ละคนได้อยู่คนละหลัง”
เสียงสั่งนั้นไม่เร่งร้อนแต่ชัดถ้อยชัดคำนายทหารที่ติดตามอยู่ด้านหลังพยักหน้ารับคำแล้วเร่งก้าวเท้าออกไปจัดการทันที
เก่อเหยียนที่เดินตามมาด้วยไม่ละความพยายามถามต่อด้วยน้ำเสียงที่แฝงความกังวล “เจ้าหนุ่มน้อยนั้น..ว่าอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ?” เสียงของเขาเจือเค้นอยู่ในลำคอ “ตกลงจะช่วยพวกเราหรือไม่? แล้วเขาต้องการสิ่งใดแล้วยังเชื่อถือได้หรือเปล่า?”
คำถามต่อเนื่องราวห่าฝนร่วงใส่แม่น้ำเสียงของเก่อเหยียนจริงจังนัก เพราะเขาคือผู้รับผิดชอบชายแดนเหนือมานานปีหากต้องร่วมศึกกับคนที่มาจากผืนทราย แปลกหน้าและไม่รู้ที่มาก็ย่อมอยากรู้ชัดทุกกระเบียด
โม่เหวินหานเดินไปอีกไม่กี่ก้าวแล้วกล่าวเสียงเรียบ“คืนนี้ดึกแล้วพรุ่งนี้เราจะไล่เรียงอีกที”
เพียงเท่านั้นผู้เป็นแม่ทัพ นายกอง และที่ปรึกษา ล้วนเงียบงันในบัดดล ไม่มีถ้อยคำใดตามออกมาอีก
เก่อเหยียนถอนหายใจเงียบๆข้างในอก นายกองซ้ายขวาก็ได้แต่มองหน้ากันอย่างคาใจ ส่วนหลัวไท่ข่ายนั้นเพียงหรี่ตาลงเล็กน้อยอย่างใช้ความคิด
ยามเช้าของวันถัดมาเมฆขาวกระจายเหนือฟ้า พัดผ่านอย่างเชื่องช้า แต่ในค่ายทัพกลับพลุกพล่านด้วยความเร่งเร้าไม่ต่างจากก่อนเตรียมศึก กลางยามเหม่าพอดิบพอดีบรรดาแม่ทัพ นายกอง ที่ปรึกษาและผู้เกี่ยวข้องล้วนมารวมตัวกันหน้ากระโจมใหญ่ตามคำรับสั่งสีหน้าทุกผู้คนล้วนเต็มไปด้วยคำถามจากคืนวานที่ยังไร้คำตอบ
จนเมื่อม่านกระโจมถูกเลิกขึ้นโม่เหวินหานในชุดคลุมปักมังกรสีดำขลิบเงินก็ปรากฏขึ้น พร้อมเสียงสั่งเรียบ “เข้ามาเถอะ”
ทุกผู้คนเดินเข้ากระโจมทันทีเมื่อทุกคนนั่งลง หลัวไท่ข่ายเป็นผู้เปิดบทสนทนาเพราะก่อนหน้าเขาได้ตกลงกับแม่ทัพและนายกองแล้วครั้งนี้ควรปล่อยให้เขาเป็นผู้นำการเจรจาแทนจะดีกว่า “ขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะกระหม่อมขอทูลถาม”เขายืนขึ้นช้าๆ ด้วยอิริยาบถนอบน้อม “เมื่อคืนนี้..ผู้นำของชนกลุ่มนั้นได้ตกลงกับพระองค์เรียบร้อยแล้วหรือไม่?”
