เทพยุทธ์หลอมภพ สยบหมื่นวิถี

    ตอนที่ 46 : กรงเล็บกระดูกบรรพกาล และแดนเนรเทศขอบทวีปศูนย์กลาง

    ตอนที่ 46 : กรงเล็บกระดูกบรรพกาล และแดนเนรเทศขอบทวีปศูนย์กลาง

    ความรู้สึกของการถูกฉีกทึ้งในห้วงมิติอวกาศนั้น ห่างไกลจากคำว่าเจ็บปวดไปไกลลิบ มันคือความว่างเปล่าที่บดขยี้สติสัมปชัญญะให้แหลกละเอียดเป็นผุยผง หากมิใช่เพราะกรงเล็บกระดูกขนาดยักษ์ที่ปกคลุมด้วยอักขระเวทสีชาดนั้นคว้ากุมร่างของอวิ๋นเซียวและพันซานเอาไว้ ร่างเนื้อของพวกเขาคงถูกพายุสายฟ้าสีเลือดบดขยี้จนไม่เหลือแม้แต่เถ้ากระดูก

    ตึงงง!!

    เสียงกระแทกอย่างรุนแรงประดุจอุกกาบาตตกกระทบพื้นโลก ร่างของอวิ๋นเซียวและพันซานร่วงหล่นลงมาจากรอยแยกมิติกลางอากาศที่ปริแตกออกชั่วคราว ทิ้งดิ่งลงมากระแทกกับพื้นดินที่เต็มไปด้วยกรวดทรายสีดำสนิท แรงปะทะทำให้ฝุ่นควันคลุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ก่อนที่รอยแยกบนท้องฟ้าจะปิดตัวลงอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันอันหนักอึ้งที่กดทับลงมา

    "อ๊ากก..."

    อวิ๋นเซียวสะดุ้งเฮือกและพ่นลิ่มเลือดสีคล้ำออกมาคำโต สติสัมปชัญญะที่ดับวูบไปถูกกระชากกลับมาด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัสที่แผ่นหลังฝั่งซ้าย หอกมิติสีเงินที่ทะลวงฝังลึกอยู่ในสะบักหลังยังคงไม่สลายไป มันแผ่รังสีทำลายล้างระดับ 'ราชันยุทธ์' กัดกินเส้นลมปราณและพยายามบดขยี้จุดตันเถียนของเขาอย่างต่อเนื่อง ทุกครั้งที่เขาขยับตัวบาดแผลจะฉีกกว้างขึ้น เลือดสดๆ ไหลชโลมผืนทรายสีดำจนส่งกลิ่นคาวคละคลุ้ง

    ชายหนุ่มฝืนกัดฟันจนเกือบห้อเลือด พยายามพลิกตัวนอนหงายและกวาดสายตามองไปรอบด้าน ท้องฟ้าเบื้องบนมิใช่สีครามสดใส ทว่ามันเป็นสีแดงฉานดุจโลหิตที่ถูกเจือด้วยหมอกควันสีเทาหม่น ผืนดินที่เขานอนอยู่แห้งแล้งและเต็มไปด้วยซากกระดูกของอสูรขนาดยักษ์ที่ผุกร่อน ทว่าสิ่งที่ทำให้อวิ๋นเซียวต้องเบิกตากว้าง มิใช่ทัศนียภาพอันกันดาร... แต่เป็น 'ความหนาแน่นของพลังฟ้าดิน'

    ปราณวิญญาณในอากาศ ณ สถานที่แห่งนี้ หนาแน่นและบริสุทธิ์กว่าเมืองเมฆาคล้อยถึงร้อยเท่า! เพียงแค่สูดลมหายใจเข้าปอด พลังปราณก็แทบจะควบแน่นเป็นหยดน้ำหล่อเลี้ยงเส้นชีพจร ทว่าในความบริสุทธิ์นั้นกลับแฝงไว้ด้วย 'ไอสังหาร' และความป่าเถื่อนที่พร้อมจะทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ที่จิตใจอ่อนแอคลุ้มคลั่งได้ง่ายๆ

    "ทวีปศูนย์กลางมังกรซ่อน... พวกเราข้ามมาถึงแล้ว..." อวิ๋นเซียวพึมพำแผ่วเบา ทว่าริมฝีปากที่แห้งผากกลับไร้ซึ่งรอยยิ้มยินดี

