“ท่านเ้าเมือง เชิญขอรับ”หลงจู้กงรีบออกมาต้อนรับครอบครัวเ้าเมืองไป๋เทียนถึงหน้าร้าน
“ลูกค้ายังเยอะเหมือนเดิมนะ”
“ทางร้านเพิ่งเพิ่มอาหารจานใหม่เข้ามาลูกค้าเลยอยากลองขอรับ” หลงจู้กงปรายตามองผ่านไปด้านหลัง อีกฝ่ายมองหลงจู้กงจนเขาต้องรีบหลบตา
“เอ่อ...เชิญขอรับ ข้าน้อยเตรียมห้องเอาไว้ให้แล้ว”ต่อหน้าไม่มีใครกล้าเอ่ยถึงขาอดีตรองแม่ทัพให้ได้ยิน แต่พอเขาเดินพ้นประตูเสียงซุบซิบนินทาดังขึ้นตามหลัง คนหูดีอย่างไป๋อวี๋ย่อมได้ยินทุกคำ
“นายน้อย?” ซีหยางคนสนิทเขาเอ่ยขึ้น
“ไม่ต้องไปใส่ใจ”
“ขอรับ”
“ร้านอาหารหลี่ฟู่ขายดีขนาดนี้ร้านอื่นไม่มีปัญหาหรือ?”ในความหมายของคำถามเ้าเมืองไป๋เทียน คือมีคนมาสร้างความเดือดร้อนให้หรือไม่
“ร้านหลี่ฟู่ไม่ได้ไปยุ่งกับร้านอื่นข้าน้อยเลยไม่ทราบขอรับ” ต่อให้มีเขาย่อมมีทางจัดการหรือบางทีตอนนี้พวกเขาอาจกำลังหาที่มาอยู่ก็ได้
“อาจารย์อู่ ทานเยอะ ๆนะข้ารับรองว่าอาหารที่นี่อร่อยมาก”
“ขอบคุณขอรับ”
“เสี่ยวหลิน ลูกเป็อะไรหรือไม่เอาแต่เงียบ” ไป๋เฟินเย่วถามลูกชายคนรอง
“ข้าไม่เป็อะไรขอรับ ท่านแม่ตลับยานั้นท่านแม่ได้มาจากไหนขอรับพี่ใหญ่ลองใช้แล้วช่วยแก้อาการปวดตอนกลางคืนได้เป็อย่างดี”
“มีคนให้มาน่ะ ทำไมหรือ?”
“ข้าอยากรู้ว่าตัวยามีอะไรบ้างขอรับ”
“ฮูหยินจำชื่อนางได้หรือไม่?”
“เหมือนจะแซ่สวีนะ”
“สวีเหมยฮวาเ้าค่ะ”เหลียงหว่าเอ่ยตอบ หลงจู้กงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนรีบทำตัวเป็ปกติ
“ใช่...ข้าจำได้แล้ววันนั้นเห็นนางทะเลาะกับใครสักคนที่หน้าร้านหลี่ฟู่ด้วย หลงจู้กงจำได้หรือไม่?” ทุกสายตาในห้องหันมาทางหลงจู้กง
“เอ่อ...”
