เมื่อเย่หยุนซีและตงฟางเซียนเอ่อร์จากไป บรรยากาศทั่วทั้งห้องโถงใหญ่ก็พลันกลายเป็นโกลาหลวุ่นวายอีกครั้ง เหล่าอัจฉริยะทั้งหลายพากันแตกตื่นเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ ตัวตนของเย่หยุนซีถูกหยิบยกมาเป็นหัวข้อพูดคุยและตั้งคำถามต่างๆนาๆ
บางคนถึงขนาดชื่นชมและเรียกขานเขาว่า 'อัจฉริยะอันดับ 1 ที่แท้จริง' เลยก็มี เนื่องจากศักยภาพที่เย่หยุนซีแสดงออกมามันสูงล้ำเกินกว่าที่พวกเขาจินตนาการไปไกลมาก และคงยากที่จะมีใครทำลายสถิตินี้ได้
"รั่วหราน เจ้าคิดว่าไง?" ณ ที่นั่งชั้น 3 ซูชิงยี่เอ่ยถามผู้เป็นสหายด้วยน้ำเสียงที่ยังคงหวาดสะพรึง
"เห้อ..........ตอนนี้ข้ารู้สึกว่าฉายาอัจฉริยะของพวกเรา มันไม่ควรค่าให้พูดถึงเมื่ออยู่ต่อหน้าชายคนนั้น" รั่วหรานยิ้มอย่างขมขื่นพลางตอบกลับโดยฉับพลัน อีกฝ่ายสามารถต่อสู้ข้ามระดับได้ถึง 4 ขั้น นี่ถือเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์ที่สุดแล้วเท่าที่นางเคยพบเจอมา
ซูชิงยี่เมื่อได้ยินก็พยักหน้า "ข้าเองก็คิดเหมือนกับเจ้า ผู้ถือครองตำแหน่งอัจฉริยะอันดับ 1 คราวนี้ ไม่ง่ายเลยที่จะหาคนเทียบเคียงได้"
สองสตรีผู้งดงามยังคงสนทนาพูดคุยกันอย่างจริงจังไปอีกพักใหญ่ ผิดกับคนสร้างเรื่องอย่างเย่หยุนซีที่บัดนี้กำลังสำราญใจอยู่กับการนั่งดื่มสุรา
"คุณชาย เรื่องที่ท่านทำในวันนี้ จะมีผลสะท้อนกลับมาหรือเปล่าเจ้าคะ" ตงฟางเซียนเอ่อร์เอ่ยถามด้วยความสงสัย
"ฮ่าๆๆท่านไม่ต้องใส่ใจ ต่อให้้อีกฝ่ายอยากจะล้างแค้นก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะพวกเรากำลังจะออกจากที่นี่ในอีกไม่กี่วัน" กระดกสุราจันทรากระจ่าง บุรุษหนุ่มกล่าวพลางหัวเราะขบขัน
สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นในงานเทศกาล เขาไม่ได้้ลงมือกับอีกฝ่ายเพียงเพราะความสนุกสนานเท่านั้น แต่ได้วางแผนเอาไว้เป็นอย่างดี ส่วนเหตุผลที่ทำให้เขาตัดสินใจเช่นนี้ มันก็มีอยู่ทั้งสิ้น 2 ประการ
หนึ่ง! คืออยากจะแก้แค้นให้กับเซี่ยอวี่ซีและตงฟางเซียนเอ่อร์ที่ถูกกดดันมานาน ส่วนอีกอย่าง! คือเขาอยากจะใช้เหตุการณ์นี้สร้างชื่อเสียงให้กับตนเอง ซึ่งมันเป็นหนึ่งในภารกิจที่เทพธิดาเซียนเหยาให้มา
"โอ้ เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ถ้างั้นข้าขออนุญาติไปช่วยท่านแม่เตรียมตัวก่อนได้หรือไม่" หลังจากกระจ่างทุกข้อสงสัย คนงามก็ได้เอ่ยถามออกมาเช่นนั้น
"อ่า เชิญเถอะ พรุ่งนี้เช้าค่อยเจอกัน" ตอบรับคำขอของหญิงงาม บุรุษหนุ่มยังคงนั่งดื่มสุราคนเดียวอยู่สักพัก ก่อนจะลุกขึ้นพุ่งทะยานออกจากเมืองเมฆหมอกและมาหยุดลงตรงบริเวณท้องนภาเหนือป่าใหญ่เขียวขจี
"ได้เวลาปฏิบัติภารกิจจริงๆเสียที" เย่หยุนซีกลับคืนร่างเดิม พร้อมทั้งสร้างค่ายกลมายาระดับ 7 ปกคลุมพื้นที่เอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการลงมือครานี้
ซึ่งหลังจากนั้นเพียงไม่กี่นาที! ศิษย์แห่งความภาคภูมิใจของศาลาอัสนีและผู้ติดตามก็ได้บินมาถึงจุดหมายตามที่ชายหนุ่มคาดการณ์ ส่งผลให้พวกมันบินวนซ้ำๆกันอยู่ที่เก่าโดยไม่รู้ตัวเลยสักนิด
