พอต้องอยู่ชุมนุมเดียวกัน จิ๋วเลยเจอวังเหนือบ่อยขึ้น จากเดิมที่พบเช้ากลางวัน สัปดาห์หนึ่งเลยมีอีกหนึ่งวิชาผูกติดกันไปทั้งคาบ ชีวิตจิ๋วค่อนข้างเป็แพทเทิร์น ตื่นเช้ามาโรงเรียน ตกเย็นมีเวลาก็ขี่มอเตอร์ไซค์ไปศาลาวัดซ้อมฟ้อนดาบฟ้อนเจิง พอจิ๋วเอามอเตอร์ไซค์มาใช้ วังเหนือก็เริ่มี้เีขับรถ อาศัยซ้อนจิ๋วแวะส่งที่บ้านโดยช่วยจ่ายค่าน้ำมัน ทีแรกจิ๋วก็รู้สึกี้เีอยู่บ้าง แต่พอมีคนช่วยจ่าย ความี้เีก็หายเป็ปลิดทิ้ง
เวลาที่เราอยู่กับใครบ่อยจนกลายเป็ความเคยชิน ความสบายใจก็ตามมาเอง
ภาคการศึกษาที่สองของทุกปีมีกิจกรรมสำคัญอยู่หนึ่งอย่าง นั่นคือ กีฬาสี แต่ปีนี้ต่างออกไป พุทธศักราช 2559 เดือนตุลาคมที่ผ่านมาพระบาทสมเด็จพระเ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เสด็จต บรรยากาศในประเทศเข้าสู่่ไว้อาลัย กิจกรรมรื่นเริงจึงถูกเลื่อนหรืองดไปก่อน แม้จะอยู่ที่น่านบรรยากาศก็ไม่ได้ต่างกัน
เข้าสู่เดือนธันวาคม ลมหนาวพัดมาตามฤดูกาล จิ๋วเริ่มขนเอาเสื้อกันหนาวเก่าเก็บออกมาใช้ เสื้อกั๊กไหมพรมสีเทาอ่อนที่ย่าถักให้สวมทับอีกชั้น ไอ้ม่อนแพ้อากาศทุกปีเริ่มส่งเสียงสูดน้ำมูก
“ฟืด กูเกลียดดอกไม้ อากาศหนาวก็จะตายห่าละ ยังมาเจอเกสรดอกไม้อีก” มันบ่นเสียงอู้อี้ น้ำตาคลอหน่วย คนเป็ภูมิแพ้อยู่ยากจริงนั่นแหละ
“มึงหาแว่นกับแมสก์มาใส่สิ” จิ๋วว่า
“คนก็อดเห็นหน้าหล่อๆ ของกูน่ะสิ”
ฟังม่อนแล้วเพื่อนที่เหลือได้แต่เหลือบตาบน แล้วสภาพตอนนี้มันน่ามองตรงไหน จมูกแดงน้ำมูกย้อย แถมจามเหมือนติดหวัดอีก
“วังเหนือมันไปไหนวะ ห้องสมุดเหรอ” ม่อนถาม เจอกันทุกวัน ฝั่งนั้นไม่เคยมาสาย นี่ก็ใกล้เวลาเคารพธงชาติแล้วด้วย ใช่ม่อนคนเดียวที่สงสัย คนอื่นก็ไม่ต่าง
“จิ๋วมึงโทรหาดิ๊” ไจ๋พยักพเยิด อย่างไรสองคนนี้ก็สนิทกัน
จิ๋วยกหูโทรหาเพื่อนในกลุ่มที่ขาดไปอีกคนทันที แต่ไม่มีคนรับ หรือมันจะไม่สบายวะ อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย จะล้มป่วยก็เป็เื่ปกติ ทว่าจิ๋วไม่ต้องเดานาน นักเรียนหญิงห้องศิลป์ญี่ปุ่นวิ่งหน้าตั้งมาทางกลุ่มเขาพร้อมเรียกชื่อไจ๋แหลมทะลุปรอท
