“ท่านอาจารย์ พูดบ้าอะไรของท่าน”
อวี่เซวี่ยนมองเขาทำหน้าไม่เชื่อ เขามองไปเจียงหยางที่กำลังตรวจสอบชุดเกราะทั้งหมด ก่อนที่เจียงหยางจะยกมือขึ้น “เ้าไม่ต้องพูดอะไร ไม่เชื่อก็ไม่ต้องพูดแบบนั้น มันทำร้ายจิตใจของข้า รอที่นี้สักครู่เดียวข้ามา”
เจียงหยางเดินไปที่ห้องแต่งตัว ทำให้อวี่เซวี่ยนสบโอกาสเข้าไปดูอุปกรณ์ต่างๆ ที่อยู่บนโต๊ะ เขาหยิบดาบขึ้นมาก่อนจะชักดาบออกจากฝัก ดาบเนื้อดีบนใบดาบสลักอักษรที่เขาอ่านไม่ออก มันจางๆ จนแทบจะมองไม่เห็น ดามจับของดาบก็มีเช่นกันแต่อักษรเห็นชัดและมันก็เป็ภาษาที่เขาอ่านไม่ออก ไม่นานเจียงหยางก็เดินออกมา เขาเปลี่ยนชุดเป็ชุดที่คล่องแคล่ว เสื้อสีขาวเข้ากับตัว กางเกงขายาวรัดหน้าแข้งสีดำ และรองเท้าบูทดำยาวถึงแข้ง เจียงหยางเดินมาที่โต๊ะก่อนจะเริ่มสวมชุดเกราะเข้าไปแต่ละส่วน เขามองไปที่อวี่เซวี่ยนที่กำลังอ้าปากค้างอยู่
“เ้าเป็อะไรมากหรือป่าว ข้าเห็นเ้าอ้างปากค้างนานแล้วนะ เอาน้ำไปดื่มไป”
พูดจบเขาก็เขย่ามือ แก้วน้ำพุ่งตรงมาที่มือของเขา เขายื่นให้อวี่เซวี่ยน เขารับแก้วน้ำนั้นก่อนจะยกดื่ม
“ท่านเป็ใคร ทำไมท่านมีของพวกนี้ ทำไมข้าไม่เคยรู้เลย ข้าอยู่กับท่านั้แ่ห้าขวบ ข้าไม่เคยเห็นท่านฆ่าคน ไม่สิ ด่าคนก็ยังไม่เคยเห็น”
เจียงหยางมองเขาก่อนจะยิ้มออกมา เขากวักมือเป็สัญญานให้ตามมา อวี่เซวี่ยนไม่มีทางเลือกจึงได้แต่เดินตามไป ทิศทางที่เข้ามุ่งไปคือห้องพักของพวกเขาเอง ในระหว่างทางไปอวี่เซวียนก็ถามขึ้น
“ท่านอาจารย์ท่านจะทำสิ่งใดต่อแล้วทำไมถึงใส่เกราะ ท่านรู้ไหมกฎของหมอ์คืออะไร กฎของเหล่าหมอท่านจำได้ไหม”
อวี่เซวี่ยนพูดขึ้น เขาคาดการได้ในสิ่งที่อาจารย์ของเขาจะทำ ในโลกนี้ตำแหน่งของหมอไม่ได้เป็กันง่ายๆ และไม่ได้รับมาง่ายๆ หมอจะแบ่งออกเป็สี่ชั้น ชั้นแรกคือชั้น ‘หมอฝึกหัด’ ชั้นสองคือ ‘หมอตามสาย’ หมอตามสายจะเป็หมอที่มุ่งไปในแต่ละสายเช่น สายผ่าตัด สายสมุนไพร สายยาพิษ ขั้นสามคือ ‘หมอเทวดา’ ขั้นสุดท้ายคือ ‘หมอ์’ หมอทุกชั้นจะได้รับการคุ้มครองจากทั้งสามภพโดยแลกกับการที่พวกเขาห้ามเข้าไปอยู่ฝ่ายไหนเด็ดขาดจะต้องเป็กลาง ห้ามไปยุ่งเกี่ยวกับความรุนแรงเด็ดขาด