"หึหึ! จบสิ้นภารกิจแล้ว!!" เย่หยุนซีแสยะยิ้มเย็นชา ในมือปรากฏม้วนกระดาษสีทองอร่ามตระการตาที่อัดแน่นด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าเทพสวรรค์
มันคือบัญญัติพันธนาการ! สินสงครามที่เขาได้มาหลังจากสังหารปีศาจระดับจักรพรรดิในอดีต
"บัญญัติพันธนาการ เปิด!!" เย่หยุนซีถ่ายพลังศักดิ์สิทธิ์ของตนเองเข้าสู่ม้วนกระดาษอย่างบ้าคลั่ง จนกระทั่งแสงสีทองฉาบย้อมท้องฟ้า และในเวลาต่อมา โซ่สีทองหลายสิบเส้นก็พลันพุ่งเข้าไปในค่ายกลมายาระดับ 7 เพื่อผูกมัดพันธนาการเป้าหมาย
"แย่แล้ว! นี่มันกับดัก นายน้อยหนีไป!!" ผู้ติดตามระดับมหาจักรพรรดิคนหนึ่งสัมผัสได้ถึงความผิดปกติจึงรีบตะโกนเตือนเสียงดังลั่น
แต่ถึงกระนั้น! ก็ยังไม่ทันการณ์ เพราะโซ่สีทองได้พุ่งทะยานแหวกอากาศเข้ามาล่ามแขนขาของพวกมันอย่างรวดเร็วและง่ายดาย ถึงแม้จะพยายามดิ้นรนขัดขืนสักเพียงใดก็ไม่เป็นผล เนื่องจากพลังตบะทั้งหมดถูกสะกดข่มอย่างสมบูรณ์มิอาจต่อต้าน
"นะ นี่มันพลังอันสูงส่งของเผ่าเทพ!!" ใบหน้าของเหล่ยลี่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ศาลาอัสนีเป็นหนึ่งในนิกายสายตรงของเผ่าเทพเช่นกัน ดังนั้นมันจึงเคยสัมผัสพลังที่น่ายำเกรงนี้มาบ้าง ถึงแม้จะเพียงกี่ครั้ง แต่มันก็จำได้ขึ้นใจ
"โอ่ว นับว่ามีความรู้ใช้ได้" เย่หยุนซีผายมือไปด้านหน้า จิตอสูรราชามังกรเพลิงทมิฬเก้าชั้นฟ้าอ้าปากปลดปล่อยลมหายใจออกมาแผดเผาร่างของเหล่ยลี่และผู้ติดตามจนกลายเป็นเถ้าธุลีและสลายหายไปในชั่วพริบตา เรียกได้ว่าไม่ให้โอกาสอีกฝ่ายได้กรีดร้องหรือขอความเมตตาเลยสักคำ
"ฝู่! ให้ตายสิ บัญญัติพันธนาการสูบเอาพลังศักดิ์สิทธิ์ของข้าไปเกือบหมด" บุรุษหนุ่มเรียกเก็บม้วนกระดาษ ธงค่ายกล และสินสงครามกลับเข้ามิติ ก่อนจะเบนสายตาไปที่ด้านหนึ่งของท้องฟ้า
"ผลงานของข้า ถูกใจท่านประมุขหรือไม่ขอรับ?"
"เพล้ง"
ฮ่าๆๆสมแล้วล่ะที่อาจารย์ของเจ้าคาดหวังเอาไว้มาก เจ้าหนู! เจ้าช่างเป็นสัตว์ประหลาดตัวน้อยอย่างแท้จริง" หลังจากได้ยินคำเอื้อนเอ่ยของเย่หยุนซี ร่างที่สุดแสนจะคุ้นเคยก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับเสียงอันทรงอำนาจ
"ฮ่าๆๆ ไม่เท่าไรหรอกขอรับท่านประมุข ข้ายังต้องฝึกอีกมากเพื่อรับมือศัตรูที่แข็งแกร่งกว่านี้"
"อืมๆดีๆ ใครๆก็ชื่นชอบคนขยัน ไปกันเถอะ พวกเรากลับนิกายกัน" หยุนเยี่ยเฉินเตรียมตัวที่จะเปิดมิติอีกครั้ง แต่ทว่าในตอนนั้นเอง เย่หยุนซีรีบมาหยุดเขาเอาไว้
"เอ่อ.........ช้าก่อนขอรับ พอดีข้ามีคนสองคนที่อยากพากลับไปด้วย พวกนางสาบานต่อสวรรค์แล้วว่าจะติดตามรับใช้ข้า"
"โอ่ว ถ้างั้นก็ได้ ไปรับพวกนางก่อนแล้วค่อยกลับขุมกำลัง" มิขัดศรัทธาจอมมารน้อย ผู้เป็นประมุขเปิดมิติไปยังหอการค้าจันทราตามที่เย่หยุนซีบอกกล่าว จากนั้นพาทั้งสองสาวกลับตำหนักมารดาราในช่วงเช้าของวันถัดไปโดยไร้ซึ่งร่องรอยให้ตามหา
เซี่ยอวี่ซีและตงฟางเซียนเอ่อร์แห่งหอการค้าจันทราบัดนี้ได้หายสาบสูญไปจากฝ่ายธรรมมะเป็นที่เรียบร้อย