“ไจ๋ มีเื่ละ วังเหนือตีกันกับบ่าโอมอยู่ลานจอดรถ อาจารย์กำลังไปห้าม”
แก๊งโอตาคุสามหน่อลุกพรึ่บอย่างว่องไว ลานจอดรถงั้นเหรอ ่นี้อีกฝ่ายไม่ได้ขับรถมาเอง ปกติถ้าคนที่บ้านมาส่ง วังเหนือจะลงหน้าโรงเรียน ขากลับอาศัยจิ๋วขี่ไปส่งบ้าน ถ้าไม่ถูกดักตีก็ต้องถูกลากตัวไป เด็กเวรอย่างไอ้โอมไม่มีทางคิดดีได้ ตอนจิ๋วตกงานกลับบ้านไปช่วยพ่อขายผักยังได้ยินแม่ค้าในตลาดเล่าขวัญ (ซุบซิบ) ถึงมันบ่อยๆ ว่ามันติดเหล้าติดยาจนประสาทกลับชอบลักขโมยของที่บ้านไปขาย ล่าสุดไจ๋ยังโทรมาเม้าว่ามันเพิ่งออกจากคุก
จิ๋ววิ่งลัดสนามบอลไปห้องปกครองซึ่งอยู่บริเวณหน้าโรงเรียน พวกไอ้โอมมีกันสามสี่คน จิ๋ว ไจ๋กับม่อนเดินวนอยู่หน้าห้อง จิ๋วอดรนทนไม่ไหวเลยแนบหน้าไปกับกระจกหวังส่องดูด้านใน โดยลืมไปว่าคนด้านในจะเห็นตนเช่นกัน ด้วยเหตุนั้นเพียงไม่นานอาจารย์ห้องปกครองจึงออกมาไล่ตะเพิดพวกจิ๋วให้ออกไปเตรียมตัวเข้าแถวเคารพธงชาติ
จิ๋วแค่อยากรู้ ไอ้โอมคงไม่ได้ตีหัวจนวังเหนือสมองกระทบกระเทือนสะสม เขาเองก็ไม่ใช่หมอ พอรู้อนาคตเลยอดกังวลไม่ได้
“ไอ้โอมมันผูกใจเจ็บอะไรหนักหนาวะ” ม่อนเอ่ย
“ไม่น่าถาม ปกติใครก็ยอมมันทั้งนั้น พอมีคนที่ไม่ก้มหัวให้จะรู้สึกเสียศักดิ์ศรีก็ไม่แปลก” ไจ๋ไขข้อสงสัย ถึงม่อนจะรู้อยู่แล้ว ทว่าสำหรับแก๊งโอตาคุ พวกเขาไม่สนเื่หยุมหยิมเหล่านี้ ต่อให้คนมาชี้หน้าด่าก็แค่เดินหนี ถ้าไม่ชอบใครแค่ไม่ยุ่ง
“วังเหนือมันจะเป็ไงบ้างวะ” ม่อนห่วงเพื่อน
“คงไม่เป็ไรหรอกมั้ง” จิ๋วคิดแง่ดี “ถ้าเจ็บหนักอาจารย์คงพาไปทำแผลก่อนแล้ว”
“แต่เมื่อกี้นี้เราก็ไม่เห็นมันนะ” ไอ้ม่อนประสาทแดกกว่าใคร
“เอางี้ พวกมึงไปเข้าแถวกันก่อน เดี๋ยวกูไปสืบให้” ไจ๋อาสาใช้ความเสือกของตนให้เป็ประโยชน์ มันบอกเสร็จก็วิ่งแจ้นย้อนกลับทางเดิม จิ๋วกับม่อนได้แต่มองตามหลังที่แล่นฉิวห่างออกไป
????
