คนของหน่วยทหารและกรมราชทัณฑ์ใช้เวลาหนึ่งคืนกับอีกครึ่งวันแต่ก็ยังไม่สามารถนำศพที่อยู่ในหลุมออกมาได้จนหมด เพื่อรักษาสภาพศพ การเคลื่อนย้ายจึงเป็นไปอย่างระมัดระวังมีบางศพอยู่ในสภาพตัวงอ เห็นได้ชัดว่าต้องถูกทิ้งอย่างทารุณแน่นอนหลังผ่านการตรวจสอบศพอย่างละเอียดแล้ว จึงเห็นว่าทุกศพมีอวัยวะครบถ้วน ขาดเพียงหัวใจเท่านั้น
เดิมทีถางไทเช้อรู้สึกว่าจิตใจตัวเองแข็งแกร่งมากแต่หลังจากหนึ่งคืนกับอีกครึ่งวันผ่านไป ตัวเขาเองยังแทบจะทรุดเลยคนคนหนึ่งที่ออกมาจากตระกูลตั้งแต่อายุสิบกว่าปีโดยอาศัยเงินเพียงหนึ่งหมื่นตำลึง ฝ่าฟันจนทุกวันนี้สามารถมีโรงประมูลหลายร้อยแห่งแต่กลับถูกสถานการณ์เช่นนี้ทำให้ทรุดลงได้ คงไม่ต้องเปรียบว่าคนอื่นจะรู้สึกเช่นไร
อันเจิงนั่งอยู่มุมหนึ่งจากนั้นก็ดื่มเหล้าอย่างช้า ๆ
อะไรคือความชั่ว?
คนที่รังแกคนอื่นไปทั่วเรียกว่าเลว
แต่คนอย่างตระกูลเกานี่แหละที่เรียกว่าชั่วอย่างแท้จริง
ใครจะไปคาดคิดว่าตระกูลเกาจะใช้ชีวิตอย่างสงบสุขบนศพจำนวนมากมายเช่นนี้หลายปีที่ผ่านมา พวกเขาไม่เคยเกรงกลัววิญญาณแค้นของคนที่ตายไปเลยหรือ? ไม่กลัวว่าวันหนึ่งตัวเองก็ต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้เช่นกันหรือ?ทำไมพวกเขาไม่คิดบ้างว่าหากวันหนึ่งบุตรหลานตัวเองต้องมารับกรรมที่ตนก่อ แล้วพวกเขาจะรู้สึกอย่างไร?
แน่นอนอยู่แล้วว่าพวกเขาต้องไม่เคยคิดถึงสิ่งเหล่านี้
แน่นอนว่าพวกเขาคงไม่รู้สึกเสียใจและคงไม่รู้สึกผิดอะไรเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความโศกเศร้าเสียใจในการกระทำของตนเองเพราะคนเหล่านี้ถูกพวกเขาฆ่า เมื่อตายเป็นผีแล้ว อย่างไรก็ต้องกลัวพวกเขาถึงจะถูกส่วนเรื่องของอนาคต เป็นไปได้อย่างไรที่พวกเขาจะนึกถึงเรื่องในอนาคตหากพวกเขารู้จักคำว่าเสียใจ อย่างนั้นก็คงไม่ทำเรื่องเช่นนี้ตั้งแต่แรก
อันเจิงนึกขึ้นมาระหว่างกำลังดื่มเหล้าแล้วมองไปยังผู้คนที่กำลังเร่งรีบจัดการศพเหล่านั้น
ตู้โซ่วโซ่วเดินเข้ามาพร้อมห่อกระดาษมันด้านในมีขนมที่เพิ่งอบเสร็จใหม่ ๆ ความจริงอันเจิงชอบกินขนมนี้มากชอบจนแทบจะกินทุกเช้า เหมือนกินเท่าไหร่ก็ไม่มีเบื่อตู้โซ่วโซ่วยังเคยบอกว่าอันเจิงเกิดมาเพื่อกินขนมนี้โดยเฉพาะเพราะทุกครั้งที่อันเจิงกินขนมนี้กับเหล้าในแววตาจะประกายความสุขที่ดูเหมือนชายหนุ่มสติไม่ดี
อันเจิงรับขนมมา เขาไม่อยากให้ตู้โซ่วโซ่วเป็นห่วงจึงทำท่าทีกินอย่างมีความสุขราวกับไม่มีความกังวลใด ๆ ทั้งนั้น
“เจ้าไม่สบายใจมากสินะ ข้าก็เหมือนกัน”
ตู้โซ่วโซ่วนั่งยอง ๆ อยู่ข้างอันเจิง“ความจริงเจ้ากินมันไม่ลงใช่หรือไม่? ข้าดูออกจากแววตาของเจ้า แต่ก่อนตอนที่เจ้ากินขนม แววตาเจ้าไม่เหมือนตอนนี้...ความจริงข้าก็กินไม่ลงเช่นกันแต่เมื่อครู่ข้าฝืนใจกินลงไปทั้งหมดหกชิ้น เจ้าคิดว่าเพราะอะไร?”
