กำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท

    ตอนที่ 27 ทหารคุ้มกัน

         หลังจากวันที่เกิดเรื่องนี่ก็ผ่านมากว่าหนึ่งเดือนแล้ว ดูเหมือนอาการบาดเจ็บของอัลเบิร์ตจะไม่ร้ายแรงมากนัก แอเรียสได้มอบเม็ดยาอาบจันทราให้แก่อัลเบิร์ตไปหลายเม็ดเพื่อใช้รักษาอาการบาดเจ็บ  แม้อัลเบิร์ตจะรับมาด้วยความงุนงงแต่เขาก็ยอมกินมันลงไป  ทั้งอัลเบิร์ตและมาเรียต่างก็สงสัยเรื่องที่แอเรียสมีเม็ดยาระดับสูงอยู่ในครอบครองเป็นจำนวนมากแต่สุดท้ายก็ได้คำตอบจากแอเรียสว่าเป็นเม็ดยาที่ได้จากอาจารย์ของเขา คำตอบนี่ยิ่งทำให้ทั้งสองนิ่งอึ้งไปเป็นเวลานาน  คนประเภทใดกันที่มอบเม็ดยาระดับสูงให้ผู้อื่นโดยง่ายเช่นนี้  พักหลังมานี้รู้สึกว่าแอเรียสเองก็เริ่มจะคุ้นชินกับการจัดการข้อสงสัยของผู้อื่นด้วยการอ้างชื่ออาจารย์ที่ไร้ตัวตนอยู่จริงเสียแล้ว  ไม่ว่ามาเรีย อัลเบิร์ต  หรือแม้แต่ฟาร์ฮานจะสงสัยสิ่งใดเขาก็มักจะโยนว่าเป็นเพราะอาจารย์นามทานอสผู้นั้นเสมอ  แม้จะกระดากใจไปบ้างแต่แอเรียสเองก็รู้สึกว่ามันค่อนข้างจะสะดวกดีไม่น้อย

     

        พลังของแอเรียสเองก็ก้าวเข้าสู่ระดับนักเวทฝึกหัดขั้นที่สามแล้วและอีกไม่นานก็ใกล้จะเข้าสู่ระดับนักเวทฝึกหัดขั้นที่สี่  มันเป็นการเพิ่มระดับพลังอย่างก้าวกระโดดที่แม้แต่ตัวเขาเองในอดีตก็ไม่สามารถจะทำได้เช่นนี้ แต่ทรัพยากรที่ใช้ไปก็นับว่าสิ้นเปลืองไปจำนวนมากเช่นกัน ผลึกเวทระดับต่ำถูกใช้ไปจนหมดสิ้นแม้มันจะไม่สามารถทำให้เขาเพิ่มระดับพลังเวทได้เลยก็ตาม  สุดท้ายเขาก็ต้องพึ่งพาผลึกเวทระดับกลาง  สายฟ้าในร่างของเขาราวกับสัตว์อสูรที่หิวกระหายมันดูดกลืนผลึกเวทอย่างบ้าคลั่ง  ผลึกเวทระดับกลางหนึ่งก้อนมีพลังเวทที่สะสมอยู่ภายในนั้นมากกว่าผลึกเวทระดับต่ำสิบก้อนรวมกันด้วยซ้ำไป  แต่เขากลับใช้ผลึกเวทระดับกลางไปกว่าหกสิบก้อนแล้วนี่ยังไม่นับรวมผลึกเวทระดับต่ำที่ใช้ไปก่อนหน้า ความจริงแล้วเขาเองก็ไม่ได้นึกเสียดายทรัพยากรเหล่านั้นสักเท่าใดเพียงแต่เขารู้สึกปวดหัวทุกครั้งที่กำลังคิดว่าในอนาคตเขาจะต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาลเพียงใดในการบ่มเพาะพลังเวท    

     

