บทที่ 20 หญิงผู้คลั่งรัก
หลังจากกินเกี๊ยวน้ำไส้วอลนัตหมดแล้ว ลู่จิ่วอันและเซี่ยอวิ้นหนิงก็ไม่ได้ล้างจานในทันที ทั้งสองช่วยกันย้ายฟูกปาล์มกับผ้านวมที่อยู่บนเตียงเก่าไปไว้ยังเตียงหลังใหม่
เมื่อจัดเตียงใหม่และโต๊ะอ่านหนังสือเรียบร้อยแล้ว เซี่ยอวิ้นหนิงก็พับแขนเสื้อขึ้นเพื่อไปล้างจาน
ลู่จิ่วอันก็ไม่ทำตัวว่างงาน ตอนนี้ที่บ้านยังไม่มีตู้เย็นไว้แช่อาหาร เธอจึงใช้ผ้าขาวบางคลุมเกี๊ยวที่เหลือไว้บนเขียงแล้วนำไปใส่ในตู้เก็บจาน เพื่อเก็บไว้ทอดกินคู่กับโจ๊กเป็มื้อเย็น
เซี่ยอวิ้นหนิงเป็คนเอาจริงเอาจัง แม้กระทั่งการล้างจานก็ดูเหมือนกับว่าเขากำลังทดลองทางวิทยาศาสตร์ อีกทั้งห้องครัวก็เก็บกวาดได้อย่างสะอาดหมดจดจนลู่จิ่วอันรู้สึกประทับใจ
“เซี่ยอวิ้นหนิง”
ลู่จิ่วอันเรียกพร้อมกับเล่าแผนของตัวเอง “คุณจะว่ายังไงถ้าฉันจะก่อเตาใหม่ด้วยตัวเอง?”
เตาในตอนนี้เป็เตาที่ทำด้วยโคลน วางจานชามไว้บนขอบเตาก็ไม่ได้เพราะเปื้อนน้ำจะทำให้ดูสกปรก แถมยังมีควันรั่วไปทั่ว จุดไฟทำอาหารแต่ละทีไม่ต่างกับกลั่นน้ำอมฤต
ถึงแม้ลู่จิ่วอันจะยังไม่เคยก่อเตามาก่อน แต่ก็อยากที่จะลองดูสักตั้ง
“ฉันจะไปถามดูว่าหาซื้ออิฐเทาได้ที่ไหน”
“เอาสิ”
หลังจากเซี่ยอวิ้นหนิงออกไปทำงานได้ไม่นาน ช่างไม้เฉินก็เดินทางมาซ่อมเตียงหลังเก่าให้กับลู่จิ่วอัน
โดยส่วนใหญ่แล้วเตียงเก่ายังอยู่ในสภาพดี เพียงแต่ห้ามเคลื่อนไหวบนเตียงแรง ๆ เพราะจะทำให้เกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าด ช่างไม้เฉินไม่ได้ใช้ตะปูยึดไว้ เพียงแค่เลื่อยไม้แผ่นเล็ก ๆสองสามแผ่นแล้วยัดเข้าไปเพื่อเชื่อมข้อต่อเข้าไว้ด้วยกัน
“เสร็จแล้วเหรอคะลุงเฉิน?” ลู่จิ่วอันถามอย่างประหลาดใจ
ช่างไม้เฉินเก็บกล่องเครื่องมือพร้อมกับเอ่ยอย่างมั่นใจ “เื่หมู ๆ”
“ขอบคุณลุงเฉินมากนะคะ”
ช่างไม้เฉินเอ่ยพร้อมกับยิ้มร่า “ไม่ต้องเกรงใจหรอกแม่หนู! มีอะไรจะซ่อมอีกก็เรียกหาฉันได้ตลอดเลยนะ”
“ถ้างั้นฉันไม่เกรงใจแล้วนะคะ”
ลู่จิ่วอันหยิบผ้าที่จางฉือให้มาแล้วไปหาสะใภ้อ้วน ใบหน้าเปื้อนยิ้มพร้อมด้วยคำหวานะโเรียกสะใภ้อ้วนมาแต่ไกล “พี่สะใภ้”
สะใภ้อ้วนได้ยินเสียงลู่จิ่วอันก็เดินออกมาจากห้องครัวพลางถอดผ้ากันเปื้อนไปด้วยและเอ่ยทักทาย “จิ่วอันมาแล้วเหรอ นั่งก่อนสิ”
“พี่สะใภ้ รู้ไหมว่าจะหาซื้อฝ้ายกับผ้าไหมได้ที่ไหน?” ลู่จิ่วอันพูดออกไปโดยไม่ปิดบัง “ฉันมีเสื้อผ้าแค่ 2 ชุด เผลอแป๊บเดียวก็ต้องทิ้งแล้ว เลยคิดว่าจะเย็บเสื้อกันหนาวไว้สักชุด”
สะใภ้อ้วนไม่ใช่ผู้หญิงประเภททำตัวสูงส่ง พอได้ยินลู่จิ่วอันพูดแบบนั้นก็เอ่ยปากด่าทันที “พ่อเลี้ยงกับแม่เลี้ยงของเธอนี่มันไม่ได้เื่เลยจริง ๆ”
เห็นว่าครอบครัวคนอื่นมีฐานะดีเข้าหน่อยก็สลับตัวให้ลูกสาวของตัวเองไปเสวยสุข แต่กลับปฏิบัติกับลู่จิ่วอันอย่างโหดร้าย ช่างเป็เด็กที่น่าเวทนายิ่งนัก
“พี่สะใภ้รู้เื่แล้วเหรอคะ?”
