ยามค่ำคืนหวนกลับมาอีกครั้ง ฝนยังคงตกหนักอย่างต่อเนื่อง เสียงลมพายุคำรามท่ามกลางภูเขาที่โอบล้อม เป็นบรรยากาศที่ทำให้ผู้คนรู้สึกถึงลมหายใจที่เย็นยะเยือก
ฉากหลังของค่ายเป็นภูเขา ซึ่งหันหน้าออกไปทางหุบเขา ค่ายตั้งอยู่บนไหล่เขาเป็นพื้นที่ที่สร้างขึ้นตามธรรมชาติ เมื่อมีหุบเขาสูงชันอยู่ข้างหน้า ทำให้ป้องกันง่ายแต่โจมตียากด้วยวิธีนี้ กองทหารจึงสามารถรวมตัวกันตามแนวลาดเอียงทางด้านซ้ายและขวาของภูเขา เพื่อป้องกันการโจมตีเนื่องจากวันนั้นมีคนจำนวนมากขึ้นทำให้ไหล่เขาทั้งสองด้านราบเรียบจนเกือบจะเป็นถนนดังนั้นจึงต้องป้องกันอย่างเคร่งครัด
ฮ่องเต้พาหวงไท่ซุน (*พระราชนัดดา) ไปอาศัยอยู่ในกระโจมของพระองค์ ล้อมรอบด้วยองครักษ์เสื้อแพรที่ปกป้องเป็นชั้นๆ ด้านข้างเป็นกระโจมขององค์ชายทั้งสามและท่านอ๋องอีกหลายคนซึ่งมีองครักษ์เสื้อแพรคอยคุ้มกันอยู่ด้วยด้านนอกเป็นกระโจมของขุนนางสูงศักดิ์ซึ่งมีองครักษ์คอยคุ้มกันกระโจมชั้นนอกสุดเป็นกระโจมของขุนนางทั่วไป ขุนนางเล็กๆ ที่ติดตามมาทำภารกิจ นางกำนัลในวังและบ่าวรับใช้ ไม่มีทหารคุ้มกันเป็นพิเศษ ทว่ามีกองกำลังเดินตรวจตราสลับกัน เพียงเท่านี้ก็สามารถป้องกันและรักษาความปลอดภัยได้
ค่ายสามกองพันของเมืองหลวงยืนติดกันเป็นกำแพงโดยรอบ ทำให้ค่ายได้รับการปกป้องอย่างแน่นหนาโดยพวกเขาสามารถออกมาสู้รบได้ทุกเมื่อที่มีการเคลื่อนไหวการสู้รบตอนกลางวันได้พิสูจน์ความแข็งแกร่งของพวกเขาแล้วดังนั้นผู้คนในค่ายจึงรู้สึกโล่งใจมากขึ้น สามารถหลับไปท่ามกลางเสียงสายฝน
ทั้งลมและฝนที่ตกต่อเนื่อง ข้าศึกจึงไม่สามารถโจมตีด้วยไฟได้ทำให้สกัดภัยคุกคามใหญ่หลวงไปได้ เหล่าทหารผ่านศึกที่เก่งในการต่อสู้จึงโล่งใจไปอีกเปลาะหนึ่งเมื่อไม่เกิดเหตุการณ์พลิกผันในเวลากลางคืน พวกเขาต่างนอนหลับสนิทท่ามกลางเสียงสายลมและสายฝน
ตอนเช้าตรู่ ฝนที่ตกหนักหยุดลงชั่วขณะ ท้องฟ้าค่อยๆ สว่าง ทว่าไม่นานนักสายฝนก็โปรยปรายลงมาอีกครั้งพร้อมลมหนาวในฤดูใบไม้ร่วง ทำให้ที่แห่งนั้นทวีความหนาวเย็นมากขึ้นไปอีก
หลังจากรีบกินอาหารเช้าอย่างง่ายๆ แล้ว เหล่าทหารม้าหลายสิบคนก็ออกจากค่ายไปทีละคน เหล่าทหารทรงพลังจากสามกองพันแห่งเมืองหลวงร่วมวางแผนต่อสู้กับโจรบนภูเขาท่ามกลางสายฝนต่อไปส่วนกลุ่มล่าสัตว์ก็ออกจากค่าย ซึ่งพวกเขาพร้อมออกล่าในบริเวณภูเขาและป่าไม้โดยรอบ
คณะของฮ่องเต้มีทหารจำนวนมากคอยคุ้มกันเพื่อความรวดเร็วสัมภาระที่นำไปจึงมีน้ำหนักเบา และไม่ได้นำเสบียงไปมากนัก เดิมคิดว่าใช้เวลาสองวันก็ไปถึงเมืองเฉิงเต๋อทว่าตอนนี้กลับติดอยู่ครึ่งทาง ทั้งยังต้องกังวลเรื่องอาหารการกินดังนั้นกองพันหลักทั้งสามของเมืองหลวงและองครักษ์รักษาพระองค์จึงส่งคนออกไปล่าสัตว์เป็นกรณีฉุกเฉิน