“กินอิ่มแล้วจะมีแรง” อันเจิงคาดเดา
ตู้โซ่วโซ่วพยักหน้า “ดูเหมือนเจ้ากับข้าจะมีใจดวงเดียวกัน...ใช่แล้วเมื่อกินอิ่มก็จะมีเรี่ยวแรง มีเพียงกินจนอิ่ม ถึงจะมีแรงไปฆ่าคนชั่วพวกนั้น เจ้าลองเดาดูว่าเมื่อครู่มีคนพูดกับข้าว่าอย่างไร? เมื่อครู่ตอนที่ข้ากำลังเดินเข้ามาคนของกรมราชทัณฑ์ที่ตรวจสอบศพเหล่านั้นพูดว่า คนที่น่ารังเกียจก็อาจมีความน่าสงสารในตัว...เขาบอกว่าตระกูลเกายิ่งใหญ่ขนาดนั้นหากไม่ใช่เพราะมีความจำเป็น ตระกูลเกาคงไม่มีทางทำเช่นนี้”
“มารดามันเถอะ จากนั้นข้าเลยพุ่งเข้าไปอัดเขาทันทีสำหรับความชั่วแบบนี้ ข้าไม่มีทางเมตตาและใจกว้าง”
อันเจิงยื่นเหล้าให้ตู้โซ่วโซ่ว “ทำได้ดีมากครั้งหน้าอัดให้น่วมเลย คนแบบนี้ไม่คู่ควรที่จะมีบุตร เพราะหากมีบุตรก็คงไม่อาจสั่งสอนให้เป็นคนดีได้”
ตู้โซ่วโซ่วยิ้ม “ไปเถอะควรทำอะไรก็ทำไปเถอะ คดีนี้เกิดขึ้นโดยความไม่ตั้งใจของเจ้าเท่านั้น อีกหน่อยพวกเราก็จะจัดการคดีนี้ช่วยเรียกร้องความยุติธรรมให้คนที่ตายไป เมื่อถึงตอนนั้นคนที่ก่อเรื่องนี้ต้องได้รับผลกรรมแน่ เรื่องนี้ไม่อาจทำอะไรได้มากกว่านี้แล้วตามจับคนร้ายเป็นเรื่องของอนาคต คนในตระกูลเกาที่สามารถจับได้ก็จับหมดแล้วในเมื่อคดีนี้ถูกเปิดโปง เพียงแค่กรมราชทัณฑ์สืบได้ว่าศพเหล่านั้นเป็นใครบ้างนั่นก็ถือว่าดีแล้ว ฆ่าคนต่อเนื่องมาสิบห้าปี ฆ่าคนตายมากขนาดนี้ คนส่วนใหญ่ในตระกูลเกาต้องรู้เรื่องนี้ด้วยแน่”
อันเจิงขานรับ “เจ้าให้ชวีหลิวซีและกู่เชียนเยว่กลับไปก่อนแล้วรึ?”
