ต้วนชางทั้งฉุนทั้งขำที่ถูกบุตรสาวตัวน้อยสั่งสอน เขาจำต้องเดินไปส่งเสี่ยวซวงน้อยที่ห้องนอนของนาง รอจนนางขึ้นไปบนเตียงและห่มผ้าเรียบร้อยค่อยออกไปปิดประตูห้อง
รุ่งเช้าวันต่อมา พ่อบ้านใหญ่เดินเข้าไปในห้องนอนของบุตรสาว เขาตกตะลึงเมื่อบนเตียงถูกเก็บไว้อย่างเรียบร้อย ส่วนต้วนซวงนั้นหายตัวไป ทุกเช้าเขาจะต้องช่วยดูแลให้นางล้างหน้าล้างตาเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วจูงมือนางไปส่งที่เรือนบริบาล
“เสี่ยวซวง! เสี่ยวซวง!” พ่อบ้านใหญ่วิ่งจากเรือนน้อยไปยังเรือนใกล้ๆ “ท่านพ่อบ้าน เสี่ยวซวงน้อยของท่านไปโรงบริบาลแล้วขอรับ” บ่าวรับใช้ ผู้หนึ่งเห็นหน้าตาของต้วนชางแตกตื่นจึงรีบเดินเข้าไปบอก
“เอ๋? นางไปกับผู้ใด?”
“เมื่อตอนเช้ามืดข้าเห็นนางออกมาคนเดียวก็เลยพานางไปส่งให้ท่านป้าหยุนแล้วขอรับ”
“ขอบใจนะ” ต้วนชางรีบเดินไปยังโรงบริบาล วันนี้เขาต้องพูดคุยกับเสี่ยวซวงให้รู้เรื่อง เขารู้สึกว่าบุตรสาวตัวน้อยของเขากำลังก่อกบฏอยู่กลายๆ พ่อบ้านต้วนรู้สึกจะหายใจติดขัดขึ้นมาในบัดดล
‘สตรีขี้โกหกผู้นั้นมาอ้างว่าเป็นมารดาเจ้าเพียงครั้งเดียว เสี่ยวซวงเจ้าถึงกับคิดจะทอดทิ้งพ่อเชียวหรือ?’
จีหลุนลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ ท่านชายเรียกให้บ่าวรับใช้เข้ามาดูแลเรื่องเสื้อผ้าและการแต่งกาย กัวเอินถงยังคงนอนหลับอยู่บนเตียง กระทั่งชายหนุ่มรับประทานอาหารเช้าที่โต๊ะในห้องโถงเสร็จ เขาก็เดินกลับไปดูภรรยาที่ยังคงนอนด้วยความเหนื่อยอ่อน
หยวนจู้กับเหย้าหลีเดินเข้ามายอบกายอยู่ด้านหลัง
“พวกเจ้าดูแลฮูหยินน้อยให้ดี ข้าจะต้องไปแล้ว”
“ท่านชาย ไม่ปลุกฮูหยินน้อยก่อนหรือเจ้าคะ?”
จีหลุนเดินเข้าไปข้างเตียง มองดูภรรยาที่นอนหลับตาพริ้มก็ส่ายหน้าเบาๆ “พวกเจ้าปล่อยให้นางนอนพักอย่างเต็มที่เสียก่อน นางจะตื่นยามใดก็แล้วแต่นาง ข้าจะเรียนท่านแม่เอง”
“เจ้าค่ะ”
ลี่เทียนเป่าที่ยืนรออยู่หน้าเรือนเมื่อเห็นท่าทางอาลัยอาวรณ์ของสหายก็อมยิ้ม “ดูท่าเจ้าจะไม่อยากไปค่ายทหารแล้วล่ะสิ?”
จีหลุนเหลือบเห็นก็ทำหน้าฉุน “ใช่ที่ไหนกัน? ข้าก็แค่กำลังคิดเป็นห่วงเรื่องวุ่นวายในเมืองหลวงอยู่น่ะ”
“เอาเถอะๆ ข้าจะเชื่อเจ้า ว่าแต่เรื่องเมื่อคืนเป็นอย่างไร?” ลี่เทียนเป่าเดินเบียดไปกับจีหลุน เขากระซิบเบาๆ เพราะกลัวว่าผู้อื่นจะได้ยิน
คำถามนี้ทำให้ท่านชายจียิ้มกว้าง ดวงตาพราวระยับ “อืม...สำเร็จน่ะสิ ร่างกายของนางช่วยกระตุ้นเลือดลมของข้าได้จริง แต่น่าเสียดายที่ร่างกายของนาง....”