“มีเื่ที่บอกไม่ได้งั้นหรือ?” เ้าเมืองไป๋เทียนถาม
“ไม่ใช่ขอรับ ข้าน้อยไม่รู้มาก่อนว่าแม่นางสวีเคยเจอกับไป๋ฮูหยินมาก่อน”
“ข้าอยากเจอนาง ท่านพอช่วยได้หรือไม่”ไป๋หลินรีบถาม อู่จุนเหลียนพลอยตื่นเต้นตามไปด้วย คุณสมบัติตลับยาอันนั้นมีคุณภาพดีกว่ายาในวังหลวงเสียอีก
“ข้าน้อยขอถามนางก่อนขอรับ”
“เอาล่ะ ๆ เรามาทานอาหาร หลงจู้ช่วยนำอาหารจานใหม่ขึ้นโต๊ะทั้งหมดด้วย”
“หมูกระทะด้วยขอรับ” ไป๋ฉีรีบบอก
“รอสักครู่ขอรับ” ผ่านไปไม่ถึง 15 นาที อาหารถูกยกขึ้นโต๊ะ
“ข้าเข้าใจแล้วทำไมร้านอาหารหลี่ฟู่ถึงขายดี ดูอาหารพวกนี้สิ กลิ่นหอมน่าทานมาก”
“อร่อยด้วยขอรับ”
“เ้าเด็กนี่ เห็นแก่กินเกินไปแล้ว”
“ทานได้เลย ไม่อิ่มค่อยสั่งใหม่”เ้าเมืองไป๋เทียนลงมือเป็คนแรก คนอื่นรีบยกตะเกียบตาม
ทุกคนเห็นพ้องต้องกันกับคำชมของไป๋ฉีทุกจานรสชาติกลมกล่อมอร่อย ความเผ็ดแปลกใหม่เรียกน้ำย่อยให้ทานได้เยอะขึ้น ขนาดไป๋อวี๋ยังทานได้มากกว่าปกติทุกคนต่างอิ่มเอมพอใจกับอาหารในมื้อนี้เป็อย่างมาก
──────???? ──────
“ท่านแม่ท่านว่าปีนี้ฝนมาช้าเกินไปหรือไม่” สวีซือซงเงยหน้ามองท้องฟ้าที่แทบไม่มีเคล้าฝนเลยแม้ผ่านฤดูใบไม้ผลิมาได้พักใหญ่แล้ว
“นั้นสิปกติเวลานี้ฝนเริ่มตกแล้วนี่น่า”
“ไม่ใช่เื่ปกติหรือเ้าคะ?” ฉงฉงไม่เคยทำนามาก่อนจึงไม่รู้ว่ามันผิดปกติตรงไหน
“่นี้ฝนควรเริ่มต้นแล้ว” สวีฝูหรงมองรอบด้านูเายังเขียวขจี หญ้าบนคันนายังงาม ลำธารที่อยู่ไกลออกไปยังมีน้ำอยู่
“ฝนไม่ตกแบบนี้ต้นกล้าข้าวได้แห้งตายแน่”
“เราไปขุดคลองน้ำจากลำธารมาดีหรือไม่พี่ใหญ่”
“ไกลเกินไป แถมยังผ่านที่นาคนอื่นอีก”
“ทำยังไงดีล่ะ”
“รอไปก่อนบางทีฝนแค่มาช้าไปหน่อยเท่านั้น”
“ขอให้เป็แบบนั้นเถอะ”
“ท่านแม่คิดว่าฝนจะแล้งหรือเ้าคะ?”
“หลายปีก่อนฝนมาช้าแบบนี้เหมือนกันปีนั้นข้าวในนาได้ผลผลิตน้อยมาก แม่กลัวว่ามันจะเป็เหมือนกันอีก”
“คงไม่หรอกมั้ง...นะ”
“อ้าว”
“ฮ่า ฮ่า”เสียงหัวเราะดังขึ้นมาพร้อมกัน สวีเหมยฮวาหยุดหัวเราะสายตาพิจารณาผืนดินในใจกลับรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่
ภัยแล้งไม่ใช่เื่ล้อเล่นที่จะมองผ่านไปง่ายๆ เมืองไหน หมู่บ้านไหนมีแหล่งน้ำปีนี้อาจผ่านไปได้ส่วนหมู่บ้านที่อยู่ไกลแหล่งน้ำ อาศัยน้ำฝนในการเพาะปลูกจะเดือดร้อนมากกว่าที่อื่น
ผลผลิตที่ไม่พอย่อมส่งผลไปถึงหน้าหนาวข้าวของแพงขึ้นมีผลต่อเนื่อง ทว่าต่อให้เกิดฝนแล้งสำหรับครอบครัวนางคงไม่เดือดร้อนเมื่อในมิติดอกเหมยสามารถปลูกพืชได้ตลอดเวลา สวีเหมยฮวาไม่ได้กังวล
รอแล้วรอเล่า ฝนบนฟ้าเหมือนกลั่นแกล้งแค่่กลางฤดูใบไม้ผลิแดดแรงเหมือนเข้าสู่ฤดูร้อนไม่มีผิด ในเมื่อฝนบนฟ้าไม่มาชาวนาย่อมหาทางแก้ ผืนนาใครอยู่ใกล้ลำธารยังพอดึงน้ำเข้านาได้แต่คนที่อยู่ไกลย่อมลำบากไม่น้อย
“ฮวาเอ๋อร์...แม่อยากถามว่าสมมุติปีนี้ฝนแล้งปลูกข้าวไม่ได้...บ้านเราจะเดือดร้อนหรือไม่?”
