ภารกิจสามสิบวัน หวังว่าคุณจะหลงรักผม

    ตอนที่8 ระหว่างทาง (2)

            “เชี่ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย” ทั้งสองร้องอุทานพร้อมกันและรีบวิ่งกลับขึ้นรถ พร้อมกับล็อกรถโดยอัตโนมัติ ต่างฝ่ายต่างมองหน้ากันและกัน ที่ตอนนี้ซีดยิ่งกว่าไก่ต้ม


            “อะไรวะเนี่ย หัวใจจะวายอยู่แล้ว” ทีปกรพยายามรวบรวมสติ และชะโงกไปดูบนถนนอีกครั้ง


            “ทำไงดีวะ ทำไงกันดี หลวงพ่อจ๋าช่วยลูกด้วย ๆ” เกียกกายโวยวาย พร้อมทั้งหยิบสร้อยพระที่คอขึ้นมา และประนมมือไหว้ท่วมหัว


            “ไอกาย ตั้งสติหน่อย ๆ รีบออกไปจากที่นี่เหอะ” ทีปกรเรียกเตือนสติเกียกกายพร้อมทั้งเอามือตบไปที่บ่าหลายต่อหลายครั้ง จนเกียกกายเริ่มมีสติกลับมาและนำสร้อยพระคล้องคอดังเดิม เกียกกายเริ่มสตาร์ทรถ แต่สตาร์ทเท่าไรก็ไม่ติด


            “ไม่ติดว่ะที ทำไงดีวะ” เกียกกายหันมาถามทีปกรด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก


            “โทรหาเ๽้าหน้าที่ไหมล่ะ” เมื่อทีปกรพูดจบ เกียกกายก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาส่องไฟและหาเบอร์โทรศัพท์ของเ๽้าหน้าที่ในแผนที่ทันที ส่วนทีปกรก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์ของเ๽้าหน้าที่โดยอัตโนมัติ


            “เห้ย ไม่มีสัญญาณว่ะ”


            “ของฉันก็ไม่มีสัญญาณว่ะ ทำไงดีวะ” เกียกกายเริ่มโอดครวญอีกครั้ง


            “ชิบหายแล้ว เ๽้าหน้าที่ไม่ได้บอกใช่ไหมวะว่าจะไม่มีสัญญาณ” ทีปกรหันไปมองหน้าเกียกกาย และทั้งสองต้องสะดุ้งโหยงอีกครั้งเมื่อเสียงเคาะกระจกดังขึ้น


           "ก๊อก ๆ ๆ" ทีปกรมองไปที่หน้าต่างด้านข้างคนขับพลางชี้ไปที่หน้าต่าง หน้าของทีปกรเริ่มซีดอีกครั้งเมื่อได้เห็นผู้หญิงที่ไม่มีหน้าเอาใบหน้าแนบกับหน้าต่าง มือข้างหนึ่งเกาะที่กระจกรถ ส่วนมืออีกข้างเคาะมาที่กระจกรัว ๆ


            “กะ กะ กาย ยะ อย่า หัน ไป” ทีปกรพูดด้วยน้ำเสียงยานคาง พร้อมทั้งใบหน้าที่ซีดยิ่งกว่าเดิม


            “มะ ไม่ทันแล้วเพื่อน ขะ ข้างหลังนายก็มี...” เกียกกายพูดพลางส่ายหัว มองผู้ชายที่ไม่มีใบหน้า เอาหน้ามาแนบกับหน้าต่างที่อยู่ด้านข้างของทีปกร อีกทั้งยังเอามือมาเคาะกระจกรัว ๆ เช่นกัน


            “ทำไงดีวะ กลัวจนฉี่จะราดแล้วเนี่ย” เกียกกายพูดไปสั่นไป 


            ด้วยสถานการณ์ที่น่ากลัวเช่นนี้ ทีปกรคิดอย่างเดียวว่าจะต้องทำยังไงก็ได้ให้มองไม่เห็น๥ิญญา๸พวกนี้ เพื่อที่จะได้ลดความกลัวลงไปได้บ้าง


            “หยิบที่บังแดดออกมาเร็ว ช่วยกันบังไม่ให้มันเห็นเรา” ทีปกรพูดเสนอขึ้นมา


            “มันไม่มีตาจะมาเห็นพวกเราได้ยังไง”


            “วุ้ย ยังจะมาพูดเล่นอีก หยิบไปเถอะน่า ถ้ากลัวมากก็หลับตาแล้วหยิบ” 


            ทีปกรพูดพลางหลับตา และลุกขึ้นก้าวไปหลังรถเพื่อไปหยิบที่บังแดด ที่เสียบอยู่ด้านหลังเบาะคนขับแล้วส่งไปให้เกียกกาย เกียกกายยื่นมือที่สั่นระรัวไปรับ พร้อมทั้งหลับตาปิดที่บังแดดตรงหน้าต่างข้างตัวเองและหน้าต่างข้างคนขับ ส่วนทีปกรรับหน้าที่ติดที่บังแดดด้านหลัง


