หลังจากวันที่เกิดเรื่องนี่ก็ผ่านมากว่าหนึ่งเดือนแล้ว ดูเหมือนอาการบาดเจ็บของอัลเบิร์ตจะไม่ร้ายแรงมากนัก แอเรียสได้มอบเม็ดยาอาบจันทราให้แก่อัลเบิร์ตไปหลายเม็ดเพื่อใช้รักษาอาการบาดเจ็บ แม้อัลเบิร์ตจะรับมาด้วยความงุนงงแต่เขาก็ยอมกินมันลงไป ทั้งอัลเบิร์ตและมาเรียต่างก็สงสัยเรื่องที่แอเรียสมีเม็ดยาระดับสูงอยู่ในครอบครองเป็นจำนวนมากแต่สุดท้ายก็ได้คำตอบจากแอเรียสว่าเป็นเม็ดยาที่ได้จากอาจารย์ของเขา คำตอบนี่ยิ่งทำให้ทั้งสองนิ่งอึ้งไปเป็นเวลานาน คนประเภทใดกันที่มอบเม็ดยาระดับสูงให้ผู้อื่นโดยง่ายเช่นนี้ พักหลังมานี้รู้สึกว่าแอเรียสเองก็เริ่มจะคุ้นชินกับการจัดการข้อสงสัยของผู้อื่นด้วยการอ้างชื่ออาจารย์ที่ไร้ตัวตนอยู่จริงเสียแล้ว ไม่ว่ามาเรีย อัลเบิร์ต หรือแม้แต่ฟาร์ฮานจะสงสัยสิ่งใดเขาก็มักจะโยนว่าเป็นเพราะอาจารย์นามทานอสผู้นั้นเสมอ แม้จะกระดากใจไปบ้างแต่แอเรียสเองก็รู้สึกว่ามันค่อนข้างจะสะดวกดีไม่น้อย
พลังของแอเรียสเองก็ก้าวเข้าสู่ระดับนักเวทฝึกหัดขั้นที่สามแล้วและอีกไม่นานก็ใกล้จะเข้าสู่ระดับนักเวทฝึกหัดขั้นที่สี่ มันเป็นการเพิ่มระดับพลังอย่างก้าวกระโดดที่แม้แต่ตัวเขาเองในอดีตก็ไม่สามารถจะทำได้เช่นนี้ แต่ทรัพยากรที่ใช้ไปก็นับว่าสิ้นเปลืองไปจำนวนมากเช่นกัน ผลึกเวทระดับต่ำถูกใช้ไปจนหมดสิ้นแม้มันจะไม่สามารถทำให้เขาเพิ่มระดับพลังเวทได้เลยก็ตาม สุดท้ายเขาก็ต้องพึ่งพาผลึกเวทระดับกลาง สายฟ้าในร่างของเขาราวกับสัตว์อสูรที่หิวกระหายมันดูดกลืนผลึกเวทอย่างบ้าคลั่ง ผลึกเวทระดับกลางหนึ่งก้อนมีพลังเวทที่สะสมอยู่ภายในนั้นมากกว่าผลึกเวทระดับต่ำสิบก้อนรวมกันด้วยซ้ำไป แต่เขากลับใช้ผลึกเวทระดับกลางไปกว่าหกสิบก้อนแล้วนี่ยังไม่นับรวมผลึกเวทระดับต่ำที่ใช้ไปก่อนหน้า ความจริงแล้วเขาเองก็ไม่ได้นึกเสียดายทรัพยากรเหล่านั้นสักเท่าใดเพียงแต่เขารู้สึกปวดหัวทุกครั้งที่กำลังคิดว่าในอนาคตเขาจะต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาลเพียงใดในการบ่มเพาะพลังเวท
ตอนนี้เหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้นก่อนที่การประลองจะเริ่มขึ้น แอเรียสเองทุกวันก็มุ่งแต่ฝึกฝนและบ่มเพาะพลังเวท เขาไม่เคยได้ออกจากเขตของตระกูลสการ์เชียอีกเลยตั้งแต่วันที่เกิดเรื่องขึ้น อัลเบิร์ตและมาเรียเองก็กลัวว่าเมอร์สันจะมาล้างแค้นให้กับบุตรชายในสักวัน แต่น่าแปลกใจที่เขากลับไม่ได้ทำเช่นนั้น หากจะกล่าวให้ถูกต้องควรกล่าวว่าเขาไม่ได้ทำสิ่งใดเลยจะดีกว่า เมอร์สันยังคงดำเนินกิจวัตรประจำวันไปเช่นปกติราวกับว่าคนที่ถูกคุมขังอยู่ที่ห้องท้ายตระกูลนั้นไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับเขาเลยแม้แต่น้อย เขาไม่เคยแม้แต่จะไปหามาเชลและดาเนสเลยแม้แต่ครั้งเดียว ราวกับว่าทั้งสองคนไม่ใช่บุตรชายของเขา