“ไม่เดือดร้อนเ้าค่ะ” คำตอบจากลูกสาวช่วยผ่อนคลายความกังวลในใจสวีฝูหรง
สำหรับสวีเหมยฮวานางกลับกลุ้มใจเื่อื่น หากวันหนึ่งมิติดอกเหมยใช้การไม่ได้ นางจะทำอย่างไร หรือควรเอาข้าวออกมาไว้ด้านนอกเผื่อเอาไว้ล่วงหน้าดี
“คุณหนู หลงจู้กงมาหาเ้าค่ะ”รถม้าคุ้นเคยวิ่งมาจอดหน้าบ้าน
“วันนี้ไม่มีส่งของนี่หรือว่าที่ร้านมีปัญหาเ้าคะ?”สวีเหมยฮวาหันไปทางมารดา
“ลองไปดูก่อนเถอะ” สวีฝูหรงบอกลูกสาวสองแม่ลูกเลยเดินกลับบ้าน
“สวีฮูหยิน คุณหนูสวีขออภัยที่ข้ามารบกวนโดยไม่แจ้งล่วงหน้า”
“มีอะไรไปคุยข้างในเถอะเ้าค่ะข้างนอกอากาศร้อน” ฉงฉงวางน้ำส้มรสหวาน เย็นชื่นใจช่วยคลายร้อนหลงจู้กงดื่มรวดเดียวเกือบหมดแก้ว
“ค่อยยังชั่วข้าขอพูดธุระที่มาวันนี้เลยแล้วกัน ไม่ทราบว่าคุณหนูสวีรู้จักไป๋ฮูหยินหรือไม่”
“ไป๋ฮูหยิน...ข้าไม่รู้จักเ้าค่ะ”
“ฮูหยินท่านเ้าเมืองไป๋เทียนหรือ?” สวีฝูหรงถาม หลงจู้กงพยักหน้า
“แล้วเกี่ยวอะไรกับข้า?”
“คือ 2-3 วันก่อนจวนเ้าเมืองมาทานอาหารที่ร้านหลี่ฟู่คุณชายรองไป๋ได้เอ่ยถามเกี่ยวกับตลับยาที่ไป๋ฮูหยินได้มา...ที่นี่ไป๋ฮูหยินบอกว่าได้มาจากคุณหนูสวีคุณชายรองไป๋เลยอยากเจอ”
“ข้ามั่นใจว่ายาข้าไม่มีปัญหา...หรือมีปัญหา?”
“คุณหนูสวีไม่มั่นใจหรือ?”
“ข้ามั่นใจต่างหากถึงได้ถามว่ามันมีปัญหาตรงไหน”
“ข้าไม่แน่ใจเหมือนกัน คุณหนูสวีคงต้องถามคุณชายรองเอาเอง”
“อย่าบอกนะคุณชายรองอยากเจอข้า?” หลงจู้กงพยักหน้า
“ข้า...ต้องไปเจอ?”
“ถ้าเป็ไปได้...”หลงจู้กงไม่แน่ใจนักเมื่อเห็นสีหน้าอีกฝ่าย
“ปฏิเสธไม่ได้หรือ?”