ลู่จิ่วอันคิดไม่ถึงว่าสะใภ้อ้วนจะรู้เื่โดยที่เธอยังไม่ทันได้เรียกร้องความสงสาร ซึ่งนับว่าเป็เื่ดี เพราะเธอไม่้ามีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับหมาป่าตาขาวอย่างตระกูลลู่อีก
“พี่ชายเธอเป็คนรับโทรศัพท์จากอำเภอน่ะสิ จิ่วอัน เธออย่าเศร้าไปเลยนะ ได้แต่งงานกับช่างเทคนิคเซี่ย เธอจะต้องมีความสุขแน่นอนเลยล่ะ!”
จากมุมของสะใภ้อ้วน การที่ลู่จิ่วอันได้แต่งงานกับเซี่ยอวิ้นหนิงถือเป็การก้าวข้ามครั้งสำคัญเลยทีเดียว
เซี่ยอวิ้นหนิงทำงานมีเงินเดือน ตราบใดที่ลู่จิ่วอันขยันหมั่นเพียรและประหยัดอดออม ชีวิตของทั้งคู่ก็จะมีแต่เจริญรุ่งเรืองยิ่ง ๆ ขึ้นไป
“หวังว่าจะเป็แบบนั้นนะคะ”
สะใภ้อ้วนส่งยิ้มให้ ใบหน้าปลาบปลื้มเปี่ยมไปด้วยความสนิทชิดเชื้อ เธอดึงลู่จิ่วอันให้นั่งลงราวกับเป็พี่สาวใจดีที่คิดถึงอนาคตของอีกฝ่าย
“จิ่วอัน ฉันเห็นว่าเธอฝีมือดี เอาอย่างนี้ดีไหม ฉันจะลองถามที่โรงอาหารให้ว่าพวกเขา้าผู้ช่วยหรือเปล่า”
ลู่จิ่วอันยังไม่มีความคิดไปเป็ผู้ช่วยที่โรงอาหาร จึงปฏิเสธอย่างสุภาพ “พี่สะใภ้ ฉันเพิ่งมาอยู่ที่ศูนย์อนุรักษ์ได้ไม่นาน ถ้าฉันไปทำงานที่โรงอาหาร ก็กลัวว่าคนอื่นจะเอาไปนินทาแล้วเสียหายมาถึงพี่”
สะใภ้อ้วนได้ยินแบบนั้นก็ยิ่งชอบในตัวลู่จิ่วอันที่ทั้งมีหลักการและรู้ว่าอะไรควรไม่ควรทำ
“เธอได้ใจฉันไปเต็ม ๆ เลย!” สะใภ้อ้วนนึกถึงปลาทอดกรอบกับบะหมี่เห็ดที่ลู่จิ่วอันทำมาให้ก็เอ่ยชม “ถ้าตอนนี้ไม่ได้มีกฎว่าห้ามค้าขาย ฝีมืออย่างเธอต้องเปิดร้านอาหารรุ่งแน่ ๆ”
“พี่สะใภ้ ฉันกำลังคิดอยู่ว่าจะทำอาหารไปแลกที่ตลาดนัด พี่ก็รู้นี่คะ ฉันมาที่นี่แต่ตัว พวกเราก็เหมือนเริ่มต้นชีวิตใหม่ ลำพังเงินเดือนของเซี่ยอวิ้นหนิงคนเดียวไม่พอค่าใช้จ่ายในบ้าน ถ้าไม่ได้มาดูแลบ้านเองก็คงไม่รู้ว่าข้าวของจะแพงขนาดนี้ ฉันกลุ้มใจมากเลยล่ะค่ะ”
ในฐานะผู้หญิงที่ขยันทำมาหากินและประหยัดอดออมอย่างสะใภ้อ้วนย่อมเข้าใจความกลัดกลุ้มของลู่จิ่วอันเป็อย่างดี ขนาดครอบครัวเธอมีรายได้กันทั้งคู่ยังชักหน้าไม่ถึงหลังใน่ตรุษจีน แล้วนับประสาอะไรกับครอบครัวของลู่จิ่วอันที่มีแค่เงินเดือนของเซี่ยอวิ้นหนิงเพียงคนเดียว
“ฉันว่าปลาทอดกรอบก็ไม่เลวนะ ลองเริ่มจากอันนี้ดีไหม?”