        ตอนนี้เหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้นก่อนที่การประลองจะเริ่มขึ้น  แอเรียสเองทุกวันก็มุ่งแต่ฝึกฝนและบ่มเพาะพลังเวท เขาไม่เคยได้ออกจากเขตของตระกูลสการ์เชียอีกเลยตั้งแต่วันที่เกิดเรื่องขึ้น อัลเบิร์ตและมาเรียเองก็กลัวว่าเมอร์สันจะมาล้างแค้นให้กับบุตรชายในสักวัน  แต่น่าแปลกใจที่เขากลับไม่ได้ทำเช่นนั้น  หากจะกล่าวให้ถูกต้องควรกล่าวว่าเขาไม่ได้ทำสิ่งใดเลยจะดีกว่า เมอร์สันยังคงดำเนินกิจวัตรประจำวันไปเช่นปกติราวกับว่าคนที่ถูกคุมขังอยู่ที่ห้องท้ายตระกูลนั้นไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับเขาเลยแม้แต่น้อย  เขาไม่เคยแม้แต่จะไปหามาเชลและดาเนสเลยแม้แต่ครั้งเดียว  ราวกับว่าทั้งสองคนไม่ใช่บุตรชายของเขา 

     

         ตอนนี้แอเรียสกำลังพลิกแก่นอสูรในมือไปมา  นี่เป็นแก่นอสูรระดับกลางที่เขามีอยู่ เขากำลังชั่งใจอยู่ว่าควรจะดูดซับมันเข้าไปดีหรือไม่  ความเจ็บปวดทุกครั้งที่ต้องดูดซับมันเข้าไปไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลยแม้แต่น้อย  แต่ผลที่ได้รับตอบแทนก็นับได้ว่าคุ้มค่านัก  แม้ทุกครั้งกลิ่นไออสูรจะถูกดูดซับไปจนหมดแล้วถูกเปลี่ยนให้เป็นพลังของธาตุอัสนีแต่เขาก็ไม่แน่ใจนักว่ามันจะไม่มีผลกระทบใดๆ

     

         “ ดูเหมือนข้าต้องพึ่งพาพลังจากแก่นอสูรอีกแล้วสินะ“

     

         พลังของแอเรียสในตอนนี้เข้าใกล้ระดับนักเวทฝึกหัดขั้นที่สี่แล้ว  เขาพ่นหายใจออกมาจากปากเล็กน้อย ในที่สุดเขาก็เริ่มดูดซับแก่นอสูรระดับกลางอีกครั้ง พลังของแก่นอสูรก็ไหลผ่านจากฝ่ามือกระจายไปทั่วร่าง  บนฝ่ามือข้างนั้นปรากฏเส้นเลือดสีดำโป่งพองขึ้นมาก่อนที่มันจะกระจายไปทั่วร่าง  ความเจ็บปวดเหมือนกับในครั้งนั้นกระจายสู่โสตประสาทของแอเรียสอีกครั้ง แต่ครั้งนี้แก่นเวทในร่างของแอเรียสกลับดูดกลืนพลังของแก่นอสูรเข้าไปด้วยความรวดเร็ว  ความเจ็บปวดในร่างพลันหายไปก่อนจะกลายเป็นความรู้สึกอันสดชื่นอีกครั้ง  สายฟ้าภายในแก่นเวทคล้ายกับคำรามออกมาโดยไร้เสียง ไอเวทรอบด้านสั่นไหวออกคล้ายกับหวาดกลัวบางสิ่งที่อยู่ภายในร่างของแอเรียส แม้มันจะเป็นเพียงไม่กี่วินาทีแต่แอเรียสก็สัมผัสมันได้อย่างแจ่มชัด

     

         “ ในที่สุดข้าก็เข้าสู่ระดับนักเวทฝึกหัดขั้นที่สี่ “

     

         แม้จะรู้สึกตื่นเต้นดีใจแต่ภายในใจก็ยังอดที่จะสงสัยไม่ได้ถึงที่มาของพลังสายฟ้าในร่างตน แอเรียสยกฝ่ามือข้างหนึ่งออกมาทดสอบพลังเวท สายฟ้ากันเกรี้ยวกราดในยามนี้ช่างดูแตกต่างกับสายฟ้าอันเล็กกระจ้อยร้อยในยามก่อนมากนัก 