“จวนเ้าเมืองนะฮวาเอ๋อร์”สวีฝูหรงเตือนลูกสาว สวีเหมยฮวายิ่งมีสีหน้าลำบากใจ
“เฮ้อ...รบกวนหลงจู้ช่วยถามทางคุณชายรองว่าว่างให้ข้าเข้าพบได้ตอนไหน...ได้หรือไม่เ้าคะ”
“ได้ ๆ ขอบคุณคุณหนูสวีอีกเื่อีกสองวันนายท่านจะส่งอาหารทะเลมากับใบสั่งซื้อข้าจะให้คนรีบนำมาส่งให้ทันที”
“ขอบคุณหลงจู้ ฉงฉงไปหยิบตะกร้าผลไม้บนโต๊ะในครัวให้หลงจู้ด้วย”หลงจู้กงหูผึ่งทันทีที่ได้ยินคำว่าผลไม้ ยิ่งพอได้เห็นผลไม้ในตะกร้าเขาถึงกลับยิ้มไม่หุบ
“ขอบคุณ ๆ ข้าไม่เกรงใจแล้วนะ”สวีเหมยฮวายิ้มกว้าง
นับวันความสนิทสนมระหว่างร้านหลี่ฟู่และบ้านสวีมีมากเพิ่มขึ้นวัตถุดิบที่ซื้อจากบ้านสวี มีคุณภาพต่างจากที่ซื้อจากชาวบ้านทั่วไปดังนั้นราคาอาหารในร้านแม้เป็ชนิดเดียวกันแต่ราคาต่างกันพอสมควร
“ข้าจะไปดูอาซือหน่อยป่านนี้ทำไมยังไม่ลงมาจากเขาอีก”
“นั้นสิคงไม่ตัดไผ่จนหมดป่าแล้วหรอกนะ”
“ไม่ขนาดนั้นหรอกมั้งเ้าค่ะ”
“กลับมาแล้ว!”
“ตายยากจริง ๆ”
“อะไร ใครตาย ฉงฉงขอน้ำส้มหน่อยร้อนมากเลย”
“เ้าค่ะ”
สวีซือซงบอกจำนวนไผ่ที่ตัดเอาไว้ทั้งหมดบางส่วนลากลงมาไว้ตีนเขาเรียบร้อย บางส่วนยังอยู่บนเขาหลังทานมื้อเที่ยงค่อยกลับไปลากลงมาตากแห้งเตรียมเผาถ่าน
เมื่อถึงวันนัดหมายที่ต้องไปเจอคุณชายรองไป๋หลินสวีเหมยฮวาเกิดอาการี้เีขึ้นมา นางไม่ชอบไปเจอคนมีฐานะ ยิ่งเป็คนจากจวนเ้าเมืองแล้วละก็นางยิ่งไม่อยากเจอ
“ท่านแม่..ข้าไม่อยากไป”
“ไม่ได้ไปคนเดียวเสียหน่อยน้องก็ไปด้วย”
“ท่านแม่ไปกับข้า ไม่ได้หรือเ้าคะ?”
“แม่ี้เี”
“ข้าี้เีเหมือนกัน”
“ฮวาเอ๋อร์...”
“ไปก็ได้เ้าค่ะ”
“เตรียมกล่องยาไปด้วยหรือไม่บางทีคุณชายรองอาจขอดูตัวยาด้วย ของฝากล่ะเอาไปหรือยัง”
“เตรียมแล้วเ้าค่ะ ข้าไปก่อนไว้จะรีบไปรีบมา ขากลับจะแวะเอาใบสั่งของมาด้วย ท่านแม่อยากได้ผ้าเพิ่มไหมเ้าคะ?”