และห้ามสังหารมนุษย์ เซียน ปีศาจ และ เทพ หากทำผิดกฎพวกเขาจะถูกถอดออกจากตำแหน่งหมอ และจะถูกตีตราว่าเป็หมอชั่ว ไม่อาจรักษาใครได้ อวี่เซวี่ยนไม่ได้กลัวเื่กฎ เขากลัวว่าอาจารย์ของเขาและผู้เป็เหมือนกับพ่อ จะทำอะไรโง่ๆ แล้วตายไป เจียงหยางหันมามองเขาด้วยสายตาอบอุ่น
“เ้าไม่ต้องกลัวข้าไม่เป็อะไรหรอก เชื่อใจข้า เ้าอยู่กับข้าแค่สิบเอ็ดปีเ้ายังไม่รู้จักข้าดีพอ”
เจียงหยางเอามือลูบหัวของเขา อวี่เซวี่ยนได้แต่เศร้า มันก็จริงเขาแทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับอาจารย์ของเขาเลย รู้เพียงแค่เขาเป็หมอ์ ในใจเขากลัวว่าผู้เป็เหมือนกับพ่อจะตายจากเขาไป หากเจียงหยางตายเขาก็จะไม่เหลือใครนอกจากเพื่อน เมื่อมาถึงห้องพักเจียงหยางเปิดประตูออกก่อนจะตรงไปที่ชั้นวางของด้านขวา เขาล้วงมือเข้าไปลึกก่อนจะดึงกล่องที่ไม่ใหญ่มากออกมา อวี่เซวี่ยนใ ที่ๆ อาจารย์ของเขาล้วงมือเขาไปนั้นเขาทำความสะอาดไปไม่รู้ตั้งกี่ร้อยครั้ง ทำไมเขาไม่เคยเห็นกล่องนี้มาก่อน ทั้งสองเดินไปที่โต๊ะกลางห้อง เจียงหยางเปิดกล่องออก ข้างในกล่องมี มีดบินหกเล่มและซองใส่มีดบิน เจียงหยางหยิบซองและเริ่มนำไปติดกับเกราะในตำแหน่งที่เขาถนัดหลังจากติดซองเสร็จเขาก็หยิบเอามีดบินใส่เข้าซอง เจียงหยางหันไปมองอวี่เซวี่ยนที่กำลังตาโตจากสิ่งที่เห็น เขายิ้มก่อนที่จะดันโต๊ะออก เขาก้มลงไปที่พื้นเคาะไปทั่วๆ บริเวณ เมื่อเจอจุดที่้าเขาชกเข้าใส่พื้นจนเป็รูป และดึงเอาทวนขึ้นมาสองเล่ม ทวนเล่มหนึ่งเป็ทวนปกติไม่มีลวดลายตรงคอใบทวนมีพู่สีขาวยาวประดับอยู่ ส่วนท้ายมีตุ้มโลหะทรงสี่เหลี่ยม อีกเล่มหนึ่งเป็ทวนที่สวยงามส่วนด้ามสีเทาสลักเป็ลายั ตรงคอใบทวนมีพู่สีแดงยาว ส่วนท้ายมีตุ้มโลหะทรงสี่เหลี่ยม เจียงหยาง ยื่นทวนทั้งสองให้อวี่เซวี่ยนถือ เขารับมาทำให้รู้สึกถึงน้ำหนักของมัน ทั้งๆ ที่เขาแบกทวนทั้งสองแต่มันกับไม่ได้หนักอะไรเลย อวี่เซวี่ยนมองไปที่อาจารย์ของเขา เขาเห็นว่าอาจารย์เดินไปที่มุมซ้ายของห้องก่อนจะค้นหาในร่องกำแพง ไม่นานเขาก็ดึงกล่องๆ หนึ่งออกมาจากกำแพงเขาเดินกลับมาวางมันกล่องลงบนโต๊ะและเปิดออก ในกล่องมีมีดสามเล่ม สองเล่มเป็มีดสั้น ส่วนอีกมีดทรงประหลาด ใบมีดโค้งมนสะท้อนประกายแดดวาววับดูราวกับดวงจันทร์ แม้จะดูสั้นทว่าคมกริบ