    เขาหันไปมองข้างกาย พันซานยังคงนอนไม่ได้สติ ลมหายใจของสหายร่างท้วมรวยรินจนแทบสัมผัสไม่ได้ รอยแผลจากคลื่นจันทร์เสี้ยวที่หน้าอกลึกจนเห็นกระดูก หากปล่อยไว้เช่นนี้ พันซานคงไม่อาจมีชีวิตรอดพ้นหนึ่งชั่วยาม

    "ข้าจะให้เจ้าตายไม่ได้..." อวิ๋นเซียวเค้นเสียง รีดเร้นพลังใจที่เหลืออยู่บังคับให้ตนเองลุกขึ้นนั่ง ทว่าหอกมิติที่ปักอยู่เบื้องหลังกลับเปล่งแสงสีเงินวาวโรจน์ คลื่นพลังของราชันยุทธ์ตีกลับเข้าสู่หัวใจของเขาจนร่างของเด็กหนุ่มทรุดฮวบลงไปอีกครั้ง

    หากไม่ถอนหอกเล่มนี้ออก เขาจะไม่อาจโคจรปราณหลอมภพเพื่อรักษาพันซานได้ แต่หากฝืนดึงมันออกด้วยพละกำลังธรรมดา พลังมิติที่อัดแน่นอยู่ในตัวหอกจะระเบิดร่างของเขาจนแหลกเป็นชิ้นๆ!

    มีเพียงทางเดียวเท่านั้น... ต้องใช้เจดีย์หมื่นวิถี 'กลืนกิน' พลังของราชันยุทธ์!

    "หลิงทง... ข้าหวังว่าเจ้าจะยังพอมีแรงเหลือกระตุ้นเตาหลอมนะ" อวิ๋นเซียวหลับตาลง ส่งกระแสจิตเข้าสู่ห้วงวิญญาณ ภายในชั้นล่างสุดของเจดีย์ มังกรจิ๋วหลิงทงยังคงขดตัวหลับสนิท ทว่ากลิ่นอายของมันดูแข็งแกร่งขึ้นเล็กน้อยจากการจำศีล อวิ๋นเซียวมิอาจปลุกมัน ทว่าเขาเลือกที่จะใช้ 'แก่นโลหิตสายเลือดบริสุทธิ์' ที่แย่งชิงมาจากภาชนะหมายเลขศูนย์ เป็นเชื้อเพลิงแทนหินวิญญาณที่หมดเกลี้ยงไปแล้ว!

    "เปิดเตาหลอมสรรพสิ่ง... กลืนกินมรรคาแห่งมิติ!"

    อวิ๋นเซียวแผดเสียงคำรามลั่น นิ้วชี้ขวาและนิ้วกลางประกบเข้าหากัน จี้สกัดจุดชีพจรหลักเก้าแห่งรอบบาดแผลเพื่อปิดกั้นการไหลเวียนของโลหิต ก่อนจะใช้พลังเจตจำนงที่เชื่อมต่อกับเจดีย์หมื่นวิถี กระชากพลังดูดกลืนอันไร้ขอบเขตออกมาจากรอยสักบนหน้าอก

    อักขระโบราณสีทองแดงลอยละล่องออกมาพันธนาการด้ามหอกสีเงิน พริบตานั้น การปะทะกันระหว่างพลังของเตาหลอมบรรพกาลและเจตจำนงแห่งราชันยุทธ์ก็เริ่มขึ้น! แผ่นหลังของอวิ๋นเซียวกลายเป็นสนามรบ ร่างกายของเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรง กล้ามเนื้อปริแตก เส้นเลือดฝอยนับร้อยแตกกระจายจนผิวหนังย้อมไปด้วยสีแดงฉาน ความเจ็บปวดทะลวงลึกถึงก้นบึ้งของวิญญาณราวกับถูกหินบดยาบดขยี้ทั้งเป็น

    "อ๊ากกกก!!"

    อวิ๋นเซียวระเบิดเสียงร้องดังก้องแดนเนรเทศ เปลวเพลิงสีทองแดงจากเตาหลอมแผดเผาพลังสีเงินจนละลายกลายเป็นกระแสปราณบริสุทธิ์ ชายหนุ่มกัดฟันใช้มือขวาเอื้อมไปด้านหลัง คว้าด้ามหอกที่กำลังสลายตัว แล้วกระชากมันออกมาสุดแรง!