พวกเขาออกเดินทางไปไม่ถึงสิบฉื่อก็รู้สึกถึงแผ่นดินไหวเล็กน้อยและมีเสียงคำรามดังอยู่ไม่ไกล ซึ่งเสียงนั้นสะท้อนก้องไปทั่วทั้งภูเขาจนไม่สามารถบอกทิศทางได้ชั่วขณะ แม้ไม่รู้แน่ชัดว่าเกิดอันใดขึ้น ทว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่แปลกประหลาด เห็นได้ชัดว่าไม่น่าเป็นเรื่องดีพวกเขามองหน้ากันด้วยความตกตะลึง ทว่าสุดท้ายยังไม่แสดงความสงสัยออกมา และออกไปปฏิบัติตามคำสั่งของทหารท่ามกลางสายฝน
ผ่านไปไม่นาน หน่วยสอดแนมที่อยู่ด้านนอกรีบกลับมารายงานว่าเส้นทางการเดินทางภายนอกทั้งหมดมีดินถล่มอย่างรุนแรง ทั้งยังมีก้อนหินและทรายจำนวนมากกลิ้งลงมาปิดกั้นถนนและทางเดินทั้งหมดนับเป็นสถานการณ์ยุ่งยากและต้องใช้เวลานานเพื่อจัดการเส้นทางให้กลับมาใช้งานได้ดังเดิม นอกเหนือจากนั้นยังไม่พบเหตุการณ์รบกวนจากภายนอก
พวกเขาถูกขังไว้
ฮ่องเต้ได้รับรายงานจากอิงกั๋วกง พระพักตร์พลันเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม คังอ๋องมีความทะเยอทะยานที่ยิ่งใหญ่มากและวางแผนมานานหลายสิบปี แน่นอนว่าเขามีแผนการมากมายที่เตรียมพร้อมเป็นอย่างดีรู้วิธีใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ให้มากที่สุด และต้องการบรรลุผลสำเร็จในการต่อสู้เพียงครั้งเดียวอย่างไรก็ตาม พระองค์เป็นฮ่องเต้มาหลายสิบปีแล้ว แม้จะคาดไม่ถึงว่าคังอ๋องจะโค่นภูเขาลงได้ทว่ากลับไม่ได้หวาดกลัวอันใด
อิงกั๋วกงขมวดคิ้วเล็กน้อย “ภูเขาที่อยู่ด้านหลังค่ายสูงชันมาก ยากที่ศัตรูจะปีนขึ้นไปแล้วพังทลายลงมาในทันทีไม่ว่าจะมีการเคลื่อนไหวเล็กน้อยอันใดองครักษ์รักษาค่ายจะเร่งรีบออกกวาดล้างพวกเขาทั้งหมดปัญหาใหญ่ที่สุดของเราตอนนี้คือ อาหารไม่เพียงพอ กระหม่อมสั่งให้คนเก็บน้ำฝนเพิ่ม ทั้งยังส่งทหารออกไปล่าสัตว์หวังว่าจะอยู่ต่อไปได้จนกว่าฝนจะหยุด มิเช่นนั้นหากกองทัพขาดแคลนเสบียงอาหารจะไม่มีแรงต่อสู้และยิ่งไม่ต้องพูดถึงการย้ายก้อนหินออกจากเส้นทาง”
"อืม" ฮ่องเต้ครุ่นคิดครู่หนึ่ง และมีรับสั่งว่า "จากนี้ไปจำกัดการแจกจ่ายอาหารและเครื่องดื่ม สำหรับผู้ที่ไม่ได้ต่อสู้ แจกจ่ายเพียงให้อิ่มเจ็ดส่วนโดยเริ่มจากข้าเป็นตัวอย่าง ข้าจะร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเหล่าขุนนางทั้งปวง”
“รับราชโองการ” อิงกั๋วกงรับคำสั่ง แน่นอนว่าไม่อาจให้ฮ่องเต้อดพระกระยาหารได้ทว่าจะต้องเผยแพร่พระราชโองการ เพื่อให้ทุกคนทราบถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์