โม่เหวินหานพยักหน้าเบาๆ“ใช่แล้ว”
หลัวไท่ข่ายค้อมศีรษะลงเล็กน้อยก่อนเอ่ยต่อ“กระหม่อมไม่อาจล่วงเกินไถ่ถามสิ่งที่เขาขอแลกเปลี่ยนมาเพราะหากพระองค์เห็นว่ามอบให้ได้ก็ย่อมแปลว่ามอบให้ได้” ถ้อยคำคล้ายบอกว่าไม่ข้องเกี่ยวหากในสายตาผู้ฟัง ล้วนรู้ว่าที่ปรึกษาผู้นี้เพียงหลีกเลี่ยงความไม่สมควรเท่านั้น
โม่เหวินหานเพียงพยักหน้ารับไม่เอ่ยอธิบายใดๆ เพิ่ม
หลัวไท่ข่ายจึงถามต่อ“กระหม่อมมีความเห็นว่าคงยังไม่เหมาะจะให้เขาเข้ายุทธการทันที” น้ำเสียงจริงจัง แต่ไม่ตึงเครียด “ควรเริ่มให้เขานำการลาดตระเวนพื้นที่รอบแนวเขตเพื่อให้กองทัพได้เรียนรู้และทดสอบความสามารถกันก่อน”
ที่ปรึกษาหลัวก้มศีรษะเล็กน้อย“หรือ..พระองค์ทรงมีพระประสงค์อื่นใดหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
ภายในกระโจมใหญ่กลางค่ายบัญชาการที่ซึ่งแผนที่ถูกคลี่ออกบนโต๊ะไม้หนาหนัก ไฟจากโคมส่องสะท้อนเส้นหมึกขีดจุดสำคัญเสียงลมหายใจของบรรดาขุนนางและแม่ทัพยังเงียบกริบขณะรอฟัง โม่เหวินหานยืนขึ้นเดินไปชิดโต๊ะ ฝ่ามือข้างหนึ่งทาบบนแผนที่
“เราก็เห็นสมควรเช่นนั้น” เสียงของเขาแม้ไม่ดังนักหากแต่ในกระโจมที่เงียบสนิท ทุกคำพูดกลับชัดเจน “จะให้พวกเขานำส่วนลาดตระเวนออกไปก่อน”
เขาเคลื่อนปลายนิ้วชี้แตะจุดเหนือแนวจิงเหยียนบนแผนที่ก่อนลากเส้นโค้งรอบแนวขอบทะเลทราย “หาพื้นที่ที่มีความเปลี่ยนแปลงน้อยพอจะตั้งค่ายป้องกันและสังเกตการณ์ได้สักสิบจุดก่อน”
คำพูดตามการวางแผนขององค์เหนือเอ่ยต่อ “หากในสามวันป้อมยังมั่นคงก็ค่อยๆ กระจายออกไปรอบนอก เพื่อเชื่อมต่อกับส่วนกลางของกองทัพและให้แต่ละหน่วยสังเกตการณ์ติดต่อกันได้เมื่อไรป้อมสังเกตการณ์ก็จะไม่สะดุด”
เขาเหลือบตามองบรรดาขุนพลที่ปรึกษาเมื่อถึงคำสุดท้ายก็เว้นวรรคชั่วอึดใจแล้วกล่าวต่อ “ระหว่างนั้นก็จะได้รับรู้ความเคลื่อนไหวของซีเป่ยด้วยโดยที่รอทัพตะวันออกมาสมทบ..แนวหน้าของเราก็จะพร้อมพอดี”
ทุกคนในกระโจมพยักหน้าเงียบๆครุ่นคิดตาม แต่แววตาทุกคู่กลับแฝงประกายแห่งความเห็นชอบโดยไม่มีข้อโต้แย้ง
เก่อเหยียนที่นั่งนิ่งมานานพลันเอ่ยขึ้นน้ำเสียงแหบพร่าจากการใช้งานยาวนานของแม่ทัพแนวหน้า “เช่นนั้น..กระหม่อมให้เล่าซือผิงติดตามหน่วยลาดตระเวนไปด้วยดีไหมพ่ะย่ะค่ะ” เขาหันไปพยักหน้าให้แม่ทัพหนุ่มผู้มีท่าทางเงียบขรึมและเฉียบขาด“ทั้งสอดส่องและควบคุม”