ลู่จิ่วอันตอบอย่างไม่แน่ใจนัก “ถ้างั้นฉันจะลองดูค่ะ”
“เอาเลย!”
ความจริงแล้วปลาทอดกรอบไม่ต้องใช้ฝีมืออะไรมาก ติดก็เพียงแต่ตอนนี้น้ำมันมีราคาแพง คนทั่วไปจึงทำอาหารประเภททอดไม่ไหว
ในหมู่บ้านตระกูลลู่ที่เธอเคยอาศัยอยู่ อาหารจำพวกขนมและหมูทอดจะทำขึ้นในงานมงคลและเทศกาลสำคัญเท่านั้น พ่อครัวเรียกสิ่งนี้ว่า ‘ะเิลง’
“พี่สาวคนนี้จะสนับสนุนเธอเอง”
สะใภ้อ้วนนึกถึงลูกชายของตนที่ชอบกินปลาทอดกรอบ วันมะรืนพอลู่จิ่วอันตั้งแผงแล้ว เธอต้องแวะไปซื้อมาเก็บไว้ให้ลูกชายเสียหน่อย
“ขอบคุณมากนะคะพี่สะใภ้”
สะใภ้อ้วนสังเกตเห็นผ้าในมือลู่จิ่วอันจึงเป็ฝ่ายถามขึ้น “จิ่วอัน เธอต้องใช้จักรเย็บผ้าใช่หรือเปล่า?”
“ฉันว่าจะใช้ฝ้ายมาเย็บเป็เสื้อนวมน่ะค่ะ”
“ใช้สีขาวก็เลอะแย่น่ะสิ” ในฐานะผู้หญิง สะใภ้อ้วนคำนึงถึงความสะอาดมาเป็อันดับแรก “วันนี้ฉันจะโทรไปที่สหกรณ์จำหน่ายเครื่องอุปโภคบริโภคให้พวกเขาส่งผ้าที่ไม่เลอะง่ายมาให้”
“ดีเลยค่ะ”
ขณะที่ลู่จิ่วอันเตรียมจะกลับบ้าน กู้เจียวเจียวก็มาพอดี จากนั้นก็ถามด้วยน้ำเสียงประชดประชัน “โอ๊ะ… เธอก็อยู่ด้วยเหรอ?”
“เจียวเจียว เธอจะซื้ออะไรล่ะ?”
แม้ในใจจะรู้สึกรำคาญ แต่สะใภ้อ้วนก็ยังทักทายกู้เจียวเจียวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
กู้เจียวเจียวเปลี่ยนสีหน้าพร้อมกับเอ่ยเสียงหวานเมื่อพูดกับสะใภ้อ้วน “พี่สะใภ้ ฉันเอากระดาษชำระครึ่งกิโลค่ะ”
“ได้สิจ๊ะ” สะใภ้อ้วนตอบ
“ลู่จิ่วอัน ได้ยินว่าเธอแจ้งจับพ่อแม่ตัวเองเหรอ?”
ศูนย์อนุรักษ์เป็ผู้รับโทรศัพท์จากอำเภอ ผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการจึงย่อมรู้เื่ทุกอย่าง
“คุณครูกู้รู้ข่าวไวดีนะคะ”
กู้เจียวเจียวตัดสินลู่จิ่วอันด้วยมุมมองทางจริยธรรมอันสูงส่งของตัวเอง “ลู่จิ่วอัน ถึงพวกเขาจะไม่ใช่พ่อแม่แท้ ๆ ของเธอ แต่ยังไงก็เป็พ่อแม่บุญธรรม เธอแจ้งความจับพวกเขาอย่างเืเย็นได้ยังไงกัน? ไม่รู้หรือไงว่าบุญคุณที่เลี้ยงดูยิ่งใหญ่กว่าบุญคุณที่ให้กำเนิดน่ะ?”
ลู่จิ่วอันได้ฟังแบบนั้น นอกจากจะไม่โกรธแล้วกลับส่งยิ้มบางให้ และถามโดยแสร้งว่าไม่เข้าใจ “คุณครูกู้หมายความว่าฉันควรทำตัวเป็อาชญากรที่ปกป้องคนทำผิดอย่างนั้นสินะคะ?”
“นี่เธอ…” ใบหน้าสะสวยของกู้เจียวเจียวโกรธจนเปลี่ยนเป็สีแดง “ฉันไม่ได้พูดแบบนั้นนะ”
ลู่จิ่วอันเอียงศีรษะพร้อมกับส่งยิ้มหวานให้กู้เจียวเจียวที่ยืนเป็ใบ้ “แต่อำเภอตรวจสอบคดีนี้อย่างละเอียดแล้ว อีกอย่างคนร้ายก็ยอมรับสารภาพ หรือว่าคุณครูกู้สงสัยในการสืบสวนของอำเภอ?”