“ตกลงเื่มันเป็ยังไง” จิ๋วเอ่ยถามเมื่อไจ๋โผล่หัวกลับมาที่ห้องเรียน ไม่ใช่แค่จิ๋วอยากรู้ เพื่อนในห้องบางคนตีวงล้อมเข้ามา อีกส่วนเงี่ยหูรอฟัง
“อาจารย์เรียกผู้ปกครองทั้งคู่เลยว่ะ กูเห็นพ่อวังเหนือใส่สูทเดินหล่อเข้าโรงเรียน ส่วนพ่อไอ้โอมก็มาทั้งชุดตำรวจ”
เสียงอู้วววดังประสาน การเชิญผู้ปกครองทันทีถือว่าเป็เื่ใหญ่ อีกทั้งนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทั้งคู่ทะเลาะกัน ซ้ำไอ้โอมยังมีเื่นับไม่ถ้วน
“วังเหนือมันกลับขึ้นไปเรียนแล้ว แต่ไอ้โอมน่าจะถูกพักการเรียนอีก ครั้งนี้เป็ครั้งสุดท้ายแล้วได้ยินอาจารย์ว่างั้น” ไจ๋ถึงขั้นเอาหูแนบบานหน้าต่างไม้หลังห้องปกครอง ดีที่เสียงอาจารย์ดังกังวานฟังชัดถ้อยชัดคำ ภารกิจหน้าต่างมีหูประตูมีช่องของไจ๋จึงสำเร็จลุล่วงด้วยดี
“จังมันขนาด หมาหมู่” เพื่อนสาวนางหนึ่งว่า
หน้าตาหล่อเหลาทำให้คนลำเอียงได้ก็เื่หนึ่ง แต่นิสัยโดยรวมจะตัดสินว่าควรรักหรือควรชัง ใครจะชอบอันธพาลสร้างเื่ไปวันๆ จิ๋วไม่เข้าใจคนที่ใช้ชีวิตแบบโอม เขาไม่ใช่นักสังคมสงเคราะห์หรือนักจิตวิทยาเด็กต้องมานั่งวิเคราะห์พฤติกรรมใคร ถ้าคนรักดีทำไมจะดีไม่ได้
หรือบางทีด้วยอคติ จิ๋วเลยลำเอียงเข้าข้างวังเหนือนั่นเอง
“สงสารวังเหนือมัน หน้าหล่อๆ ช้ำหมด”
หน้าช้ำเหรอ ถ้าอย่างนั้นไอ้โอมมันก็จงใจต่อยตีที่หัวตรงๆ เลยนี่หว่า บัดซบ
“เดี๋ยวจิ๋ว มึงจะไปไหน เซนเซจะมาแล้วนะมึง” ม่อนฉุดมือเพื่อนที่ลุกขึ้นยืนกะทันหัน
“กู กูปวดขี้”
ขัดขวางคนขับถ่ายเป็บาป ม่อนปล่อยมือทันควันให้เพื่อนรีบไปปลดทุกข์ “เชี่ย รีบไปสิ แล้วนั่งเอ้อระเหยอยู่ตั้งนาน”
จิ๋วไม่ต่อความยาวสาวความยืด ขาสั้นๆ วิ่งขึ้นชั้นบนไปห้องเด็กไออีพี พอมาถึงหน้าห้องแล้ว ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ
ประตูห้องพิเศษเป็ประตูกระจก แตกต่างจากห้องทั่วไปที่เป็ประตูไม้ เพราะมีการติดเครื่องปรับอากาศ รักษาอุณหภูมิให้เหมาะกับจอภาพขนาดใหญ่และคอมพิวเตอร์จำนวนหนึ่ง จิ๋วเดินไปเดินมาอยู่หน้าห้องตกเป็เป้าสายตาเด็กด้านใน ใครๆ ต่างรู้ว่าจิ๋วเป็เพื่อนสนิทกับวังเหนือ ขณะที่จิ๋วตัดใจจะเดินกลับ ประตูก็ถูกเปิดออก
“จิ๋ว” เสียงนุ่มทุ้มเรียกอย่างอ่อนโยน