     

         “ จะว่าไปข้าก็ไม่ได้ไปในเมืองนานแล้ว  ออกไปเที่ยวเล่นสักหน่อยคงไม่เป็นอะไร “

     

         แอเรียสลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายเล็กน้อย   ก่อนจะเตรียมตัวออกจากตระกูล  แต่เมื่อถึงหน้าตระกูลเขาก็พบว่ามีทหารยามคอมคุ้มกันทางเดินอย่างหนาแน่น 

     

         “ คุณชายจะไปไหนขอรับ“

     

         ทหารยามผู้หนึ่งที่ถามขึ้นด้วยความสงสัย

     

         “ ข้าจะเข้าไปในเมือง“

     

         แอเรียสตอบด้วยรอยยิ้มจางๆบนใบหน้า  ไม่รู้ทำไมทหารยามเหล่านี้จึงมีท่าทีที่ดูเคารพเขามากกว่าเมื่อก่อนมากนัก 

     

         “ ท่านฟาร์ฮานสั่งเอาไว้ว่าหากคุณชายจะเข้าไปในเมืองให้มีพวกข้าคอยตามไปคุ้มกันด้วย“

     

         ทหารยามคนหนึ่งเอ่ยขึ้น  ในที่สุดแอเรียสก็เข้าใจเรื่องราว  ‘ ที่แท้ก็เป็นฝีมือของตาแก่นั่น  ช่างหาความวุ่นวายให้ข้าซะจริง ‘ แอเรียสบ่นออกมาภายในใจ  แม้จะรู้สึกน่ารำคาญไปบ้างแต่ก็ยังคงรู้สึกซาบซึ้งอยู่ไม่น้อย

     

         “ ตามข้าไปแค่คนเดียวก็พอแล้ว “

     

         ในเมื่อเป็นคำสั่งของฟาร์ฮานเขารู้ดีว่าทหารยามพวกนี้คงไม่อาจจะขัดได้  ทหารพวกนี้มีทั้งทหารที่มาจากสมาคมทหารรับจ้างและนักเวทที่เป็นคนรับใช้ของตระกูลโดยทหารยามทั้งหมดขึ้นตรงต่อคำสั่งของฟาร์ฮานเป็นหลัก  โดยแต่ละคนก็จะมีหน้าที่แตกต่างกันไป 

     

         “แต่ท่านฟาร์ฮานสั่งเอาไว้ว่า..“

     

         “ ไม่เป็นไรหรอก ถ้าเกิดอะไรขึ้นข้ารับผิดชอบเอง “

     

          แอเรียสไม่ค่อยอยากให้ใครเข้ามาวุ่นวายมากนัก  เขาชอบที่จะไหนมาไหนคนเดียวเสียมากกว่า  มันเป็นนิสัยที่ติดตัวมาเนิ่นนานแล้ว  แม้ทหารยามจะดูไม่เต็มใจที่จะทำตามคำสั่งของแอเรียสนักแต่สุดท้ายก็ยอมทำตาม

     

         “ ถ้าเช่นนั้นข้าจะเป็นผู้คอยคุ้มกันให้ท่านเอง  ข้ามีนามว่าไคออน “

     

         ทหารยามคนหนึ่งที่ก้าวขึ้นมาเสนอตัวที่จะทำหน้าที่คอยคุ้มกันให้กับแอเรียส  เขาเป็นชายวัยประมาณยี่สิบเจ็ดปี  ใบหน้ามีหนวดเคราขึ้นอยู่เล็กน้อย   บนใบหน้ามีรอยบาดแผลเป็นจากการถูกฟันทำให้ท่าทางของเขาดูน่ายำเกรงไม่น้อย เขาสวมใส่เกราะเบาสีน้ำตาลคลุมด้วยผ้าคลุมสีน้ำเงินเข้มเหมือนกับเครื่องแบบของทหารส่วนใหญ่ในตระกูลสการ์เชีย บนเกราะมีสัญลักษณ์ของตระกูลสการ์เชียติดอยู่ ที่เอวของไคออนมีดาบยาวเล่มหนึ่งแขวนเอาไว้  ที่เข็มขัดด้านหลังมีมีดสั้นอีกเล่มหนึ่งแนบเอาไว้ยามฉุกเฉิน