ตู้โซ่วโซ่วพยักหน้า “กลับไปแล้วพวกนางทั้งสองคนไม่ควรอยู่ที่นี่ อย่าว่าแต่พวกนางเลยต่อให้จะเป็นชายชาตรีก็ไม่อาจรับมือกับเรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ”
อันเจิงลุกขึ้นจากนั้นก็อุ้มเสี่ยวช่านมาจากกลางอกของตู้โซ่วโซ่ว “เสี่ยวช่านข้าขอขอบคุณเจ้าแทนคนเหล่านั้นที่ตายไป”
ตู้โซ่วโซ่วเดินตามอันเจิงจากนั้นก็พูดไปตามทาง “ดวงตากงล้อเก้าภพของเสี่ยวช่านสุดยอดจริง ๆไม่รู้ว่าตอนนั้นมันได้กลิ่นศพจากหลุมศพมามากเท่าไหร่”
อันเจิงพูดขึ้น “จูเก๋อเชียวหยุนบอกว่าหากดวงตากงล้อเก้าภพกลืนคุณสมบัติของของวิเศษมากพอแล้วดวงตากงล้อเก้าภพก็จะเปิดอย่างเต็มที่...ข้าไม่รู้ว่าดวงตากงล้อเก้าภพเปิดอย่างเต็มที่แล้วจะเป็นอย่างไรแต่ดูจากความแวววาวในดวงตาของเสี่ยวช่านแล้วคาดว่ามันต้องกลืนของวิเศษมาไม่น้อยแล้วล่ะ”
ตู้โซ่วโซ่วพูดพลางหัวเราะ “ไม่แน่อนาคตมันอาจกลายเป็นสิงโตตัวใหญ่ ทำให้เจ้าสะดุ้งเลยทีเดียว”
ทั้งสองคนเดินเข้าไปในห้องด้วยกันงานที่มู่ฉางเยียนมอบให้อันเจิงก็คือการตรวจสอบบ้านตระกูลเกาอีกรอบ ฉะนั้นเรื่องศพที่เจอก็ยกให้กรมราชทัณฑ์เป็นคนรับผิดชอบไปอันเจิงและตู้โซ่วโซ่วยังคงเดินดูบ้านของตระกูลเกา ในห้องว่างเปล่าเพราะของที่มองเห็นได้ด้วยตาและมีค่าถูกย้ายออกไปหมดแล้วเมื่อเดินในห้องนี้หนึ่งรอบ จึงไม่เห็นอะไรสะดุดตา
ทั้งสองคนหาเรื่องคุยกันไปเรื่อยเพราะต่างก็รู้ว่าจิตใจของฝ่ายตรงข้ามยังไม่ค่อยดีนักฉะนั้นจึงไม่อยากพูดถึงเรื่องศพด้านนอก แต่เปลี่ยนมาพูดเรื่องผ่อนคลายแทน
สวนหลังบ้านดูไม่ใหญ่มาก ทั้งยังดูเงียบสงบมากอีกด้วยได้ยินว่าสวนนี้เป็นที่อยู่ของฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเกาคนนั้น อันเจิงเคยเจอฮูหยินผู้เฒ่าคนนั้นครั้งหนึ่งแต่ไม่มีความรู้สึกอะไรทั้งนั้น นางดูเป็นหญิงชราธรรมดา ๆ ทั่วไป ผมสีขาวใบหน้าเต็มไปด้วยรอยตีนกา เพียงแค่เพราะควบคุมอำนาจในตระกูลมานานเมื่อยกมือขึ้นนางจึงดูมีบารมีอย่างที่คนทั่วไปไม่มี
ภายในสวนปลูกสิ่งก่อสร้างต่าง ๆจำนวนไม่น้อย อันเจิงสังเกตเห็นว่ามุมสวนมีบ้านหลังเล็กอยู่หลังหนึ่ง
เขาถามทหารที่เฝ้าที่นี่ “ใครเป็นคนพักในสวนและบ้านหลังเล็กนั่น?”