    ฉูดดด!

    เลือดสีดำคล้ำที่เจือปนด้วยพิษมิติพุ่งกระฉูด หอกสีเงินสลายกลายเป็นละอองแสงพุ่งเข้าไปในเจดีย์หมื่นวิถี กลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่ช่วยฟื้นฟูมิติภายในให้กลับมาเสถียรอีกครั้ง อวิ๋นเซียวทรุดหอบหายใจอย่างหนักหน่วง เหงื่อเย็นชุ่มโชกไปทั้งร่าง แม้เขาจะเอาหอกออกได้สำเร็จ ทว่า 'ราคาที่ต้องจ่าย' กลับสูงลิ่ว ฐานพลังที่เพิ่งก้าวสู่ระดับก่อกำเนิดขั้นสมบูรณ์แบบเกิดรอยร้าว การฝืนใช้แก่นโลหิตทำให้ผมสีดำขลับของเขาปรากฏปอยผมสีขาวโพลนขึ้นมาหลายเส้น อายุขัยของเขาถูกเผาผลาญไปนับสิบปี!

    ทว่าชายหนุ่มไม่มีเวลามาใส่ใจความสูญเสียของตนเอง เขารีบคลานเข้าไปหา พันซาน นำกระแสปราณมิติที่เพิ่งถูกสกัดจนบริสุทธิ์ โคจรผ่านฝ่ามือทาบลงบนบาดแผลที่หน้าอกของสหาย ปราณที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งชีวิตค่อยๆ สมานรอยแตกของกระดูกและห้ามเลือดได้อย่างปาฏิหาริย์

    ใบหน้าที่ซีดเผือดของพันซานเริ่มมีสีเลือดฝาด ลมหายใจกลับมาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ อวิ๋นเซียวถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก ร่างกายของเขาโอนเอนไร้เรี่ยวแรง พิงแผ่นหลังเข้ากับซากกระดูกอสูรยักษ์ที่อยู่ด้านหลัง

    ในขณะที่เขาพักฟื้นสายตา ความคิดหนึ่งพลันแวบขึ้นมาในหัว... 'กรงเล็บกระดูกบรรพกาล' ที่คว้าพวกเขากลางพายุอวกาศคือสิ่งใด?

    อวิ๋นเซียวหลับตาลงสัมผัสถึงกลิ่นอายที่ตกค้างอยู่บนเสื้อผ้าของเขา มันเป็นกลิ่นอายที่เก่าแก่ ดุร้าย และคุ้นเคยอย่างประหลาด... มันคล้ายคลึงกับกลิ่นอายของ 'มังกรทมิฬ' ในกายเขา ทว่าทรงพลังและมืดมิดกว่าหลายหมื่นเท่า และประโยคที่ดังก้องในห้วงมิติ... 'สายเลือดแห่งการหวนคืน'

    ใครบางคน หรือสิ่งมีชีวิตบางอย่างในทวีปศูนย์กลางแห่งนี้ กำลังรอคอยเขาอยู่ และมันอาจมีความเกี่ยวพันกับสายเลือดของเขา หรือแม้กระทั่งความจริงเรื่องบิดา!

    กรอบ... แกรบ...

    จู่ๆ เสียงเหยียบย่ำผืนทรายสีดำก็ดังแว่วมาตามสายลมที่พัดเอาไอคาวเลือดไปไกล อวิ๋นเซียวลืมตาโพลงขึ้นทันที สัญชาตญาณอันตรายที่ลับคมมาจากการเข่นฆ่าร้องเตือนดังก้อง แม้จุดตันเถียนจะปวดร้าว ทว่ามือขวาของเขากลับคว้าด้ามกระบี่เหล็กดำที่พกติดตัวไว้แน่นโดยอัตโนมัติ