“ท่านอาจารย์ นี้ท่านซ่อนของพวกนี้ไว้อีกเท่าไร”
อวี่เซวี่ยนมองอาจารย์ผู้ที่เขานับถือว่าเป็สุดยอดของหมอ เขาคือหมอ์ที่ทั้งสามภพร่วมกันยังมีแค่หกคน เป็คนดีไม่ยุ่งกับความรุนแรง แต่ทำไมอาจารย์ที่เคารพถึงได้มีสิ่งพวกนี้ ในอดีตของอาจารย์มีอะไรกันแน่ อวี่เซวี่ยนยังไม่ทันจะพูดอะไร เจียงหยางก็เดินออกจากห้อง เขาจึงได้แต่เดินตามไป ทิศทางที่เขาเดินมุ่งตรงไปที่สวนหลังบ้านตรงไปที่ห้องตัดฟืนเมื่อเข้าไป เขาตรงไปที่โต๊ะใส่ของหลังจากนั้นเขาก็รื้อค้นไม่นานก็ดึงเอาขวานเก่าๆ ออกมาสองเล่ม มันเต็มไปด้วยสนิมที่เต็มไปหมด อวี่เซวี่ยนมองขวานทั้งสองก่อนจะกล่าว
“ท่านอาจารย์ มันเก่าแล้วท่านจะเอามันไปทำไม” เจียงหยางยิ้ม ขวานทั้งสองเล่มเริ่มสั่นมันเริ่มมีแสงออกมาไม่นานสนิมที่เกาะก็หายไปขวานที่ดูเก่ากลับกลายเป็ขวานใหม่ดูสวยงาม ขวานทั้งสองคือขวานที่ใช้ในาแต่มันไม่ยาวมากประมาณหนึ่งถึงสองฉื่อ เจียงหยางใส่ขวานทั้งสองเข้าซองที่อยู่ข้างขาทั้งสองข้าง เขายิ้มให้กับอวี่เซวี่ยน ก่อนจะหันไปผิวปาก ไม่นานก็มีม้าสองตัวเดินออกมา ม้าตัวสีขาวคือม้าของเจียงหยางเขาเดินเขาไปหามันลูบมันเบาๆ ข้างๆ ตัวของมันตรงบริเวณของคอมีซองลูกธนูที่อัดแน่นด้วยลูกธนูอยู่ทั้งสองฝั่งและมีธนูห้อยอยู่ ตรงสะโพกของมันมีซองใส่ทวนที่ข้างซ้าย เจียงหยางรับเอาทวนที่อวี่เซวี่ยนถืออยู่ก่อนจะเอาทวนทั้งสองใส่เข้าไปในซอง เขาหันมาหาอวี่เซวี่ยนก่อนจะบอกเขา
“เ้าเอาม้าไปที่หน้าโรงหมอแล้วเตียมของเดินทาง ไปเถอะแล้วก็เอาแผนที่มาด้วย” อวี่เซวี่ยนจะพูดแต่เขาก็ได้แค่กลืนคำต่างๆ ลงคอแล้วลากม้าตัวสีน้ำตาลไป เมื่อเห็นว่าอวี่เซวี่ยนเดินไปไกลแล้ว เจียงหยางจึงเดินไปที่สวนไผ่ ฝนที่พึ่งหยุดตกทำให้อากาศเย็นสบาย ท้องฟ้าเปิดมองเห็นดวงจันทร์สีเหลืองเข้ม ดวงจันทร์ของภพปีศาจเป็สีเหลืองเข้มแตกต่างจากภพมนุษย์และภพเทพ เมื่อเขาเดินเข้าไปใกล้สวนไผ่ ต้นไผ่ที่อยู่ข้างหน้าของเขาก็เริ่มสั่น