เรื่องราวหลังจากนั้นเป็นไปตามที่เหยียนจื่อจวิ้นคาดไว้ พอเจี่ยนซื่อทราบว่าบุตรสาวเกือบประสบภัยถึงชีวิตครั้งใหญ่ก็ไม่หลงเหลือท่าทีสง่างามเยือกเย็นให้เห็นอีก นางรีบมายังศาลาลั่วเสวี่ยทันที
เหยียนจื่อม่อเปลี่ยนเสื้อผ้าออกมาก็ถูกเจี่ยนซื่อโถมกอดเต็มแรง ก่อนที่แววตาซึ่งเคยกลัดกลุ้มจะอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด “ท่านแม่ ลูกไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”
“อันตรายถึงเพียงนั้น เจ้าคงกลัวมากกระมัง!”
เสียงของเจี่ยนซื่อสั่นเครืออยู่บ้าง เหยียนจื่อม่อตบหลังนางเบาๆ เพื่อปลอบประโลม ผู้คนล้วนกล่าวกันว่ามารดาและบุตรผูกพันกันด้วยหัวใจ ไม่ว่าจะเป็นชาติก่อนหรือชาตินี้ ความรักที่อีกฝ่ายมีให้ตนไม่เคยลดน้อยถอยลงเลย
“ไม่ใช่ว่าลูกกลับมาอย่างปลอดภัยหรือเจ้าคะ ท่านแม่อย่าได้คิดมากไปเลย” เหยียนจื่อม่อยื่นศีรษะออกมาจากอ้อมอกของเจี่ยนซื่อพลางมองมารดาด้วยสายตาจริงจัง
เจี่ยนซื่อมองสำรวจทั่วร่างบุตรสาวอย่างละเอียดหนึ่งรอบ เมื่อแน่ใจว่านอกจากรอยเขียวช้ำบนหน้าผากแล้วก็ไม่มีร่องรอยอะไรอีก ถึงค่อยคลายใจลงได้บ้าง ทว่าประกายตาคมกริบยังคงหลงเหลือให้เห็นรางๆ
แม้เหยียนจื่อม่อจะทราบว่ามารดาเกิดความเคลือบแคลงในใจแล้ว แต่ยังคงทำทีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ในทางกลับกันยังคอยปลอบใจเพื่อคลายกังวลให้อีกฝ่ายต่อไป
“ตั้งแต่เจ้าเกิดมาจนถึงบัดนี้พบเจอแต่เรื่องร้ายไม่หยุดหย่อนจริงๆ!”
เมื่อเจี่ยนซื่อเห็นว่านางไม่ได้ตกใจกลัว จึงกล่าวทอดถอนใจออกมาหนึ่งประโยค ครั้นเหยียนจื่อม่อได้ฟังคำพูดของอีกฝ่ายจึงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย ชะตาชีวิตตนไม่ค่อยดีจริงๆ
ชาติก่อนต้องตะเกียกตะกายปีนผ่านซากศพถึงจะยืนหัวเราะและสาปแช่งอยู่บนจุดสูงสุดได้ กระทั่งสุดท้ายสมปรารถนาในสิ่งที่ต้องการ เดิมทียังเข้าใจว่าทุกสิ่งล้วนกลับคืนสู่ธุลีไปหมดแล้ว คาดไม่ถึงว่าจะหวนคืนสู่จุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมดอีกครั้ง
“ได้ยินว่าเหยียนฉิงทำให้เจ้าลำบากใจหรือ”
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเจ้าค่ะ ลูกจัดการได้”