คนด้านในแทรกตัวออกมาให้เห็นว่าสภาพตอนนี้ยับเยินแค่ไหน เรียกยับเยินก็ไม่ถูกนัก มีรอยช้ำที่แก้มกับรอยแตกเหนือริมฝีปาก เสื้อผ้าเปื้อนฝุ่นยับยุ่ง ปกติอีกฝ่ายเหมือนลูกคุณหนูถูกประคบประหงม เสื้อผ้าสะอาดเรียบร้อยตลอดเวลา ดวงตาใสซื่อจนน่าสงสาร
“ทำไมไม่กลับบ้านไปวะ สภาพดูไม่ได้เลย” จิ๋วบ่น
“ไม่ได้เจ็บขนาดนั้น ผิวเราบอบบาง”
จิ๋วถอนหายใจ เข้าไปใกล้ เงยหน้าสำรวจดูหน้าคมชัดๆ ก่อนจะดึงมืออีกฝ่ายมาพลิกดูแขน ก้มดูขา
“เราโดนแค่ไม่กี่ที พวกนั้นมากันเยอะ เราสู้กลับไม่ไหวเลยวิ่งหนี”
“ฉลาด” เอาตัวรอดก่อน จิ๋วเบาใจไปเปลาะหนึ่ง กำลังจะอ้าปากถามเื่กระทบกระเทือนศีรษะ เสียงร้องเบาๆ จากคนตรงหน้าก็ดังขึ้นก่อน
“โอ้ย” มือหนาจับแก้ม “เจ็บแผล”
จิ๋วขมวดคิ้วมุ่น จดจ้องแผลถลอกใต้ฝ่ามือ พิจารณาแล้วจึงดึงมืออีกฝ่ายออกจากแก้ม กระตุกเบาๆ ชักชวน
“ไปห้องพยาบาลกันเถอะ”
วังเหนือพยักหน้า เดินไปสวมใส่รองเท้า แล้วเดินตามจิ๋วไปห้องพยาบาลอย่างว่าง่าย
“ปวดหัวไหม รู้สึกวิงเวียน มึนหัวหรือเปล่า” ระหว่างทางจิ๋วก็ถามอาการไปด้วย
“ไม่เลย ไม่ได้แรงขนาดนั้น”
“จริงนะ”
“จริงๆ แค่เจ็บตึงๆ ตรงนี้” ตรงแก้มช้ำ
ถึงห้องพยาบาล ครูพยาบาลประจำโรงเรียนเพียงมองหน้าวังเหนือก็รู้ว่ามาด้วยเื่อะไร
“เด็กวัยรุ่นเืร้อน ไปนั่งที่เตียงทำแผลก่อนสิ แล้วนี่คู่กรณีเหรอ” คุณพยาบาลหันมองจิ๋ว ประเมินด้วยสายตาเกินคาด
“ผมเปล่านะครับ แค่มาส่งเพื่อน”
“อ้อ มาส่งเพื่อนสินะ ช่วยหยิบน้ำเกลือบนชั้นให้ที”
จิ๋วเดินไปหยิบน้ำเกลือขวดใหม่ในตู้ แล้วเดินตามไปยังเตียงทำแผล น้ำเกลือถูกเทลงบนกระปุกเหล็กใส่สำลี คุณพยาบาลใช้ปากคีบปลายมนคีบสำลีเช็ดแผล ท่าทางคุ้นชินกับเครื่องมือ
“ครูคร้าบ ครู ผมปวดต๊อง จ้วยผมจิ่มครับ ปวดจะตายแล้วครับ”
เสียงเด็กมอต้นหน้าห้องร้องโอดโอย มีเพื่อนสองคนช่วยประคองกันมา
“เธอมาช่วยเช็ดทำความสะอาดแผลหน่อย”
จิ๋วชี้หน้าตัวเอง เขานี่นะ เขาเคยทำแผลให้ใครที่ไหน ไร้ปฏิกิริยาตอบรับจากคุณพยาบาลประจำโรงเรียน เมื่ออีกเคสดูด่วนกว่า จิ๋วเงี่ยหูฟังอยู่ครู่หนึ่ง พอหันมาเจอสายตาหมาหงอยจากคนที่นั่งบนเตียงเขาก็ถอนหายใจ เหลือแต่จิ๋วนี่แหละ
อันดับแรกต้องล้างมือ เสร็จแล้วหยิบปากคีบขึ้นมา มือจิ๋วสั่น อย่างว่าคนไม่เคยใช้ จะให้ชินมือั้แ่ครั้งแรกเลยคงยาก