    ท่ามกลางม่านหมอกสีเทาหม่นเบื้องหน้า ปรากฏเงาร่างของคนกลุ่มหนึ่งกำลังควบขี่อสูรพาหนะรูปร่างคล้ายหมาป่าที่มีเกล็ดหินสีดำปกคลุม พวกมันมีกันราวเจ็ดคน ทุกคนสวมหน้ากากหนังมนุษย์ที่ดูสยดสยอง กลิ่นอายที่แผ่ออกมาล้วนอยู่ใน 'ระดับก่อกำเนิดขั้นปลาย' ทั้งสิ้น! ที่นี่คือขอบทวีปศูนย์กลาง ดินแดนที่ขึ้นชื่อว่าเป็น 'แดนเนรเทศ' แหล่งรวมเศษเดนและยอดฝีมือที่หลบหนีการตามล่า

    บุรุษร่างยักษ์ผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มดึงสายบังเหียนหมาป่าเกล็ดหินให้หยุดลงห่างจากอวิ๋นเซียวเพียงยี่สิบจั้ง ดวงตาภายใต้หน้ากากหนังมนุษย์หรี่แคบลงเมื่อเห็นกองเลือดและสภาพอันสะบักสะบอมของเด็กหนุ่ม ก่อนที่มันจะดึงกระดาษประกาศจับแผ่นหนึ่งออกมาจากสาบเสื้อ

    "ลูกพี่ ดูเหมือนวันนี้โชคจะเข้าข้างพวกเราว่ะ..." สมุนคนหนึ่งที่ขี่หมาป่าอยู่ด้านข้างแสยะยิ้มชั่วร้าย ชี้กระบี่หน้ากว้างมาทางอวิ๋นเซียว "รอยแยกมิติเปิดออกพร้อมกับกลิ่นอายคาวเลือด นึกว่าเป็นขยะจากแคว้นเบื้องล่างหลงเข้ามา ทว่าดูใบหน้านั่นสิ..."

    หัวหน้ากลุ่มคลี่ประกาศจับออกเทียบกับใบหน้าของอวิ๋นเซียว รอยยิ้มอัปลักษณ์ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากที่แห้งผากของมัน บนประกาศจับแผ่นนั้น มีรูปวาดใบหน้าที่งดงามและสมบูรณ์แบบ... ใบหน้าของ 'ภาชนะหมายเลขศูนย์' ทว่าระบุข้อความด้วยตัวอักษรสีเลือดว่า 'นักโทษหลบหนีแห่งตำหนักฟ้า'

    "รางวัลนำจับหนึ่งล้านหินวิญญาณระดับสูง พร้อมกับเคล็ดวิชาระดับนภาขั้นสูงสุด... สวรรค์ประทานโชคหล่นทับพวกเราแล้วพี่น้อง!" หัวหน้าร่างยักษ์หัวเราะลั่น จิตสังหารอำมหิตพุ่งเป้ามาที่อวิ๋นเซียวประดุจฝูงแร้งรุมทึ้งซากศพ "ไม่นึกเลยว่า 'เหยื่อล้ำค่า' ที่นิกายเงากลืนดาราและตระกูลอวิ๋นหลักพลิกแผ่นดินตามหา จะมาตกอยู่ในแดนเนรเทศมืดแห่งนี้!"

    อวิ๋นเซียวค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืนช้าๆ แม้ร่างกายจะโอนเอน ทว่าแววตาของเขากลับเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปี เขายังไม่ทันได้พักหายใจจากการหนีตาย ทว่าศัตรูในแผ่นดินใหม่กลับต้อนรับเขาด้วยคมดาบและความโลภเสียแล้ว

    และที่สำคัญที่สุด... พวกมันคิดว่าเขาคือ 'ร่างต้นแบบ' ที่หลบหนีออกมา! หากความจริงเรื่องโลงคริสตัลในตัวเขาถูกเปิดเผย หายนะที่ตามมาจะมิใช่แค่ระดับทวีป แต่มันคือการถูกตามล่าจากขุมอำนาจสูงสุดของโลกใบนี้!

    "หนึ่งล้านหินวิญญาณงั้นหรือ..." อวิ๋นเซียวเชิดหน้าขึ้น รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏบนมุมปากที่เปื้อนเลือด ปราณหลอมภพที่เหลือเพียงก้นบึ้งถูกรีดเค้นขึ้นมาผสานกับไอสังหารที่เข้มข้นจนอากาศบิดเบี้ยว "พวกเจ้าคิดว่าหัวของข้า... มีราคาถูกปานนั้นเชียวหรือ!"


    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์หลอมภพ สยบหมื่นวิถี ที่คุณอ่าน