ไม่นานไผ่ต้นที่สั่นก็หักมีบ้างอย่างพุ่งออก เจียงหยางยืนนิ่งไม่หลบ สิ่งๆ นั้นพุงเข้ามาก่อนที่มันจะชนเข้าที่หน้าของเขามันก็หยุดและหมุนตัวมันทำให้เห็นว่ามันคือ ‘กระบี่เซียนหลิงเซียว’ เจียงหยางดึงมันมาและชักกระบี่ออกจากฟักไผ่สีเขียวหยก แสงประกายสีขาวบริสุทธิ์ราวกับหิมะแรกฤดูก็สาดจ้า ตัวกระบี่ที่สลักจากหยกขาวโบราณปลดปล่อยปราณเซียนอันเยือกเย็น เขาเก็บเข้าฟักกระบี่สั่นราวกับมันดีใจที่เขาจับ แต่ก็ไม่นานเขาก็นำมันไปเก็บไว้ในกระเป๋าที่อยู่ข้างม้า หลังจากนั้นเขาก็เดินไปด้านหน้าของม้าขาวลูบหัวมันและกล่าว “เ้าไปรอข้าที่หน้าโรงหมอเถอะ เ้าม้าเทพ” เมื่อพูดจบม้าขาวตัวนั้นก็เดินไปทางที่มุ่งไปด้านหน้าของโรงหมอ
….
ในห้องรับคนเจ็บบนโต๊ะมีแผนที่ภพปีศาจอยู่ อวี่เซวี่ยนกระวนกระวายอยู่ไม่นิ่งเขาทั้งกังวล กลัว และไม่รู้จะทำยังไง ไม่นานเขาก็เห็นเจียงหยางเดินเข้ามา เจียงหยางตรงมาดูแผนที่เขาหยิบพู่กันออกมา อวี่เซวี่ยนก็ก้มลงมองแผนที่
“ท่านอาจารย์ เอายังไงดี” อวี่เซวี่ยนพูดขึ้น
“เ้าดูแผนที่นี้ จำเอาไว้เ้าจงมุ่งหน้าไปที่เมืองหานซวงไปหาคนที่เปิดร้านค้าที่มีเ้าของร้านชื่อมู่ไป๋ บอกเขาไปว่า ‘ไป๋อวิ๋น’ ส่งมา” อวี่เซวี่ยนพยักหน้าก่อนที่จะหันหาอาจารย์ของเขาก่อนจะกล่าว
“ไป๋อวิ๋นคือใคร อย่าบอกนะว่ามันคือชื่อของท่าน”
เจียงหยางไม่ตอบแต่พยักหน้า อวี่เซวี่ยนเอามือก่ายหน้าผากเขามองไปที่อาจารย์ของเขาก่อนจะกล่าวสิ่งที่เขาอยากพูดมานาน
“ท่านอาจารย์ ท่านจะทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร เราแค่ส่งหินนี้ให้กับทหารของจอมปีศาจทุกอย่างก็จบข้าไม่อยากเสียท่านไป ข้าไม่มีใครแล้วในชีวิต พ่อแม่ข้าก็ไม่มี ข้ามีแต่ท่าน”
“ข้าจำเป็ เ้าจำสิ่งที่ชายสวมเกราะนั้นพูดได้ไหม ข้าไม่ได้ไม่เชื่อ ข้าเลือกที่จะไม่เชื่อ คำทำนายนั้นมันตรงทุกอย่าง ข้าพยายามหาทางเพื่อหนีมันแต่มันก็ตามข้า มันคือโชคชะตา เข้าใจข้าด้วย”