อิงกั๋วกงกำลังจะถอยจากไป ทว่าฮ่องเต้รั้งเขาไว้อีกครั้งแล้วกล่าวว่า"ส่งคนไปทางเหนือ ไปหาสือชิง ซูตงเฉิน และเจียงหยวนอู่ ออกคำสั่งให้พวกเขาลงมาทางใต้เพื่อสนับสนุนเราหากเราร่วมมือกันทั้งภายในและภายนอกจึงจะสามารถกวาดล้างศัตรูได้"
“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะส่งหน่วยสอดแนมฝีเท้าดีสองสามคนขึ้นไปบนหน้าผาหากทุกอย่างราบรื่นดี นายพลทั้งสามคนคงมาถึงวันพรุ่งนี้”อิงกั๋วกงมีความตั้งใจนี้ตั้งแต่แรกแล้ว เพียงรอให้ฮ่องเต้ตรัสออกมาเพื่อแสดงให้เห็นถึงพระปรีชาและความเด็ดเดี่ยวของพระองค์
“ดีมาก”เมื่อนึกถึงความภักดีและความสามารถในการสู้รบที่เก่งกาจของแม่ทัพทั้งสาม ฮ่องเต้จึงรู้สึกโล่งพระทัยอย่างมาก
ฮ่องเต้ไม่ได้บอกอิงกั๋วกงเกี่ยวกับเรื่องสายลับ เพราะเกรงว่าเขาจะสับสนการกำจัดผู้ทรยศยังคงมอบหมายให้องครักษ์เสื้อแพร โดยมีเยี่ยนเฟ่ยรับผิดชอบ
คนเหล่านี้ของหน่วยงานลับต่างมีสถานะตัวตนที่ชัดเจนหรือไม่ก็เป็นลูกหลานขุนนาง บ่าวรับใช้ นางกำนัล หรือทหารในกองทัพ ขณะนี้ในค่ายมีคนของหน่วยงานลับอยู่ไม่น้อยครึ่งหนึ่งมุ่งเน้นไปยังคนของคังอ๋องที่ต้องการก่อกบฏ และอีกครึ่งหนึ่งมุ่งเน้นไปที่ผู้ต้องสงสัยทว่าไม่มีหลักฐานแน่ชัดที่จะพิสูจน์ตัวตนของพวกเขา
ฮ่องเต้และหวงไท่ซุนมีคนของหน่วยงานลับและองครักษ์เสื้อแพรอยู่รอบตัวดังนั้นจึงวางใจในเรื่องความปลอดภัยได้
ท่านอ๋องหลายคน องค์ชายทั้งสามและขุนนางใหญ่เหล่านั้นต่างมีคนสนิทและผู้คุ้มกัน ทว่ากลับไม่รู้ว่ามีสายลับในหมู่พวกเขาหรือไม่ดังนั้นจึงมีบางคนที่ต้องคอยจับตาดูอยู่
เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่ไม่คาดคิด เยี่ยนเฟ่ยได้ส่งลูกน้องหลายคนที่เคยเป็นนักล่าและคนเก็บสมุนไพร เพื่อพยายามปีนหน้าผาสูงด้านหลังค่ายทว่าไม่ประสบความสำเร็จ
ผู้ที่ตกลงมาได้รับบาดเจ็บ โชคดีที่เยี่ยนเฟ่ยป้องกันไว้อย่างเหมาะสมจึงรอดชีวิตมาได้สุดท้ายเยี่ยนเฟ่ยก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องถอนกำลังที่อ่อนแอออกและไปต่อสู้ด้วยตนเอง ท่ามกลางลมและสายฝน เขาเหยียบปลายหินลื่นๆ ที่ยื่นออกมาจากนั้นจึงใช้มือทั้งสองข้างเจาะไปในรอยร้าวและปีนขึ้นไปทีละนิด
ความสำเร็จของเขาดึงดูดผู้คนจำนวนมากให้ออกมาจากกระโจมและมองดูท่ามกลางสายฝนแม้แต่ฮ่องเต้ หวงไท่ซุน ท่านอ๋อง องค์ชาย ท่านโหว ต่างก็ออกมาดูร่างที่เคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าขึ้นไปบนหน้าผาท่ามกลางสายฝน ทุกคนกล่าวคำชื่นชม