ทหารคนนั้นตอบกลับ “เรียนท่านปั๋วได้ยินว่าบ้านหลังนั้นเป็นที่อยู่อาศัยของเกาหยวนซู พี่ชายของเกาหยวนหู ข้าเพียงได้ยินคนที่เคยเข้ามาที่นี่เล่าเท่านั้นแต่ไม่รู้ว่าเป็นอย่างที่เขาพูดหรือไม่”
อันเจิงขานรับ จากนั้นก็หันไปมองอีกรอบทันใดนั้น ถางไทเช้อก็ก้าวยาว ๆ เข้ามา
“เจ้ามาได้อย่างไร?” อันเจิงถาม
ถางไทเช้อมองไปยังรอบด้าน“เมื่อคืนข้ากลับกรมราชทัณฑ์ จากนั้นก็เค้นถามคนที่มีตำแหน่งสูงหน่อยในตระกูลเกาเดิมทีเขายังไม่พูดอะไรแล้วแน่วแน่กับคำตอบเดิมว่าไม่รู้เรื่องนี้ ความจริงแล้วการจะต่อกรกับคนชั่วแบบนี้ การพูดด้วยเหตุผลไม่มีประโยชน์อะไรเลยต้องใช้เครื่องมือทรมานถึงจะได้ผล เมื่อใช้เครื่องทรมานไปจนถึงกลางดึกในที่สุดก็มีคนทนไม่ไหว”
เขาชี้ไปยังสวนบ้าน “เล่าว่า...ทั้งหมดนี้ทำเพื่อเขา”
“เกาหยวนซู?” อันเจิงคาดเดา
ถางไทเช้อพยักหน้า “ใช่แล้วได้ยินว่าเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วตระกูลเกามียอดฝีมือที่มีพลังวัตรสูงกว่าขอบเขตมหภาคและเป็นยอดฝีมือที่ตระกูลเกาซ่อนเอาไว้ เล่ากันว่าตระกูลเกามีผู้บ่มเพาะพลังวัตรที่แข็งแกร่งมากเป็นเสาหลักของตระกูลคนคนนี้เป็นสามีของฮูหยินผู้เฒ่า เขามีชื่อว่าเกาหยุนเกาหยุนมีชีวิตเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อน และไม่มีชื่อเสียงอะไรด้วยเขาซ่อนตัวและไม่เผยตัวตนที่แท้จริงออกมา”
ถางไทเช้อเห็นในมืออันเจิงมีขนมอยู่จึงหยิบมากินพลางเล่าต่อ “เกาหยุนมีพลังวัตรในขอบเขตมหภาคขั้นสูงความหวังสูงสุดของเขาก็คือการมีพลังในขอบเขตแห่งสวรรค์แต่ทั้งชีวิตของเขาก็ไม่อาจทำได้อย่างที่หวังฉะนั้นจึงนำความหวังที่มีไปวางไว้บนตัวของหลานชาย ซึ่งก็คือเกาหยวนซูนั่นเองตั้งแต่เด็ก พลังวัตรของเกาหยวนซูก็ไม่ธรรมดา ในช่วงอายุสิบปีเขาก็มีพลังวัตรที่ห่างจากเด็กรุ่นเดียวกันมากแล้วหลังจากอายุสิบปี เกาหยวนซูก็ถูกเกาหยุนพาไปบ่มเพาะพลังวัตรอย่างลับ ๆจากนั้นก็ให้เกาหยวนหูเป็นคนจัดการเรื่องภายในตระกูลเกา ส่วนเกาหยวนซูก็มีพลังในขอบเขตมหภาคตั้งแต่ยังอายุน้อยหากอยู่ในจักรวรรดิต้าซี คาดว่าก็คงไม่ได้เจอคนแบบนี้ง่าย ๆ”