“เราไม่เคยทำแผลให้ใครมาก่อน” บอกไว้ก่อนนะ
“เป็เกียรติมากที่เป็คนแรกของจิ๋ว” คนเจ็บหยอก
จิ๋วกดสำลีลงไปจนวังเหนือต้องซี้ดปาก ดวงตาคนทำแผลพราวระยับ รู้สึกสะใจขึ้นมานิดๆ แฮะ ห้องพยาบาลเงียบลงชั่วคราว จิ๋วเช็ดทำความสะอาดแผลจนสะอาด ทว่าขั้นตอนต่อไปเล่า
หัวทุยชะโงกดูด้านนอก คุณพยาบาลกับเด็กมอต้นหายไปแล้ว อาการปวดท้องของเด็กคนนั้นคงหนักหนาเอาการจนต้องมีการส่งตัวไปโรงพยาบาล จิ๋วกุมขมับ หันกลับมายังคนบนเตียงทำแผล
“รอแป้บ ขอเสิร์จหาก่อนนะ ว่าต้องยังไงต่อ” ไม่รู้ก็ค้นหาสิ “ฟกช้ำต้องประคบเย็น ประคบเย็น ตู้เย็นอยู่ไหนล่ะ” มองหาตู้เย็นห้องพยาบาลเป็การใหญ่
“อยู่ห้องเก็บยาข้างๆ” วังเหนือเฉลย
จริงด้วยแฮะ จิ๋วเดินไปเอาถุงประคบในช่องแช่แข็งออกมาพันผ้าไว้ จากนั้นรีบสาวเท้ากลับไปหาคนเจ็บ วางถุงประคบลงบนแก้มช้ำเบาๆ
“ถือไว้”
“ขอบใจนะ”
จะมามองตาซาบซึ้งอะไร จิ๋วไม่มีอารมณ์ซึ้งด้วยหรอกนะ ในใจยังหงุดหงิดไอ้โอมไม่หาย
“วันนี้เอารถมาเหรอ ได้ยินว่าถูกไอ้โอมตีที่ลานจอดรถ”
วังเหนือส่ายหัว เล่าเนิบนาบทั้งเนื้อหาบู๊แอคชั่น
“ถูกลากไป มากันหลายคนดิ้นไม่หลุด ตอนมันต่อยเรา มีคนล็อกไว้ พอเราหลบ เพื่อนมันเลยโดนแทน หลังจากนั้นก็ชุลมุนไปหมด เราเลยมีจังหวะสะบัดหลุดออกมา”
จิ๋วถอนหายใจ “ไม่ปวดหัวแน่นะ คืนนี้ถ้าดูท่าไม่ดีก็รีบไปหาหมอ อย่าปล่อยทิ้งไว้ ใครจะรู้สาเหตุอาจจะมาจากเื่นี้ก็ได้”
วังเหนือยิ้มพยักหน้ารับคำ “เราดีใจนะที่จิ๋วห่วง”
“ใครๆ ก็ห่วง ไอ้ม่อนประสาทแดกแล้วตอนนี้”
“อือ”
จิ๋วจ้องหน้าหล่อๆ ที่มีประคบเย็นแปะอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเอาตัวลงไปเป็ไม้กันหมา หมาที่ไม่ได้หมายถึงคนมาตามจีบ แต่เป็อันธพาลเืร้อนชอบหมาหมู่อย่างไอ้โอม
“พรุ่งนี้เป็ต้นไป เราจะรออยู่หน้าโรงเรียน”
วังเหนืออยากบอกจิ๋วเื่ที่พ่อของตัวเองจะให้ลุงศรีรับส่งถึงหน้าประตูทุกวัน ไม่ให้คาดสายตาจนกว่าจะเห็นลูกชายตนถึงมือครู แต่เขาก็อยากเดินเข้าโรงเรียนกับจิ๋วทุกวัน
“อื้อ แต่ขากลับจากนี้ไปพ่อคงให้ลุงศรีมารับทุกวัน”
“ถ้าอย่างนั้นเราจะรอเป็เพื่อน จะไม่ให้คาดสายตาเลยแม้แต่วินาทีเดียว”
วังเหนือหัวเราะกับท่าทางจริงจังของจิ๋ว
????