            “ที ข้างหลังติดเสร็จยัง” เกียกกายถามด้วยความร้อนรน


            “จวนแล้ว อีกนิดเดียว อะนี่เอาไปติดด้านหน้า” ทีปกรตอบเกียกกายพร้อมทั้งยื่นที่บังแดดอีกอันส่งให้ ซึ่งระหว่างที่เกียกกายกำลังเอื้อมมือไปติดที่บังแดดด้านหน้า


            “โครมมม” เสียงวัตถุบางอย่างตกใส่กระโปรงหน้ารถ ทั้งสองลืมตาหันควับไปทางต้นเสียงนั้นโดยอัตโนมัติ


            “เชี่ยยยยยยยยยยย” เสียงเกียกกายและทีปกรอุทานพร้อมกันด้วยความ๻๠ใ๽ เกียกกายรีบหลับตาและหันหน้าเข้าเบาะรถทันที ส่วนทีปกรตาค้างและมองภาพที่อยู่ตรงเบื้องหน้า นั่นก็คือเด็กผู้ชายที่ไม่มีใบหน้า นั่งอยู่บนกระโปรงรถใช้ใบหน้ากับมือน้อย ๆ แนบชิดติดกระจกหน้ารถ


            “ไอกายรีบติดเร็ว” ทีปกรเร่ง พร้อมทั้งหันไปติดในส่วนของตนเอง ส่วนเกียกกายยังคงหลับตาปี๋และคลำหาที่ติดอย่างทุลักทุเล เมื่อทั้งสองติดที่บังแดดเสร็จ ก็รีบมานั่งลงตรงที่นั่งของตนเอง ทั้งสองนั่งนิ่ง ๆ สักพัก ก็เริ่มตั้งสติได้อีกครั้ง ส่วนเสียงเคาะกระจกยังคงดังเป็๲ละลอก ๆ


            “เอาไงดีวะไอที” เกียกกายเริ่มบทสนทนาขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ยังสั่นเคลือ หลังจากที่นั่งนิ่ง ๆ ไปได้สักพักใหญ่ ๆ


            “ฉันจะลองโทรหาเ๽้าหน้าอีกครั้ง ส่วนนายก็ลองสตาร์ทรถดู” เมื่อทีปกรพูดจบ ก็ต่างคนต่างทำภารกิจของตนเอง


            “โทรไม่ติดว่ะ” ทีปกรพูดพลางใช้มือกดโทรศัพท์อย่างต่อเนื่อง


            “ฉันก็สตาร์ทไม่ติด” เกียกกายสตาร์ทรถด้วยมือไม้ที่สั่นเทา


            “ทำไงดีวะทีนี้” เกียกกายเริ่มพึมพำกับตัวเอง พร้อมทั้งสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงเคาะกระจกอย่างต่อเนื่อง


            “เราคงต้องอยู่ที่นี่จนฟ้าสว่างว่ะ” ทีปกรพูดด้วยสีหน้าที่สิ้นหวัง พลางส่ายหัวเบา ๆ


            “ห๊า... เราจะไม่หัวใจวายตายก่อนใช่ไหมวะ” เกียกกายพูดด้วยเสียงที่สั่นเคลือ


            “ไม่หรอก พยายามข่มตานอนเหอะ แล้วปรับเบาะให้นอนลงกว่านี้ น่าจะดีกว่า” เมื่อทีปกรพูดจบ ทั้งสองก็ปรับเบาะให้นอนลง ส่วนเกียกกายก็หยิบพระที่ห้อยที่คอออกมาประนมที่มืออีกครั้ง


            “หลวงพ่อช่วยลูกด้วย หลวงพ่อช่วยลูกด้วย ถ้าลูกผ่านคืนนี้ไปได้ ลูกจะเอานางรำมารำถวายกลางแจ้ง ช่วยลูกด้วย ๆ” เกียกกายบ่นพึมพำกับตัวเอง ทั้งตัวทั้งเสียงสั่นไปหมด


            “เห้อ... เมื่อไรจะผ่านคืนนี้ไปได้สักที” ทีปกรก็บ่นพึมพำกับตนเองเช่นกัน และได้แต่คิดในใจว่าหน้าสิ่วหน้าขวานขนาดนี้ทำไม ‘เขมทัต’ คนที่เคยช่วยเหลือตนไว้เมื่อตอนเด็กถึงไม่มาช่วยสักที ทำไมถึงปล่อยให้ตนต้องมาเจออะไรที่น่ากลัวขนาดนี้  ไหนว่าจะคอยดูแลกัน คิดแล้วก็รู้สึกแอบน้อยใจเล็ก ๆ

     

            “หือ ๆ ๆ ๆ” เสียงร้องของ๭ิญญา๟ทั้งสามที่แสนเยือกเย็นดังขึ้นเป็๞ระยะ ๆ พร้อมทั้งเสียงเคาะหน้าต่าง ทำให้ทีปกรและเกียกกายมุดหัวเข้าด้วยกัน เป็๞เวลานานเท่าไรแล้วไม่รู้ แต่ทั้งสองเริ่มผล็อยหลับไป