ตอนนี้แอเรียสกำลังพลิกแก่นอสูรในมือไปมา นี่เป็นแก่นอสูรระดับกลางที่เขามีอยู่ เขากำลังชั่งใจอยู่ว่าควรจะดูดซับมันเข้าไปดีหรือไม่ ความเจ็บปวดทุกครั้งที่ต้องดูดซับมันเข้าไปไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลยแม้แต่น้อย แต่ผลที่ได้รับตอบแทนก็นับได้ว่าคุ้มค่านัก แม้ทุกครั้งกลิ่นไออสูรจะถูกดูดซับไปจนหมดแล้วถูกเปลี่ยนให้เป็นพลังของธาตุอัสนีแต่เขาก็ไม่แน่ใจนักว่ามันจะไม่มีผลกระทบใดๆ
“ ดูเหมือนข้าต้องพึ่งพาพลังจากแก่นอสูรอีกแล้วสินะ“
พลังของแอเรียสในตอนนี้เข้าใกล้ระดับนักเวทฝึกหัดขั้นที่สี่แล้ว เขาพ่นหายใจออกมาจากปากเล็กน้อย ในที่สุดเขาก็เริ่มดูดซับแก่นอสูรระดับกลางอีกครั้ง พลังของแก่นอสูรก็ไหลผ่านจากฝ่ามือกระจายไปทั่วร่าง บนฝ่ามือข้างนั้นปรากฏเส้นเลือดสีดำโป่งพองขึ้นมาก่อนที่มันจะกระจายไปทั่วร่าง ความเจ็บปวดเหมือนกับในครั้งนั้นกระจายสู่โสตประสาทของแอเรียสอีกครั้ง แต่ครั้งนี้แก่นเวทในร่างของแอเรียสกลับดูดกลืนพลังของแก่นอสูรเข้าไปด้วยความรวดเร็ว ความเจ็บปวดในร่างพลันหายไปก่อนจะกลายเป็นความรู้สึกอันสดชื่นอีกครั้ง สายฟ้าภายในแก่นเวทคล้ายกับคำรามออกมาโดยไร้เสียง ไอเวทรอบด้านสั่นไหวออกคล้ายกับหวาดกลัวบางสิ่งที่อยู่ภายในร่างของแอเรียส แม้มันจะเป็นเพียงไม่กี่วินาทีแต่แอเรียสก็สัมผัสมันได้อย่างแจ่มชัด
“ ในที่สุดข้าก็เข้าสู่ระดับนักเวทฝึกหัดขั้นที่สี่ “
แม้จะรู้สึกตื่นเต้นดีใจแต่ภายในใจก็ยังอดที่จะสงสัยไม่ได้ถึงที่มาของพลังสายฟ้าในร่างตน แอเรียสยกฝ่ามือข้างหนึ่งออกมาทดสอบพลังเวท สายฟ้ากันเกรี้ยวกราดในยามนี้ช่างดูแตกต่างกับสายฟ้าอันเล็กกระจ้อยร้อยในยามก่อนมากนัก
“ จะว่าไปข้าก็ไม่ได้ไปในเมืองนานแล้ว ออกไปเที่ยวเล่นสักหน่อยคงไม่เป็นอะไร “
แอเรียสลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายเล็กน้อย ก่อนจะเตรียมตัวออกจากตระกูล แต่เมื่อถึงหน้าตระกูลเขาก็พบว่ามีทหารยามคอมคุ้มกันทางเดินอย่างหนาแน่น
“ คุณชายจะไปไหนขอรับ“
ทหารยามผู้หนึ่งที่ถามขึ้นด้วยความสงสัย
“ ข้าจะเข้าไปในเมือง“
แอเรียสตอบด้วยรอยยิ้มจางๆบนใบหน้า ไม่รู้ทำไมทหารยามเหล่านี้จึงมีท่าทีที่ดูเคารพเขามากกว่าเมื่อก่อนมากนัก
“ ท่านฟาร์ฮานสั่งเอาไว้ว่าหากคุณชายจะเข้าไปในเมืองให้มีพวกข้าคอยตามไปคุ้มกันด้วย“
ทหารยามคนหนึ่งเอ่ยขึ้น ในที่สุดแอเรียสก็เข้าใจเรื่องราว ‘ ที่แท้ก็เป็นฝีมือของตาแก่นั่น ช่างหาความวุ่นวายให้ข้าซะจริง ‘ แอเรียสบ่นออกมาภายในใจ แม้จะรู้สึกน่ารำคาญไปบ้างแต่ก็ยังคงรู้สึกซาบซึ้งอยู่ไม่น้อย
“ ตามข้าไปแค่คนเดียวก็พอแล้ว “
ในเมื่อเป็นคำสั่งของฟาร์ฮานเขารู้ดีว่าทหารยามพวกนี้คงไม่อาจจะขัดได้ ทหารพวกนี้มีทั้งทหารที่มาจากสมาคมทหารรับจ้างและนักเวทที่เป็นคนรับใช้ของตระกูลโดยทหารยามทั้งหมดขึ้นตรงต่อคำสั่งของฟาร์ฮานเป็นหลัก โดยแต่ละคนก็จะมีหน้าที่แตกต่างกันไป