ลี่เทียนเป่าเดินมาถึงรถม้าก็สะกิดแขนของสหายเพื่อให้จีหลุนหยุดพูด พอรถม้าเริ่มเคลื่อนตัว กุนซือหนุ่มก็ถามถึงกัวเอินถงขึ้นมาอีก
“เจ้ากับนางตกลงกันเรื่องนี้ได้ อันที่จริงก็น่ายินดีนัก ข้าดีใจที่นางช่วยเจ้าให้หายจากอาการเจ็บป่วยได้ แต่ดูเหมือนเจ้าจะไม่พอใจแค่นี้”
ท่านแม่ทัพยิ้มแหยๆ “อืม....”
“เจ้าคงอยากจะให้นางเดินได้เป็นปกติใช่หรือไม่?”
จีหลุนถอนหายใจ “เจ้ามันรู้ทันข้าไปเสียทุกเรื่อง”
ลี่เทียนเป่าหัวเราะหึๆ “วิชาอ่านใจจากท่าทางของข้า ไม่ได้เรียนมาเสียเปล่าหรอกนะ”
“เพราะข้ารู้น่ะสิ ก็เลยขี้เกียจจะปดเจ้า”
“ดูจากท่าทางของฮูหยินน้อยแล้ว นางเองก็มีใจให้กับเจ้า เห็นทีอีกไม่นาน เจ้าก็จะให้ข้าหาวิธีรักษานางจนได้”
“เฮ้อ! เหล่าลี่ ในเมื่อเจ้าคาดการณ์ทุกอย่างได้อยู่แล้วก็ทำไปเถอะ ไม่ต้องถามข้าแล้ว” จีหลุนยกมือโบกเบาๆ
“ข้าก็เกลียดตัวเองตรงนี้ล่ะ การที่ข้าอ่านใจคนอื่นได้ หลายคราก็ทำให้เป็นทุกข์ โดยเฉพาะตอนที่อ่านใจของเจ้าออก เหล่าจี” ลี่เทียนเป่าหัวเราะออกมาพร้อมกับส่ายศีรษะ
“นั่นเพราะเจ้าอดไม่ได้ที่จะห่วงใยข้า”
“เหล่าจี อย่าเที่ยวไปพูดจาเช่นนี้ให้ผู้ใดฟังเด็ดขาด ผู้อื่นจะมองว่าเราสองคนเป็นต้วนซิ่ว”
พอคิดถึงว่าตนเองจะต้องนอนที่ค่ายทัพหลวงสองคืน จีหลุนรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยแต่หน้าที่ย่อมมาก่อน ลี่เทียนเป่าพอจะเดาความรู้สึกของสหายได้
“ก็นอนในค่ายแค่สองคืน เจ้าอดทนหน่อยก็แล้วกัน”
“เจ้าไม่ใช่ข้า เจ้าก็พูดได้ง่ายสิ” สีหน้าของจีหลุนอึมครึมลงหลายส่วน
ในรถม้ามีเพียงเสียงหัวเราะพอใจของลี่เทียนเป่าดังก้องไปตลอดทาง
ต้วนชางที่ตามไปหาบุตรสาวที่เรือนบริบาลในยามเย็นถึงกับ หัวหมุนเมื่อหาตัวต้วนซวงไม่พบ เขาร้องเรียกไป๋ฉางชิงผู้ช่วยพ่อบ้านที่กำลังดูแลการตัดหญ้าให้มาช่วยหาบุตรสาว
“ไม่ต้องหาหรอกท่านพ่อบ้าน เสี่ยวซวงน้อยกลับไปพร้อมป้าหยุนนานแล้ว นางบอกว่าต้องไปเรียนรู้เรื่องมารยาท”
“เอ๋? มารยาทอันใดหรือ?”
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ท่านตามไปดูที่เรือนป้าหยุนสิ”
ต้วนชางร้อนใจที่บุตรสาวตัวน้อยเปลี่ยนไปอย่างมาก เขารีบตามไปเรือนพักของป้าหยุนที่อยู่ถัดไปจากเรือนตน ได้ยินเสียงร้องเจื้อยแจ้วของเด็กหญิงก็ยิ้มออกมา
“ท่านป้า สอนวิธีคารวะสวยๆ ให้ข้าด้วยเจ้าคะ”
“ฮ่าๆ เสี่ยวซวง จู่ๆ เหตุใดเจ้าจึงอยากคารวะสวยๆ? แต่ก่อนเจ้าเอาแต่เล่นซนมิใช่หรือ?”