“แค่นี้มีมากจนใส่ไม่หมดแล้วไปได้แล้วอย่าให้คุณชายรองต้องรอนาน”
“เ้าค่ะ”
สวีซือซงบังคับรถม้าอยู่ด้านหน้ามีพวกเขาแค่สองพี่น้องที่เข้าเมือง ส่วนฉงฉงให้อยู่เป็เพื่อนมารดา ได้ยินว่าจะพากันหัดทำขนมข้าวเหนียวมะม่วงที่นางเคยทำให้ทานคราวก่อน
พอคิดถึงสิ่งที่ได้ทำร่วมกัน สวีเหมยฮวาเผลอคิดไปถึงมารดาอีกคนในความทรงจำวัยเด็กนางมักเห็นมารดาเข้าครัวตลอด ตอนเช้าทานข้าวพร้อมหน้าตอนเย็นรอรับบิดากลับบ้านทานข้าวไปพลางคุยกันไปพลาง สนุกสนานมีความสุขเหลือเกิน
“เฮ้อ...”
“พี่ใหญ่เป็อะไรหรือขอรับ”
“ไม่อยากไปเจอคนใหญ่คนโตกลัวทำตัวไม่ถูก”
“ข้าเหมือนกัน”
คนอื่นอาจดีใจที่ได้เจอเ้าเมืองสำหรับสวีเหมยฮวาไม่คิดแบบนั้น หรืออดีตเคยเห็นอะไรหลายอย่างผ่านตาเลยมีอคติ ที่สำคัญนางอยู่เมืองเฉียงฉู่มายี่สิบปียังไม่เคยเจอหน้าเ้าเมืองสักครั้งข้อมูลอะไรไม่มีในมือ จู่ ๆ ถูกเรียกไปพบนี่มันยังไงอยู่นะ
“พี่ใหญ่ถึงแล้ว” สวีเหมยฮวาลงจากรถม้าสวีซือซงยื่นมือมารับตะกร้าผลไม้ในมือพี่สาวไปถือเอาไว้
“ไม่ทราบว่าแม่นางคือสวีเหมยฮวา”
“ข้าเอง คนนี้น้องชายข้าสวีซือซง”
“เชิญทางนี้ คุณชายรองรอแม่นางอยู่” อี๋ตี๋คนสนิทไป๋หลินสั่งให้ทหารหน้าจวนนำรถม้าไปเก็บสองพี่น้องด้านหลังแอบสำรวจจวนไปด้วย
“กว้างเหมือนกันนะพี่ใหญ่” คนด้านหน้าได้ยินในใจนึกดูถูกอยู่เล็กน้อย
เหอะ.. ทว่า....
“กว้างแต่ไร้ประโยชน์พวกเราซื้อที่เพิ่มดีไหม พี่อยากขุดสระเก็บน้ำ ตอนนี้ที่เราไม่พอให้ขุดสระได้”
“ข้าเห็นด้วย พี่ใหญ่จะซื้อกว้างแค่ไหน”
“ลองถามผู้ใหญ่บ้านดูก่อนว่ามีที่ว่างเท่าไหร่”
???? อี๋ตี๋
“เชิญแม่นาง คุณชาย”อี๋ตี๋ผายมือเชิญให้ทั้งสองเดินเข้าไปในห้องโถง
เอ๊ะ! คนที่เจอในวัดไม่ใช่หรือ?...
ไป๋เฟินเย่วส่งยิ้มให้สวีเหมยฮวาคาดว่าอีกฝ่ายคงจำตัวเองได้ ทว่าสายตาไป๋เฟินเย่วกลับมองตะกร้าในมือสวีซือซงแทน
“คารวะฮูหยิน คุณชายรองเ้าค่ะ/ขอรับ”
“ไม่ต้องมากพิธีหรอก นั่งก่อนสิถืออะไรมาหรือ?”