“ไม่มีใครนึกถึงว่าเกาหยวนซูจะถูกเกาหยุนที่เป็นปู่แท้ๆ บังคับมากขนาดนี้ เพื่อบ่มเพาะพลังให้ถึงขอบเขตแห่งสวรรค์ ไม่มีอะไรที่เขาทำไม่ได้เมื่อสิบปีที่แล้ว เขาล้มเหลวในการบ่มเพาะพลังวัตรไปสู่ขอบเขตแห่งสวรรค์ เกิดธาตุไฟเข้าแทรกทำให้บาดเจ็บสาหัสและเสี่ยงจะถึงแก่ชีวิต...ไม่รู้ว่าคนของตระกูลเกาไปได้ยินเรื่องนี้มาจากไหนบอกว่าหัวใจของหญิงสาวและเด็กสามารถช่วยเกาหยวนซูได้ ฉะนั้นฮูหยินผู้เฒ่าจึงออกคำสั่งให้ทุกคนในตระกูลเกาทำเช่นนี้”
“เรื่องนี้ถูกสั่งให้เก็บเป็นความลับหากใครกล้าพูดจะต้องถูกฆ่ายกครัว อีกทั้งคนที่รู้เรื่องนี้ก็มีไม่มากคนส่วนใหญ่ที่ตายถูกจับมาจากนอกเมืองฟางกู้ หลังจากควักหัวใจตอนยังมีชีวิตอยู่แล้วพวกเขาก็ฝังคนเหล่านั้นทันทีเพื่อป้องกันไม่ให้เรื่องนี้รั่วไหลออกไปความจริงตระกูลเกาว่างเปล่ามาก บ้านที่อยู่ตรงหน้าก็ไม่ค่อยมีคนพักเท่าไหร่”
ตู้โซ่วโซ่วด่าทอ “หากข้าจับมันมาได้ละก็ข้าจะฉีกมันออกเป็นชิ้น ๆ”
ถางไทเช้อส่ายหน้า “ฮูหยินผู้เฒ่าคนนั้นนึกว่าอนาคตของตระกูลเกาก็คือเกาหยวนซูฉะนั้นต่อให้เกาหยวนซูจะธาตุไฟเข้าแทรกแล้วก็ตาม แต่นางก็ยังไม่ยอมละทิ้งความหวังนั้นขนาดตระกูลเกาเกิดเรื่องใหญ่โตเช่นนี้ นางยอมทิ้งเกาหยวนหูแต่กลับไม่ยอมทิ้งเกาหยวนซูที่ไม่มีประโยชน์แล้วเจ้าเห็นถึงความลำเอียงของฮูหยินคนนั้นรึยัง? ฉะนั้นเจ้าอย่าร้อนใจไป คนแบบนี้สิ่งที่ทนไม่ได้ก็คือการสูญเสีย หากสูญเสียนางคงต้องเป็นบ้าไปแน่ ๆต่อให้ตอนนี้จะทนได้ แต่พอเวลานานเข้านางต้องกลับมาแก้แค้นแน่นอน”
อันเจิงมองไปยังถางไทเช้อจากนั้นก็หันไปมองบ้านหลังเล็กมุมนั้น “ข้าจะไปดูที่นั่นหน่อย”
ถางไทเช้อพูดขึ้น “ข้าไปกับพวกเจ้าดีกว่าหากเจออะไรขึ้นมา ข้าจะได้รายงานทีเดียวเลย”
พวกเขาทั้งสามคนเดินตรงไปยังบ้านหลังเล็กแต่ยังไม่ทันถึงหน้าประตู อันเจิงก็รู้สึกได้ว่าเสี่ยวช่านที่อยู่บนไหล่ของเขาเริ่มไม่สงบนิ่งมันหมุนตัวไปมาราวกับกำลังเกรงกลัวอะไรบางอย่าง จากนั้นเสี่ยวช่านก็คลานลงมามุดตัวอยู่ที่กลางอกของเขา
ถางไทเช้อไม่รู้ว่าเสี่ยวช่านมีดวงตากงล้อเก้าภพ ฉะนั้นจึงยิ้ม “พลังงานบางอย่างที่พวกเราสามารถรู้สึกได้...แมวนี้ก็ไม่ธรรมดาได้ยินว่าแมวสามารถมองเห็นในสิ่งที่พวกเรามองไม่เห็น ฉะนั้นพวกเราระวังกันหน่อยไม่แน่ในบ้านนี้อาจมีของประหลาดอะไรอีกก็ได้”