     

         แอเรียสพยักหน้าเบาๆเป็นการตอบรับ หลังจากเขาพิจารณาไคออนอยู่ชั่วครู่เขาก็เดินทางไปพร้อมกับทหารยามผู้นี้  แม้จะรู้สึกอึดอัดอยู่เล่นน้อยแต่ไม่นานก็เริ่มคุ้นชิน ทหารยามผู้นี้เองก็ไม่ค่อยพูดจาอะไรมากนักนานๆครั้งจึงจะชวนแอเรียสพูดคุยบ้างเพื่อไม่ให้บรรยากาศมันเงียบเหงาจนเกินไป

     

         “ คุณชายจะไปที่ไหนหรอขอรับ“

     

         เสียงของไคออนที่ชวนแอเรียสคุยเพื่อไม่ให้บรรยายมันเงียบเชียบจนถูกกลมกลืนไปกับเสียงของผืนป่าข้างทาง 

     

         “โรงประมูล “

     

         คำตอบของแอเรียสทำให้ไคออนอดไม่ได้ที่จะแปลกใจอยู่อยู่เล็กน้อย

     

         “โรงประมูลสายหมอกน่ะรึ คุณชายจะไปทำไมกันขอรับ “

     

         ไคออนถามด้วยความสงสัย แอเรียสเองก็ไม่ได้เป็นนักเวทแล้วจะไปซื้อสิ่งใดกัน  ความจริงเขาเองก็รู้สึกสงสัยมานานแล้วว่าผู้ที่ไม่สามารถใช้พลังเวทได้สามารถดำเนินชีวิตไปได้อย่างไร ในหมู่ทหารยามเองก็ไม่ได้รู้สึกเคารพแอเรียสสักเท่าใดนัก  หากว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าเขาไม่ได้เป็นทายาทของตระกูลใหญ่ก็คงจะไร้ซึ่งผู้เหลียวแล

     

         “ ข้ามีธุระของข้าก็แล้วกัน“

     

         แอเรียสไม่ได้อยากจะบอกรายละเอียดต่างๆให้มากนักเขาจึงตัดจบบทสนทนานั้นทันที แม้ไคออนจะรู้สึกไม่พอใจอยู่เล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้พูดสิ่งใดตอบโต้  ถึงอย่างไรเด็กหนุ่มตรงหน้าก็มีฐานะเหนือกว่าเขา

     

         สองฝากทางเดินเงียบสงบไร้ซึ่งผู้คนสัญจรใดๆ  เสียงวิหคขับขานบทเพลงแห่งพงไพรช่างทำให้รู้สึกรื่นรมอยู่ไม่น้อย ต้นไม้น้อยใหญ่แผ่กิ่งก้านออกมาปกคลุมทั่วทางเดินทำให้แอเรียสแทบจะไม่รู้สึกถึงไอร้อนของแสงแดดในยามเที่ยงวันเลยแม้แต่น้อย 

     

        แต่ทันใดนั้นแอเรียสก็สัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่เย็นเยียบที่แผ่มาจากด้านหลัง 

     

         ฉับ !!