อวี่เซวี่ยนพยักหน้าเข้าใจ ในตาของเขาเต็มไปด้วยน้ำตาแต่เขาก็กลั้นน้ำตาไม่ให้มันไหล หลังจากนั้นทั้งสองก็เตรียมของก่อนจะเดินออกประตูหน้า ข้างนอกนั้นเงียบสงบร้าวกับไม่มีสิ่งมีชีวิต อวี่เซวี่ยนกำลังจะพูดอะไรสักอย่างแต่เจียงหยางก็ยกมือขึ้น เขาจึงกลืนคำพูดลงคอไป ไม่นานก็มีปีศาจรูปร่างมนุษย์สืบเท้าออกมาสามคนมุ่งตรงมาที่พวกเขาทั้งสอง เจียงหยางสืบเท้าออกไปเผชิญหน้ากับทั้งสาม
ปีศาจตนหนึ่งพูด “ท่านหมอ์ พวกเราไม่อยากจะทำร้ายท่านเราไม่รู้หรอกว่าพวกท่านจะทำสิ่งใด แต่การที่พวกท่านแต่งตัวแบบนี้…อย่าทำแบบนั้นเลยแค่ท่านส่งหินมาทุกอย่างจะจบลง”
พูดจบปีศาจทั้งสามก็เอามือไปจับดาบของพวกเขา เจียงหยางยิ้มออกมาเข้าสืบเท้าเข้าไปใกล้ปีศาจทั้งสามมากขึ้น ก่อนจะพูด
“ข้าไม่ให้ ใครจะทำอะไรข้า”
พูดจบปีศาจทั้งสามชักดาบออกพุ่งเข้ามาด้วยความเร็ว เจียงหยางไม่ต่างกันเขาก็ชักดาบของเขาที่ห้อยอยู่หลังเอวพุ่งเข้าใส่ เขายกดาบเข้ารับปีศาจทางซ้ายที่เข้ามาเร็วกว่าเสียงปะทะกันของดาบเกิดขึ้นก่อนที่เขาจะเปลี่ยนทิศทางของดาบไปรับด้านขวาของเขา เสียงปะทะของดาบดังขึ้นอักครั้ง เจียงหยางจับดาบสองมือและบิดดาบไปรับปีศาจตัวสุดท้ายที่เข้ามาด้านหน้าของเขา เขารับไว้ได้ก่อนจะตวัดมือทำให้ดาบที่เขารับกระเด็นออกด้านข้างเขาไม่รอช้าหมุนตัวตวัดดาบปาดเข้าที่คอปีศาจที่อยู่ตรงหน้าเขาตายไปทันที ลูกตาของจู่เหยียงเอียงไปซ้ายขวาเพื่อดูว่าใครจะเข้ามาก่อน เป็ปีศาจด้านซ้ายพุ่งเข้ามา เขาถอยหนึ่งก้าวหลบการโจมตีได้ก่อนจะหมุนตัวตวัดดาบในมือซ้ายตัดคอปีศาจตนนั้น ปีศาจตัวสุดท้ายไม่รอช้าพุ่งเข้ามาใส่เขาด้วยความรวดเร็วดาบเล็งไปที่ส่วนหัว เจียงหยางเอียงหัวหลบและยกแขนและฟาดลง ตัดแขนของปีศาจตัวสุดท้ายขาด ก่อนที่เขาจะปล่อยอาวุธแลัวเอามือขวาจับดาบฟันเข้าคอของปีศาจตัวสุดท้าย ปีศาจทั้งสามกลายเป็ศพที่ไร้หัวนอนกองกับพื้นการต่อสู้ทั้งหมดกินเวลาแค่ห้าลมหายใจ อวี่เซวี่ยนที่ยืนดูกับอึ้งกับภาพตรงหน้า เจียงหยางเดินมาตบเขาที่แขนของเขา เขาจึงได้สติ
“อาจารย์ ทำไมท่านถึงได้ทำได้ขนาดนี้ ท่านฝึกวิชาบู้หรือ”
จู่เหยียงพยักหน้า แต่ในตอนนั้นหูข้างขวาเขากระตุก เขาดึงเอามีดบินปาไปในตำแหน่งที่เขาได้ยิน มีดบินพุ่งเข้าไปด้วยความเกิดเสียงเหมือนมีดเสียบโดนอะไรสักอย่างไม่นานมีดบินเล่มนั้นก็บินกลับมาเข้ามือของเจียงหยางบนมีดมีรอยของเือยู่เต็ม เขาเช็ดมีดก่อนจะเก็บมันเข้าซอง อวี่เซวี่ยนได้เห็นดังนั้นจึงพูดขึ้นว่า