เมื่อได้ยินว่าคนผู้นั้นคือบัณฑิตที่สอบเข้ามาได้อันดับสองซึ่งตอนนี้เป็นขุนนางเล็กๆ ในกรมการปกครอง อันกั๋วกงก็อดส่ายศีรษะไม่ได้ “ด้วยทักษะเช่นนี้นับเป็นขุนนางอันใด? มิสู้เข้าไปอยู่ในกองทัพ เพียงออกรบไม่กี่ครั้งไม่นานก็ได้เลื่อนตำแหน่งระดับสูงแล้ว"
คุณชายและซื่อจื่อจากจวนแม่ทัพหลายคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่าทหารส่วนใหญ่ในกองทัพไม่รู้หนังสือ และคนอย่างเยี่ยนเฟ่ยซึ่งเกิดในตระกูลขุนนาง ทั้งยังสอบได้อันดับสองและมีทักษะที่ยอดเยี่ยม จะต้องมีอนาคตที่สดใสแน่นอน
เยี่ยนเฟ่ยแบกม้วนเชือกยาวไว้บนหลัง ปีนหน้าผาฝ่าลมฝน ในที่สุดก็ปีนไปถึงยอดผา จากนั้นเขาก็ห้อยเชือกเส้นเล็กลงมา ก่อนจะดึงเชือกหนาขึ้นและลากคนหลายคนขึ้นไปต่อมาก็ดึงกระโจมและอาหารแห้ง หนังสัตว์ และอื่นๆเพื่อไม่ให้คนเหล่านี้ตายเพราะถูกแช่แข็งและหิวโหยบนหน้าผาสูง
หลายคนตั้งกระโจม ผลัดกันปฏิบัติหน้าที่ และสังเกตสถานการณ์โดยรอบเยี่ยนเฟ่ยเลือกผู้ที่มีสายตาดีเยี่ยม ซึ่งสามารถยืนบนที่สูงและมองเห็นได้ไกลแม้ลมฝนจะทำให้บริเวณโดยรอบมืดครึ้ม ทว่ายังสามารถมองเห็นได้จากระยะไกล และสามารถเห็นการเคลื่อนไหวของศัตรูได้ชัดเจน จากนั้นให้พวกเขารายงานทุกครึ่งชั่วยามจดบันทึกสิ่งที่สังเกตเห็นนำใส่กระบอกไม้ไผ่และโยนไปในค่าย ผู้ที่รอข่าวสารจะหยิบมามอบให้อิงกั๋วกง
หากทุกอย่างเป็นปกติก็ไม่ต้องสนใจอันใด หากมีความเคลื่อนไหวของศัตรูอิงกั๋วกงจะรีบจัดการทันที วิธีนี้ทำให้พวกเขารู้สึกหูตาชัดเจนมากขึ้น และไม่ต้องเผชิญหน้าแบบตั้งรับอีกต่อไป ทั้งยังสามารถวางกำลังล่วงหน้าเพื่อเป็นฝ่ายโจมตีก่อน
วันนี้ศัตรูส่วนใหญ่มุ่งโจมตีผู้ที่ออกไปล่าสัตว์และเก็บผลไม้ป่า กองพันหลักทั้งสามที่มีหน้าที่รับมือได้เดินอยู่บริเวณรอบๆแล้ว ทว่าน้ำฝนได้ชะล้างผืนดินในป่า ลบร่องรอยกิจกรรมทุกอย่างจนยากแก่การสืบเสาะทั้งฝ่ายเราและศัตรูเหมือนกำลังเล่นซ่อนหาในหุบเขา หากเจอกันตามทางแคบๆ พวกเขาก็จะต่อสู้กันอย่างรุนแรงชั่วครู่ หากพวกเขาเห็นจากระยะไกล ศัตรูก็จะถอยหนีและไม่เกิดการต่อสู้
ตอนนี้เป้าหมายหลักของพวกเขาคือ ปกป้องความปลอดภัยของฮ่องเต้ หวงไท่ซุน และเหล่าเชื้อพระวงศ์ โดยไม่คิดว่าจะสังหารศัตรูได้มากมาย ดังนั้นทั้งวันในค่ายจึงสงบลง ทหารที่ออกไปข้างนอกไม่ได้เสียชีวิตในสนามรบทว่าได้รับบาดเจ็บเพียงสิบกว่าคน และไม่ได้บาดเจ็บสาหัส
หน่วยสอดแนมถูกส่งไปหลายทิศทางโดยทั้งหมดไปทางเหนือเพื่อไปหากองกำลังของซูตงเฉิน เจียงหยวนอู่ และสือชิง นอกจากนั้นเยี่ยนเฟ่ยยังส่งคนจากหน่วยงานลับออกไปตามหานายพลทั้งสามคนด้วยและขอให้พวกเขารีบมาช่วยเหลือ