     

         แม้จะใช้ย่างก้าวเหยียบเมฆาออกมาแต่เขาก็ยังคงช้าเกินไป ดาบยาวจากมือของไคออนฝากรอยแผลขนาดใหญ่ไว้บนแผ่นหลังของแอเรียส รอยเลือดไหลรินมาเป็นทางตามทิศทางที่เขาหลบหนี 

     

         ไคออนมองภาพเบื้องหน้าด้วยความแปลกใจ  เดิมทีเขาคิดจะสังหารเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยการฟันเพียงครั้งเดียวแต่คาดไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มจะสามารถหลบการโจมตีของเขาได้ แต่สิ่งที่ทำให้เขาตกตะลึงไปมากกว่านั้นคือเด็กหนุ่มตรงหน้าเขาสามารถใช้เวทมนตร์ได้ พลังระดับนักเวทฝึกหัดขั้นที่สี่ไม่ใช่สิ่งที่หลอกลวงอย่างแน่นอน  เขายังมองเห็นประกายสายฟ้าเล็กๆที่ฝ่าเท้าของเด็กหนุ่มอีกด้วย แม้เขาจะไม่รู้ว่านั่นคือพลังของธาตุใดก็ตาม 

     

         “ใครส่งเจ้ามา !! “ 

     

         แอเรียสกัดฟันพูดออกมาด้วยความเจ็บปวด  คำถามที่กำลังพรั่งพรูเข้ามาในหัว  ผู้ใดเป็นผู้ที่ส่งชายผู้นี้มาสังหารเขา  ดาบอสูรมายาถูกเรียกออกมาพร้อมที่จะต่อสู้ในทันที แม้เขาจะรู้ว่าเขาไม่อาจจะต่อกรกับมันได้ก็ตาม  ไคออนมีพลังระดับผู้ใช้มนตราขั้นที่สามนั่นไม่ใช่สิ่งที่แอเรียสจะต่อกรได้ ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงยามที่เขาบาดเจ็บหนักเช่นนี้เลย

     

         “ คาดไม่ถึงจริงๆว่าคุณชายจะสามารถใช้เวทมนตร์ได้  ข้าก็ไม่รู้หรอกนะว่าท่านปิดบังมันไปเพื่อสิ่งใดแต่สำหรับข้าแล้วมันช่างเป็นการกระทำที่โง่เขลานัก  ส่วนเรื่องที่ท่านอยากรู้ว่าใครเป็นผู้ส่งข้ามา…..ไว้รอท่านไปถามเอาในนรกเถอะ !! “

     

         พลังของไคออนระเบิดออกมาจากร่างอย่างรวดเร็ว  แม้แอเรียสจะใช้พลังเวทได้ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการลงมือของมันเลยแม้แต่น้อย ระดับนักเวทฝึกหัดแม้จะเป็นขั้นสูงสุดก็ไม่เคยอยู่ในสายตาของมันเลยแม้แต่น้อย  มันไม่แม้จะพุ่งเขาไปโจมตีแอเรียสด้วยมือของมันเอง  มันร่ายเวทบางอย่างออกมาก่อนที่จะปรากฏวงแหวนเวทที่เบื้องหน้ามัน  สายลมอันเกรี้ยวกราดถูกสร้างออกมาออกมาจากวงแหวนนั่น แอเรียสยกดาบอสูรมายาขึ้นป้องกันแต่เขาก็กระเด็นไปด้านหลังหลายก้าว  บาดแผลของเขายิ่งรู้สึกเจ็บขึ้นกว่าเก่า เวทวายุยังคงพุ่งโจมตีใส่ร่างของแอเรียสถึงหลายครั้ง  แม้จะป้องกันเอาไว้ได้บางส่วนแต่มันก็สร้างอาการบาดเจ็บให้เขาไม่ใช่น้อย

     

        แอเรียสกัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจและโกรธแค้น  ความจริงแล้วเขาย่อมคาดเดาได้ไม่ยาก ผู้ที่มีความคิดอยากจจะฆ่าเขาให้ตายในตระกูลก็คงมีเพียงสามคนเท่านั้น สองในสามถูกจองจำอยู่ในห้องท้ายตระกูลย่อมไม่อาจจะลงมือเช่นนี้ได้  เหลือเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะกระทำเช่นนี้ได้”เมอร์สัน”