“แต่ท่านฟาร์ฮานสั่งเอาไว้ว่า..“
“ ไม่เป็นไรหรอก ถ้าเกิดอะไรขึ้นข้ารับผิดชอบเอง “
แอเรียสไม่ค่อยอยากให้ใครเข้ามาวุ่นวายมากนัก เขาชอบที่จะไหนมาไหนคนเดียวเสียมากกว่า มันเป็นนิสัยที่ติดตัวมาเนิ่นนานแล้ว แม้ทหารยามจะดูไม่เต็มใจที่จะทำตามคำสั่งของแอเรียสนักแต่สุดท้ายก็ยอมทำตาม
“ ถ้าเช่นนั้นข้าจะเป็นผู้คอยคุ้มกันให้ท่านเอง ข้ามีนามว่าไคออน “
ทหารยามคนหนึ่งที่ก้าวขึ้นมาเสนอตัวที่จะทำหน้าที่คอยคุ้มกันให้กับแอเรียส เขาเป็นชายวัยประมาณยี่สิบเจ็ดปี ใบหน้ามีหนวดเคราขึ้นอยู่เล็กน้อย บนใบหน้ามีรอยบาดแผลเป็นจากการถูกฟันทำให้ท่าทางของเขาดูน่ายำเกรงไม่น้อย เขาสวมใส่เกราะเบาสีน้ำตาลคลุมด้วยผ้าคลุมสีน้ำเงินเข้มเหมือนกับเครื่องแบบของทหารส่วนใหญ่ในตระกูลสการ์เชีย บนเกราะมีสัญลักษณ์ของตระกูลสการ์เชียติดอยู่ ที่เอวของไคออนมีดาบยาวเล่มหนึ่งแขวนเอาไว้ ที่เข็มขัดด้านหลังมีมีดสั้นอีกเล่มหนึ่งแนบเอาไว้ยามฉุกเฉิน
แอเรียสพยักหน้าเบาๆเป็นการตอบรับ หลังจากเขาพิจารณาไคออนอยู่ชั่วครู่เขาก็เดินทางไปพร้อมกับทหารยามผู้นี้ แม้จะรู้สึกอึดอัดอยู่เล่นน้อยแต่ไม่นานก็เริ่มคุ้นชิน ทหารยามผู้นี้เองก็ไม่ค่อยพูดจาอะไรมากนักนานๆครั้งจึงจะชวนแอเรียสพูดคุยบ้างเพื่อไม่ให้บรรยากาศมันเงียบเหงาจนเกินไป
“ คุณชายจะไปที่ไหนหรอขอรับ“
เสียงของไคออนที่ชวนแอเรียสคุยเพื่อไม่ให้บรรยายมันเงียบเชียบจนถูกกลมกลืนไปกับเสียงของผืนป่าข้างทาง
“โรงประมูล “
คำตอบของแอเรียสทำให้ไคออนอดไม่ได้ที่จะแปลกใจอยู่อยู่เล็กน้อย
“โรงประมูลสายหมอกน่ะรึ คุณชายจะไปทำไมกันขอรับ “
ไคออนถามด้วยความสงสัย แอเรียสเองก็ไม่ได้เป็นนักเวทแล้วจะไปซื้อสิ่งใดกัน ความจริงเขาเองก็รู้สึกสงสัยมานานแล้วว่าผู้ที่ไม่สามารถใช้พลังเวทได้สามารถดำเนินชีวิตไปได้อย่างไร ในหมู่ทหารยามเองก็ไม่ได้รู้สึกเคารพแอเรียสสักเท่าใดนัก หากว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าเขาไม่ได้เป็นทายาทของตระกูลใหญ่ก็คงจะไร้ซึ่งผู้เหลียวแล
“ ข้ามีธุระของข้าก็แล้วกัน“
แอเรียสไม่ได้อยากจะบอกรายละเอียดต่างๆให้มากนักเขาจึงตัดจบบทสนทนานั้นทันที แม้ไคออนจะรู้สึกไม่พอใจอยู่เล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้พูดสิ่งใดตอบโต้ ถึงอย่างไรเด็กหนุ่มตรงหน้าก็มีฐานะเหนือกว่าเขา
สองฝากทางเดินเงียบสงบไร้ซึ่งผู้คนสัญจรใดๆ เสียงวิหคขับขานบทเพลงแห่งพงไพรช่างทำให้รู้สึกรื่นรมอยู่ไม่น้อย ต้นไม้น้อยใหญ่แผ่กิ่งก้านออกมาปกคลุมทั่วทางเดินทำให้แอเรียสแทบจะไม่รู้สึกถึงไอร้อนของแสงแดดในยามเที่ยงวันเลยแม้แต่น้อย
แต่ทันใดนั้นแอเรียสก็สัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่เย็นเยียบที่แผ่มาจากด้านหลัง
ฉับ !!