ถึงแม้เหมยอี๋เหนียงผู้นั้นไม่ใช่คนสำคัญอะไร แต่ท้ายที่สุดก็เป็นอนุภรรยาที่ฮูหยินผู้เฒ่าจวนโหวจัดหามาให้บุตรชาย นางไม่อยากให้ท่านแม่มีเรื่องกับฮูหยินผู้เฒ่าเพราะตน
“ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น แม่คอยอยู่เคียงข้างเจ้าเสมอนะ”
“เจ้าค่ะ”
เหยียนจื่อม่อตอบรับเสียงเบาขณะซุกกายลงในอ้อมแขนของเจี่ยนซื่อ นางยังคงอยู่พูดคุยอีกพักหนึ่ง กระทั่งแน่ใจว่าบุตรสาวหลับไปแล้วถึงกลับเรือนชิงจู๋
ท่านเหยียนโหวซึ่งอยู่ในอาภรณ์เตรียมเข้านอนเห็นภรรยาเข้ามาก็วางหนังสือในมือไว้ด้านข้าง ก่อนจะกล่าวเสียงหวานหูอย่างยิ่ง “เหตุใดจึงไปนานนัก”
“ข้ารอให้นางหลับก่อนค่อยออกมา”
พูดจบก็เดินไปยังห้องชำระกาย เหยียนลี่ว์ชำเลืองมองตามเงาหลังอีกฝ่ายขณะหลับตาส่ายศีรษะเบาๆ เมื่อนางเข้ามานอนถึงค่อยดึงมากอด
“อารมณ์ไม่ดีหรือ”
“ลูกเกิดเรื่องใหญ่ขนาดนั้นจะอารมณ์ดีอยู่ได้หรือ ข้าไม่เหมือนท่านหรอก ใจแข็งเป็นเหล็กเสียปานนั้น”
เจี่ยนซื่อย้อนคำ เหยียนลี่ว์จึงลูบจมูกป้อยๆ ไม่ใช่ว่าเขาไม่สนใจเรื่องนี้ เมื่อครู่ยังสอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับหลานชายสามอยู่เลย ทว่ายามถูกนางว่ากล่าวเช่นนี้ เขาจึงไม่อยากพูดให้มากความ
“เรื่องคราวนี้เกรงว่าจะไม่ง่ายเช่นนั้น”
เจี่ยนซื่อรำพึงรำพันอยู่ข้างกายเขา นางเป็นสตรี ไม่สะดวกจัดการเรื่องภายนอก หากมอบเรื่องนี้ให้พวกหลานชายดูแลนางกลับไม่วางใจ จึงได้แต่โยนหินถามทางเอากับเขา
เหยียนลี่ว์ไม่ใช่คนโง่ไม่รู้ความ เขาจะไม่ทราบเจตนาของนางได้อย่างไร จึงอดยกมุมปากขึ้นน้อยๆ ไม่ได้ “เมื่อครู่ข้าสอบถามจวิ้นเอ๋อร์ดูแล้ว พอจะทราบเรื่องอยู่บ้าง”
เจี่ยนซื่อได้ยินน้ำเสียงโอ้อวดอยู่ในทีของสามีก็ปรายตามองเขาแวบหนึ่ง จากนั้นถอนสายตากลับมาเงียบๆ “ท่านยังระแวงนางอยู่ไม่ใช่หรือ”
เหยียนลี่ว์ได้ยินเจี่ยนซื่อถามด้วยน้ำเสียงแฝงนัยประชดประชัน มุมปากก็พลันกระตุก เขาค้นพบว่าตั้งแต่บุตรสาวคนนี้กลับมา สายตาที่ภรรยามองตนคล้ายจะหมดความอดทนเข้าไปทุกที
“เรื่องนั้นข้าเพียงระวังเผื่อไว้ เลี่ยงไม่ให้เจ้ากลายเป็นคนที่เสียใจในภายหลังเอาเสียเอง”
นับแต่เหยียนจื่อม่อเข้าจวนมา เขาแทบจะขุดบรรพบุรุษสิบแปดชั่วโคตรบ้านจางมาตรวจสอบเลยทีเดียว จึงแน่ใจแล้วว่านี่ไม่ใช่แผนของศัตรูที่พุ่งเป้ามาที่ตน ทว่าสายตาของบุตรสาวคนนี้ทำให้เขาติดใจสงสัยอยู่บ้าง