“ท่านอาจารย์ ท่านเป็ผู้ฝึกวิชาบู้ขั้นไหน”
อวี่เซวี่ยนถาม เจียงหยางถอดหายใจก่อนตอบ
“ไม่รู้”
อวี่เซวี่ยนได้ยินแบบนั้นเขาตาค้าง ปากอ้าไม่หุบ ในโลกนี้แบ่งการฝึกตนออกเป็สามสายคือ หนึ่ง ‘วิชาบู๊’ สอง ‘วิชาบุ๋น’ สาม ‘วิชาพลังปราณ’ โดนวิชาบู๊และพลังปราณจะมีหนึ่งถึงสิบขั้น ขั้นสูงสุดคือขึ้นที่สิบ ส่วนวิชาบุ๋นนั้นจะแตกต่างออกไป ขั้นจะมีถึงสิบเช่นเดียวกันแต่ขั้นสูงสุดจะเป็ขั้นที่ห้า หากใครก็ตามฝึกวิชาบู๋ถึงขั้นสี่ขั้นต่อไปก็จะข้ามไปขั้นที่หกเลยเหมือนถึงขั้นสิบจึงจะลงมาที่ขั้นห้า ส่วนอีกวิชาหนึ่งคือวิชา ปราณ สิ่งที่เขาใคือการที่ไม่ฝึกวิชาบู๊แต่สามารถสังหารทหารปีศาจที่ต้องใช้คนสามคนต่อหนึ่งปีศาจได้ด้วยความเร็วแล้วบอกว่า ‘ไม่รู้’ ทำเอาเขาใเป็อย่างมาก
“ขึ้นม้าได้แล้วเ้าเก้า” เจียงหยางะโ อวี่เซวี่ยนจึงได้สติจึงขึ้นม้าของเขา เมื่อเห็นแบบนั้นเจียงหยางจึงควบม้ามาข้างๆ พร้อมพูด
“เ้าจงไปซะ ไปตามที่ข้าบอกหลังจากนั้นก็ใช้ชีวิตในแบบนี้เ้าอยากเป็ เ้าไม่จำเป็ต้องเป็หมอแบบข้า เ้าอยากจะฝึกวิชาหรือจะอะไรก็ได้ ขอแค่เ้าอยู่รอดได้ก็พอ”
“แล้วท่านจะเดินทางไปไหน เกาะดอกท้อหรือ มันอยู่ที่ภพมนุษย์แดนเซียนเลยนะ” อวี่เซวี่ยนพูด
“ใช่ข้าต้องไป”
เจียงหยางพูดออกมาสั้นๆ อวี่เซวี่ยนได้แต่พยักหน้าพอคิดว่าต้องจากกันน้ำตาของเขาก็เริ่มไหล
“ท่านอาจารย์ เราจะได้พบกันอีกไหม”
“ไม่อีกแล้วอวี่เซวี่ยน เราจะไม่ได้เจอกันอีก จากกันครั้งนี้ยากจะกลับมาเจอ ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะเป็กี่สิบหรือยี่สิบปี” เจียงหยางตอบ อวี่เซวี่ยนพยักหน้าน้ำตาของเขาไหลออกมาแต่เขาก็กลั้นเสียงร้องเอาไว้ เขาทำความเคารพก่อนจะควบม้าจากไป ส่วนเจียงหยางมองแผ่นหลังของศิษย์คนที่เก้าของเขา คนที่เขาสอนมาั้แ่เด็กคนที่เขามอบวิชาหมอทุกแขนงให้ เขาคิดในใจ
‘โชคชะตาของข้ามันใกล้จบแล้ว ต่อให้ข้าไม่ตายข้าก็คงต้องไปจากมิตินี้อยู่ดี ลาก่อน’
เจียงหยางได้แต่ถอดหายใจก่อนจะเขาควบม้าออกไปอีกทาง
.
.
.
.