เด็กหญิงยิ้มกว้าง “เป็นเพราะข้าจะได้พบท่านแม่อีกครั้งเจ้าค่ะ ข้าอยากจะทำให้ท่านแม่ประทับใจจะได้อยากมาอยู่กับข้า”
“ท่านแม่? ท่านแม่ของเจ้ามาหาหรือ?” สตรีวัยกลางคนถึงกับตกตะลึง
ต้วนชางที่ยืนอยู่ข้างนอกถึงกับชะงักเท้า เขาเงี่ยหูฟังคำตอบของบุตรสาวด้วยความตื่นเต้น
“เจ้าค่ะ ท่านแม่เอาขนมมาฝากข้าด้วย” เด็กหญิงชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง “หากข้าบอกความลับท่านป้าแล้ว ท่านป้าสัญญาจะช่วยข้าปิดไว้ได้หรือไม่เจ้าคะ”
หญิงวัยกลางคนมองต้วนซวงด้วยความเอ็นดู “ได้สิ”
“ท่านป้า วันพรุ่งนี้ท่านแม่จะมาหาข้าอีกครั้งเจ้าค่ะ”
“เสี่ยวซวง เจ้าพูดเช่นนี้ แสดงว่าท่านแม่เคยมาหาเจ้าหรือ?”
“เจ้าค่ะ ท่านแม่ยังเอาขนมปั้นรูปสัตว์มาฝากข้าสองกล่องใหญ่ ข้าก็เลยเอาแบ่งสหายกิน” เด็กหญิงดวงตาแวววาวด้วยความสุขและความภาคภูมิใจ
หมัวมัวแซ่หยุนชะงักไปครู่ “เสี่ยวซวง เรื่องนี้ท่านพ่อเจ้ารู้หรือไม่?”
เด็กน้อยมองหน้าผู้อาวุโสแล้วรีบยกมือสองข้างขึ้นพร้อมกับร้องห้าม “ไม่ได้เด็ดขาดนะเจ้าคะ ให้ท่านพ่อรู้เรื่องนี้ไม่ได้ นี่เป็นความลับระหว่างข้ากับท่านแม่เจ้าคะ”
ต้วนชางได้ฟังแล้วก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันนึกอยากจะรู้เต็มแก่ว่าสตรีที่มาแอบอ้างว่าเป็นมารดาของเสี่ยวซวงคือผู้ใด? เขาจะต้องจับสิบแปดมงกุฎผู้นี้ให้ได้ จะได้นำตัวมาสอบสวนว่าตกลงคนผู้นี้ต้องการหลอกลวงบุตรสาวเขาด้วยเหตุใด?
ในเรือนนอนของฮูหยินน้อย กัวเอินถงนั่งมองชุดดำที่หยวนจู้รื้อออกมาจากใต้หีบแล้วยิ้มน้อยๆ “ในที่สุด เวลาลงมือของข้าก็มาถึงเสียที”
“ฮูหยินน้อย นี่เจ้าคะ ยาปลุกวิญญาณ” เหย้าหลีเปิดฝาตลับที่มียาเม็ดอยู่ห้าเม็ด “เหลือแค่นี้แล้วนะเจ้าคะ”
“เจ้าอย่ากังวล ห้าเม็ดนี้น่าจะทำให้ข้าเข้าไปหาไข่มุกสวรรค์ได้ พวกเจ้าไปทำตามแผน ล่อต้วนชางเอาไว้ก็แล้วกัน”
“ร่างกายของฮูหยินน้อย...”
“ไม่ต้องห่วง หากเกิดอาการเตือนขึ้นมา ข้าจะรีบหนีโดยเร็วที่สุด” นางหันไปทางหยวนจู้ “ช่วยข้าเปลี่ยนเสื้อผ้าเร็วเถิด”
สาวใช้รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าให้กับกัวเอินถง พอสวมเสื้อผ้าแล้ว นางก็กินยาปลุกวิญญาณเข้าไปหนึ่งเม็ด รออยู่สองอึดใจความร้อนก็กระจายไปตามก้นและไล่ลงไปตามขาทั้งสองข้าง
กัวเอินถงใช้สองมือกำพนักรถเข็นแล้วลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ “แย่จริง ไม่ได้ยืนเองเสียนาน ขาของข้า ชาเกินไปแล้ว”
“ข้านวดให้เองเจ้าค่ะ”หยวนจู้นั่งคุกเข่าลงช่วยนวดขาให้กับกัวเอินถง
“ข้าของท่านแข็งเกินไปแล้วนะเจ้าคะ”
*******************