โม่เหวินหานพยักหน้าเล็กน้อยอย่างไม่ขัด“แต่ช่วงแรกก็พอ หลังจากนั้นต้องเร่งฝึกทัพ”
ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าทหารยามด้านนอกดังขึ้นพร้อมเสียงรายงาน“พวกชนทะเลทรายมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เสียงตอบรับเบาๆขององค์เหนือหัวอนุญาตดังขึ้น เก่อเหยียนที่มองแผนที่ด้านหลังไม่ได้ถูกปกปิดจากคนภายนอกก็ตัดสินใจดึงผ้ามาคลุมด้วยตนเองจากนั้นม่านกระโจมก็ถูกเปิดออกพอดี
บุรุษสามคนก้าวเข้ามาก่อนอย่างสง่าผ่าเผยพวกเขาสวมเสื้อคลุมผ้าสีหม่นเรียบง่ายไม่มีลาย ไม่อวดโอ่อะไร หากแต่บ่าตั้งตรงแววตามั่นคงบ่งบอกได้ถึงการฝึกฝนจากภาคสนามจริงโดยที่ไม่มีผ้าโพกศีรษะหรือผ้าปิดหน้าอีกแล้ว ใบหน้าของแต่ละคนคมสันแตกต่างกันไปผู้หนึ่งคิ้วหนาดั่งคมพู่กันดวงตาเข้มลึก อีกคนผิวสองสีแต่รูปหน้าชัดเจนดูสงบสุขุมส่วนอีกคนดูเป็นกันเองเพราะมุมปากที่ยกขึ้นน้อยๆ อยู่บนใบหน้า
ทั้งสามล้วนดูสะอาดสะอ้านและอายุดูยังเพียงราวยี่สิบกลางหรือปลายเท่านั้นไม่ได้ดูดิบเถื่อนหรือหยาบกระด้างอย่างที่เคยคิดกันมาก่อนแม้แต่น้อยขณะที่ม่านที่ยังเปิดค้างอยู่ขยับอีกครา ร่างเล็กผู้หนึ่งก้าวเข้ามาในกระโจมเสื้อผ้าคล้ายคลึงกับผู้ติดตามทั้งสาม แต่ที่ต่างออกไปคนผู้นี้ยังมีผ้าผืนบางคาดปิดใบหน้าไว้ดังเดิมเหล่าคนที่นั่งอยู่ในกระโจมพลันขมวดคิ้วแทบพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
เมื่อร่างเล็กเข้ามาถึงกลางกระโจมก็ค้อมกายคารวะผู้ที่นั่งอยู่ทั้งแผงอย่างอ่อนน้อม สีหน้าภายใต้ผ้ายากอ่านแต่ท่าทางนั้นเรียบร้อยกว่าครั้งแรกอย่างเห็นได้ชัด
เก่อเหยียนเห็นดังนั้นสีหน้าก็ดูจะอ่อนลงเล็กน้อย แต่ปากยังอดไม่ได้ “ใยเจ้าจึงต้องคาดผ้าปิดหน้าอยู่ด้วยเล่า?” เสียงของเขาแม้ไม่ดุดันเท่าเคยแต่ก็ชัดเจนว่าไม่สบอารมณ์ “พวกผู้ติดตามของเจ้าก็เปิดเผยใบหน้าหมดแล้วมิใช่หรือ? เวลานี้ถือว่าเป็นพวกเดียวกันยังจะปิดหน้าไปทำไมอีก?”คำพูดที่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงยุ่งยากใจอย่างแท้จริง