งูย่อมมีหนทางของงู หนูย่อมมีหนทางของหนูกลุ่มคนในที่สว่างและกลุ่มคนในหน่วยงานลับต่างแยกย้ายออกเดินทางไป หนึ่งในนั้นมักจะมีคนที่สามารถตีฝ่าวงล้อมไปได้และค้นหากำลังเสริมจากกองพันหลักทั้งสามแห่งของเมืองหลวงได้เสมอ
ในอีกสองวันต่อมาถนนลูกรังทั้งหมดที่เป็นทางออกของค่ายไปยังโลกภายนอกก็ถูกปิดกั้นและจำนวนศัตรูที่ก่อกวนในบริเวณใกล้เคียงก็ค่อยๆ ลดลง สถานการณ์เงียบสงบและดูเหมือนสัตว์ป่าจะพากันหนีไปทำให้จำนวนสัตว์ที่ล่าได้ทุกวันมีไม่มากนัก จึงต้องมอบให้ฮ่องเต้และคนอื่นๆ ก่อน
เหล่าขุนนางใหญ่เริ่มลดอาหารลงครึ่งหนึ่ง และลดเสบียงของนายทหารและองครักษ์ให้เหลือเจ็ดส่วน เพื่อให้พวกเขามีกำลังสู้รบได้มากที่สุด สำหรับคณะผู้ติดตามขุนนางชั้นผู้น้อย บ่าวรับใช้ นางกำนัล และคนอื่นๆ จะได้รับอาหารในจำนวนจำกัด พวกเขาทำได้เพียงออกไปเก็บผลไม้ป่าหารากไม้ และคิดหาวิธีให้ท้องอิ่มด้วยตนเอง
เมื่อเข้าวันที่สาม ซูตงเฉิน เจียงหยวนอู่ และสือชิงก็รีบนำกองทัพเข้ามา
พวกเขาต่างพรั่งพร้อมและทรงพลัง แม่ทัพทั้งสามทั้งฉลาดและกล้าหาญเตรียมพร้อมรับอันตรายในยามสงบ ก่อนออกเดินทางยังสั่งให้ทหารใต้บังคับบัญชาจัดการเก็บสัตว์ที่ตายในกระแสน้ำเชี่ยวกราก โดยไม่เอากระดูกที่มีน้ำหนักมาก ทว่าตัดเฉพาะเนื้อที่ดีที่สุดเป็นชิ้นเล็กๆห่อด้วยหนังที่ลอกออกมาและนำติดตัวไปด้วยพวกเขาเดินทางทั้งกลางวันและกลางคืนโดยไม่หลบลมฝน เพื่อรีบเร่งไปยังบริเวณที่ฮ่องเต้ถูกขังไว้ให้เร็วที่สุด
ซูตงเฉินดูแผนที่ที่แสดงโดยระบบมิติเวลา และเลือกเส้นทางที่เหมาะสมที่สุดอย่างรวดเร็วเขาวาดสำเนาแผนที่ภูมิประเทศให้เจียงหยวนอู่และสือชิง "ตอนที่พวกเรามาเคยผ่านที่นี่ ข้ายังจำได้นี่คือเส้นทางที่ข้าสรุปตามองค์ประกอบของภูเขาเหล่านั้น เป็นเส้นทางที่มีดินถล่มน้อยที่สุดทั้งยังเป็นเส้นทางที่ผ่านได้ง่ายที่สุดอีกด้วย”
เจียงหยวนอู่และสือชิงไม่มีดัชนีทองคำ (*ไอเท็มโกง) เป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะจดจำภูมิประเทศทั้งหมดระหว่างทางได้อย่างชัดเจนดังนั้นจึงไม่คัดค้านการตัดสินของซูตงเฉินในเวลานี้ พวกเขามาที่นี่เพื่อช่วยเหลือฮ่องเต้ไม่ว่าจะไปทางใดก็ต้องไปให้ได้ ไม่ว่าจะยากหรือง่ายเพียงใดก็ต้องรีบเข้าไปหากเส้นทางที่ซูตงเฉินเสนอให้สามารถเดินทางได้สะดวก นั่นก็เป็นเรื่องที่ดีเกินคาดแล้ว
ทั้งสามคนปรึกษากันครู่หนึ่ง จากนั้นจึงตัดสินใจเลือกกลยุทธ์นำกองกำลังชั้นยอดของพวกเขาไปตามเส้นทางนั้น