“ผลไม้เ้าค่ะหวังว่าฮูหยินจะยินดีรับไว้”
“ยังไม่ถึงฤดูผลไม้ไม่ใช่หรือเหลียงหว่า” เหลียงหว่าเดินเข้ามารับตะกร้าผลไม้จากมือสวีซือซง ยิ้มให้สวีเหมยฮวาเล็กน้อย
“เอ๋...ข้าไม่เคยเห็นผลไม้เหล่านี้มาก่อนมันทานยังไงหรือ” ไป๋หลินมองมารดาที่เอาแต่ถาม ส่วนเขาที่เชิญนางมาได้แต่นั่งฟังอู่จุนเหลียนมองลูกศิษย์นั่งมองมารดาไม่กล้าเอ่ยแย้งด้วยความขบขัน
“ข้าลืมไปเลยเ้าค่ะรบกวนช่วยนำมีดกับจาน น้ำกับผ้าสะอาดมาให้ได้หรือไม่เ้าคะ” ไป๋เฟินเย่วพยักหน้าเหลียงหว่าสั่งสาวใช้ให้ไปนำของที่้ามา
ท่านแม่ ธุระข้าล่ะ... ไป๋หลินพยายามส่งสายตาบอกมารดาแต่เหมือนว่าความสนใจของนางมุ่งไปที่ผลไม้มากกว่า
ผลไม้ที่สวีเหมยฮวานำมาวันนี้มีมะม่วงน้ำดอกไม้ มังคุด เงาะ แก้วั เมล่อน ใจจริงอยากเอาทุเรียนมาอยู่หรอก แต่กลัวจวนเ้าเมืองจะแตกตื่นเลยหยุดความคิดตนเอาไว้
“เชิญเ้าค่ะ”
“น่าอร่อยมาก เหลียงหว่านำไปให้ท่านพี่กับซื่อจื่อที่ห้องด้วย”
“ท่านแม่” ไป๋หลินลืมสิ้นธุระตนสายตามองจานผลไม้น่าอร่อยไม่วางตา
“หื้อ อร่อย! อันนี้เมล่อนสินะ หวานหอมอร่อยกว่าแตงโมเสียอีก” ไป๋เฟินเย่วยกมือปิดปากดวงตาเป็ประกายระยิบระยับ ส่งเสียงพอใจออกมาเป็บางครั้ง
สวีเหมยฮวาสวีซือซงสบตากันมองสามคนในห้องโถงทานผลไม้อย่างเอร็ดอร่อยเงียบ ๆ
ธุระล่ะ?
“เอ่อ...ฮูหยิน แม่นางสวีรอนานแล้วเ้าค่ะ”เหลียงหว่ากระซิบเตือนไป๋เฟินเย่ว
“ข้าลืมไปเลย ขอโทษด้วยผลไม้อร่อยมากจนข้าทำตัวเสียมารยาทจนได้”
“ไม่เป็ไรเ้าค่ะ”
“หลงจู้กงได้บอกเหตุผลที่ข้าอยากเจอแล้วใช่หรือไม่”
“บอกมาบ้างแล้วเ้าค่ะ”
“ขอพูดตามตรงลูกชายข้าเสี่ยวหลินกำลังศึกษาเกี่ยวกับสมุนไพรอยู่ เขาสนใจตำรับยาแก้ปวดที่เ้าให้มาเลยอยากสอบถามเล็กน้อย”
“ยาไม่ได้มีปัญหาใช่ไหมเ้าคะ?”
“หือ..ไม่เลย รักษารอยฟกช้ำแก้ปวดได้ดีทีเดียว” สวีเหมยฮวาพยักหน้า หันไปหาไป๋หลิน
“คุณชายรองอยากทราบอะไรหรือเ้าคะ”
“ท่านแม่บอกว่าแม่นางปรุงยาขึ้นมาเองไม่ทราบแม่นางศึกษากับอาจารย์ท่านใด?”