อีกฝ่ายเพียงหัวเราะเบาๆในลำคอ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงกึ่งทีเล่นทีจริง “ไม่มีอะไรน่ามองเลยจริงใบหน้าข้าเปิดไปก็ยิ่งไร้ความน่าเชื่อถือเข้าไปอีกเท่านั้นเอง”
คำตอบทำเอาถังลี่ซานที่นั่งอยู่ฝั่งขวาสุดถึงกับหัวเราะเบาๆแล้วส่ายหน้า “ยังจะคิดมากอีก? ฝีมือเกี่ยวกับใบหน้าได้อย่างไรเปิดๆ ไปเถอะน่า จะได้ไม่ต้องให้ใครเขาสงสัย”
ผู้นำร่างเล็กนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนถอนหายใจ “ได้..” แล้วมือเรียวยกขึ้นปลดผ้าคลุมที่บังใบหน้าออกอย่างเชื่องช้าผืนผ้าเบาเผยออก ใบหน้าเล็กปรากฏขึ้นต่อหน้าเหล่าผู้เฝ้าดู ตากลมโตแววสดใสราวตะวันคางมนรับกับกรอบหน้า ผิวยังกระจ่างใสแต่คล้ายๆ จะมีริ้วที่กรำแดดเหนือแก้มเล็กน้อยหากกระนั้นใบหน้าก็ยังดูประณีตเกินไป
ใบหน้าที่ทำให้กระทั่งทุกคนเงียบงันแม้แต่หลัวไท่ข่ายยังหรี่ตาลงพลางจับจ้องแน่วแน่ ‘หน้าตาเช่นนี้..เป็นบุรุษหรือ?’
เก่อเหยียนเหลือบตามองอีกครั้งแล้วขมวดคิ้วบ่นในใจว่าใบหน้าเหมือนสตรีนัก แต่อีกใจก็คิดขึ้นมาได้หากผู้แสดงงิ้วอุปรากรจะหน้าละมุนเช่นนี้ก็ไม่แปลกนักหรือจะเป็นเพียงบุรุษหนุ่มหน้าสวยก็เป็นได้ในแผ่นดินจะมีอยู่กลางทะเลทรายก็ไม่แปลกกระมัง ทว่าลึกในใจกลับกระเพื่อมความสงสัย
ฝ่ายเจ้าตัวที่เผยโฉมอยู่ก็หัวเราะอีกคำเบาๆ“ข้าบอกแล้วใช่ไหมว่ามันไม่ค่อยน่าเชื่อถือ” แล้วก็หยิบผ้าผืนเดิมขึ้นคาดหน้าอีกครั้งอย่างไม่รู้สึกรู้สาพลางก้าวไปนั่งที่เก้าอี้แล้วก็กล่าวทันที “ว่าอย่างไร..พวกท่านมีอะไรจะให้ข้าทำบ้าง?”
หลัวไท่ข่ายเป็นคนเอ่ยขึ้นแทนทุกคน“เช่นนั้นพวกเรามารู้จักกันก่อนเถิด” โดยเขาเริ่มแนะนำเรียงคนจากซ้ายไปขวา“ท่านนี้คือแม่ทัพเก่อเหยียนแม่ทัพแนวเหนือ ถัดมาคือนายกองขวาถังลี่ซาน และเล่าซือผิงนายกองซ้าย ส่วนข้าคือหลัวไท่ข่ายที่ปรึกษาใหญ่ของกองทัพ” กล่าวจบเขาก็มิได้แนะนำโม่เหวินหานแต่เว้นไว้เพียงเงียบๆ ด้วยความตั้งใจ
อีกฝ่ายมองหน้าคนทั้งสี่ครู่หนึ่งจากนั้นก็ชี้ไปยังผู้ติดตามทีละคน “คนนี้..พี่เจียง คนนี้..พี่หวัง อีกคน..พี่ถาน” ทั้งสามพยักหน้ารับพร้อมกันโดยไม่พูดมาก
“ส่วนข้าเกิดและเติบโตในทะเลทรายเข้าใจมันพอๆ กับฝ่ามือตัวเอง” จากนั้นเจ้าตัวก็แตะที่อกเสื้อคลุมตนเองแล้วกล่าวเนิบช้า“ชื่อ..หลิวชิงเซียง”