แม้จะใช้ย่างก้าวเหยียบเมฆาออกมาแต่เขาก็ยังคงช้าเกินไป ดาบยาวจากมือของไคออนฝากรอยแผลขนาดใหญ่ไว้บนแผ่นหลังของแอเรียส รอยเลือดไหลรินมาเป็นทางตามทิศทางที่เขาหลบหนี
ไคออนมองภาพเบื้องหน้าด้วยความแปลกใจ เดิมทีเขาคิดจะสังหารเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยการฟันเพียงครั้งเดียวแต่คาดไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มจะสามารถหลบการโจมตีของเขาได้ แต่สิ่งที่ทำให้เขาตกตะลึงไปมากกว่านั้นคือเด็กหนุ่มตรงหน้าเขาสามารถใช้เวทมนตร์ได้ พลังระดับนักเวทฝึกหัดขั้นที่สี่ไม่ใช่สิ่งที่หลอกลวงอย่างแน่นอน เขายังมองเห็นประกายสายฟ้าเล็กๆที่ฝ่าเท้าของเด็กหนุ่มอีกด้วย แม้เขาจะไม่รู้ว่านั่นคือพลังของธาตุใดก็ตาม
“ใครส่งเจ้ามา !! “
แอเรียสกัดฟันพูดออกมาด้วยความเจ็บปวด คำถามที่กำลังพรั่งพรูเข้ามาในหัว ผู้ใดเป็นผู้ที่ส่งชายผู้นี้มาสังหารเขา ดาบอสูรมายาถูกเรียกออกมาพร้อมที่จะต่อสู้ในทันที แม้เขาจะรู้ว่าเขาไม่อาจจะต่อกรกับมันได้ก็ตาม ไคออนมีพลังระดับผู้ใช้มนตราขั้นที่สามนั่นไม่ใช่สิ่งที่แอเรียสจะต่อกรได้ ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงยามที่เขาบาดเจ็บหนักเช่นนี้เลย
“ คาดไม่ถึงจริงๆว่าคุณชายจะสามารถใช้เวทมนตร์ได้ ข้าก็ไม่รู้หรอกนะว่าท่านปิดบังมันไปเพื่อสิ่งใดแต่สำหรับข้าแล้วมันช่างเป็นการกระทำที่โง่เขลานัก ส่วนเรื่องที่ท่านอยากรู้ว่าใครเป็นผู้ส่งข้ามา…..ไว้รอท่านไปถามเอาในนรกเถอะ !! “
พลังของไคออนระเบิดออกมาจากร่างอย่างรวดเร็ว แม้แอเรียสจะใช้พลังเวทได้ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการลงมือของมันเลยแม้แต่น้อย ระดับนักเวทฝึกหัดแม้จะเป็นขั้นสูงสุดก็ไม่เคยอยู่ในสายตาของมันเลยแม้แต่น้อย มันไม่แม้จะพุ่งเขาไปโจมตีแอเรียสด้วยมือของมันเอง มันร่ายเวทบางอย่างออกมาก่อนที่จะปรากฏวงแหวนเวทที่เบื้องหน้ามัน สายลมอันเกรี้ยวกราดถูกสร้างออกมาออกมาจากวงแหวนนั่น แอเรียสยกดาบอสูรมายาขึ้นป้องกันแต่เขาก็กระเด็นไปด้านหลังหลายก้าว บาดแผลของเขายิ่งรู้สึกเจ็บขึ้นกว่าเก่า เวทวายุยังคงพุ่งโจมตีใส่ร่างของแอเรียสถึงหลายครั้ง แม้จะป้องกันเอาไว้ได้บางส่วนแต่มันก็สร้างอาการบาดเจ็บให้เขาไม่ใช่น้อย
แอเรียสกัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจและโกรธแค้น ความจริงแล้วเขาย่อมคาดเดาได้ไม่ยาก ผู้ที่มีความคิดอยากจจะฆ่าเขาให้ตายในตระกูลก็คงมีเพียงสามคนเท่านั้น สองในสามถูกจองจำอยู่ในห้องท้ายตระกูลย่อมไม่อาจจะลงมือเช่นนี้ได้ เหลือเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะกระทำเช่นนี้ได้”เมอร์สัน”