อันเจิงอุ้มเสี่ยวช่านให้ตู้โซ่วโซ่ว“เจ้าอยู่ด้านหลัง”
ตู้โซ่วโซ่วขานรับ จากนั้นก็ใช้จิตเรียกง้าวจี้ออกมาเพียงแค่เข้าไปในบ้านหลังเล็กที่ดูธรรมดา ๆ เท่านั้นทว่าพวกเขาทั้งสามคนกลับรู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่างหรืออาจเพราะท่าทีของเสี่ยวช่านส่งผลกระทบต่อถางไทเช้อด้วยเช่นกัน
ตู้โซ่วโซ่วเดินไปพลางคิดไปด้วยผ้าฟู่หมัวอย่าได้ลอยออกมาเองเลยนะ
พวกเขาทั้งสามคนเดินผ่านประตูด้านหน้าด้วยความตื่นเต้นแต่ทว่าภายในกำแพงบ้านกลับดูเงียบสงบและว่างเปล่า เมื่อเข้าประตูก็เจอถนนสายเล็ก ๆสองข้างทางมีต้นพลับปลูกอยู่ข้างละหนึ่งต้น ต้นพลับสองต้นนี้น่าจะมีอายุอย่างน้อยหลายสิบปีแล้วลำต้นใหญ่มาก โดยปกติแล้วต้นพลับจะเติบโตสูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ทว่าสองต้นนี้กลับสูงยังไม่เท่าหลังคาบ้านมันขยายออกไปด้านข้างมากกว่า ต้นพลับสองต้นนี้เติบโตดังเช่นร่มที่กางออกหน้าห้องนอน
“ต้นพลับ?”
ตู้โซ่วโซ่วที่เดินเข้าประตูคนสุดท้ายชะงักไป“คนในตระกูลเกาทำให้ข้าสงสัยจริง ๆ ทำไมถึงปลูกต้นพลับในนี้สองต้นนะ?”
และในขณะนี้เองเสี่ยวช่านที่อยู่กลางอกตู้โซ่วโซ่วก็ส่งเสียงร้อง จากนั้นก็มุดหัวเข้าไปในอกเสื้อของตู้โซ่วโซ่วร่างมันสั่นเทาอยู่ตลอดเวลา ส่วนผ้าฟู่หมัวที่อยู่ข้างกันก็เคลื่อนไหวเบา ๆ!
อันเจิงหยุดนิ่ง“ต้นไม้สองต้นนี้ดูประหลาด”
ถางไทเช้อมองอย่างละเอียด“นอกจากใหญ่ไปหน่อยแล้ว ต้นไม้นี้ก็ไม่มีอะไรพิเศษ”
“มีสิ”
อันเจิงยื่นมือชี้ไปด้านหน้า“ตอนนี้อยู่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง...แต่เจ้าดูสิ บนต้นไม่มีลูกพลับเลยสักลูก”
ขณะกำลังพูดอยู่นั้น จู่ ๆต้นพลับสองต้นก็เริ่มออกดอกอย่างกะทันหัน ไม่นานดอกไม้ที่ขึ้นเต็มต้นก็บานออกทันที
ตู้โซ่วโซ่วสะดุ้งทันที “มารดามันเถอะ นี่มันเรื่องอะไรกัน”
เดิมทีดอกไม้บนต้นพลับทั่วไปมีขนาดไม่ใหญ่มากแต่ทว่าดอกไม้ที่บานบนต้นพลับสองต้นนี้มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษแล้วมันก็เบ่งบานอย่างกะทันหัน ราวกับตอบสนองต่อเสียงของคนคุยกัน พวกเขาทั้งสามคนหันมามองหน้ากันทันที...เมื่อมองดอกไม้พวกนั้นนานเข้ามันดูคล้ายใบหน้าขาวซีดที่ฉีกยิ้มมากขึ้นเรื่อย ๆ