“ข้าไม่มีอาจารย์”
“ไม่มีอาจารย์?” อู่จุนเหลียนทวนคำ
“ข้าศึกษาด้วยเองจากตำราเ้าค่ะ” อู่จุนเหลียนหันไปมองลูกศิษย์
“แม่นางไม่ได้โกหกใช่หรือไม่?” คิ้วโก่งสวยกระตุกขมวดเป็ปมครู่หนึ่ง
“ข้ามีเหตุผลอันใดต้องโกหก เดิมทียานั่นข้าปรุงเพื่อใช้ในบ้านไม่ได้คิดนำไปให้ผู้อื่นั้แ่แรกอยู่แล้ว”
“แม่นางอย่าเพิ่งโกรธเลย”สองพี่น้องหันไปมองตามเสียงผู้มาใหม่
“คารวะท่านเ้าเมืองเ้าค่ะ/ขอรับ” พอเ้าเมืองเดินผ่านประตูเข้ามา สายตาสวีเหมยฮวาจับจ้องไปผู้ที่เดินมาด้านหลัง ดวงตาดุดันเหมือนท้องฟ้าไร้ดาวยามค่ำคืนจ้องตรงมาที่สวีเหมยฮวา
หญิงสาวสำรวจไป๋หลินอย่างเปิดเผยไล่ั้แ่ใบหน้าคม ตา จมูก ปาก ร่างกายท่อนบน ท่อนล่าง กระทั่งผิวคล้ำแดดยังไม่ละเว้นจนเห็นว่ามือข้างขวาถือไม้เท้า เรียวตาหงส์หรี่มองขาข้างที่เดินไม่สะดวกของเขา
ไป๋หลินหยุดเดินชั่วขณะไม่คิดว่าหญิงสาวด้านหน้าจะกล้าสำรวจเขาโดยไม่คิดปิดบังความอยากรู้อยากเห็นทว่าสายตานางทำให้เืในกายเขาร้อนขึ้นแปลก ๆ
“อะแฮ่ม! ที่อาจารย์อู่ถามเพราะเขาคือหมอคนหนึ่งเมื่อเจอตัวยาดี ๆ เขาย่อมสนใจเป็พิเศษ” เ้าเมืองไป๋เทียนส่งเสียงลบบรรยากาศแปลกๆ
“ข้าไม่ได้โกรธที่เขาถามแต่ข้าไม่เข้าใจมากกว่าเ้าค่ะ”
“ไม่เข้าใจ?”
“ทำไมเวลาคนพูดความจริงคนอื่นมักไม่ค่อยเชื่อพอโกหกกลับพากันเชื่อโดยไม่สงสัย หรือที่แคลงใจเพราะฐานะต่ำต้อยชาติกำเนิดของข้าคิดว่าชาวบ้านธรรมดาไม่สามารถปรุงยาล้ำค่าขึ้นมาได้กันแน่”
เงียบกริบ.....
“เอ่อ....บางครั้งชาติกำเนิดก็มีส่วน”เ้าเมืองไป๋เทียนยอมรับออกมาตรง ๆ คำพูดนางไม่ได้เกินความจริงแม้แต่น้อย หลายครั้งผู้คนตัดสินแค่เพียงเพราะฐานะชาติกำเนิดอย่างที่นางว่ามาจริงๆ
“ข้าขอโทษด้วยที่ทำให้แม่นางรู้สึกเช่นนั้น”อู่จุนเหลียนเอ่ยขึ้น
“ข้าไม่ได้โกรธเ้าค่ะอาจารย์อู่ไม่ต้องขอโทษข้า”
“เอาล่ะ ๆ ในเมื่อนางบอกว่าไม่ได้โกรธท่านอย่าเก็บมาใส่ใจเลย แม่นางสวียังพอมียานวดแก้ปวดอีกหรือไม่ข้าอยากได้เพิ่มอีกสักหน่อย”
“ตลับที่ข้ามอบให้ฮูหยินหมดแล้วหรือเ้าคะ?”
“ยังไม่หมดแต่มีเผื่อไว้น่าจะดี”
“สักครู่เ้าค่ะ”สวีเหมยฮวาเปิดกล่องยา ไป๋หลิน อู่จุนเหลียนต่างชะโงกหน้าพยายามมอง
“พีใหญ่” สวีซือซงกระซิบส่งสัญญาณให้หันไปมอง
อ้อ...