บทที่ 47
ชายคนนั้นตะโกนขึ้นเสียงดังด้วยความตกใจ นทีเองก็หันมามองตาม “อ่าว ท่านผบ.ทร เองเหรอครับ” ใช่แล้วเขาคือผบ.ทร คนนั้นเอง เขาก็คิดๆอยู่ว่านามสกุลหน้าบ้านมันดูคุ้นๆ ผบ.ทร ลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้ามาเชิญเขามานั่งด้วยตัวเอง ท่ามกลางความสงสัยของใครหลายๆคน “เชิญครับท่าน เป็นเกียรติ์อย่างยิ่งที่ท่านได้มาเยือนยังตระกูลของเรา” ผบ.ทร หลังจากเห็นอะไรหลายๆอย่าง เขาไม่ใช่คนโง่ ดังนั้นเขาก็ต้องศึกษาข้อมูลก่อน เผื่อได้พบเจอตัวของนทีอย่างเช่นวันนี้อีก นทีก็เดินไปนั่งอย่างงงๆ เพราะเท่าที่เขาจำได้ ผบ.ทร ก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรของเขามากนัก ก่อนที่เขาจะนั่งอยู่หัวโต๊ะของอีกฝั่งตรงข้ามกับเจ้าบ้าน หรือ ก็คือตัวของผบ.ทร นั้นเอง เขาได้รับการดูแลที่ดีเป็นอย่างมาก เพื่อนๆก็ก็งงๆตามๆกันไป แต่ก็ไม่มีใครกล้าถามอะไรมากในตอนนี้ บรรยากาศเริ่มที่จะเงียบลงไป ต่างคนต่างทานอาหารกันไป แม้แต่ตัวของผบ.ทร เองก็ไม่กล้าแม้แต่จะเอยออกเลยสักคำ ถ้าในตอนนี้มีเสียงของเส้นผมตกลงพื้น มันก็คงจะดังก้องไปทั่วคฤหาสน์หลังนี้อย่างแน่นอน หลังจากที่ทานอาหารเสร็จ นทีก็ขอตัวกลับบ้านไปพักผ่อน ผบ.ทร เดินมาส่งเขาด้วยตัวเอง พร้อมกับให้ของขวัญไปหนึ่งอย่างนทีรับของขวัญมาอย่างงงๆ ก่อนจะขับรถของตัวเองออกไปจากคฤหาสน์หลังนี้ เมื่อนทีจากไปทั้งครอบครัวก็หันกลับมามองที่ ผบ.ทร เมื่อท่านที่ได้เห็นอย่างนั้นก็เอยขึ้นมาว่า “เราควรไปคุยกันข้างในจะดีกว่า” จากนั้นเขาก็หันหลังแล้วเดินเข้าไปยังบ้านพัก เมื่อสมาชิกภายในบ้านอยู่จนครบท่านผบ.ก็เริ่มเอยกับหลานสาวของเขาเป็นคนแรก “น้ำ หลานสนิทกับท่านนทีมากน้อยแค่ไหนกัน” น้ำที่โดนปู่ของเธอเอยถามก็สะดุ้งตัวโย่งเล็กน้อย จากนั้นก็ทำท่าทางที่ดูเขินอายออกมา มันก็แสดงเป็นในๆแล้วว่าเธอค่อนข้างสนใจในตัวของนที แต่ก่อนที่เธอจะได้พูดอะไรออกมา ปู่ของเธอก็เอยขึ้นมาว่า “หลานของเธอคงหลงชอบท่านให้แล้วซินะ เอาเถอะหลานก็พยายามทำให้เต็มที่เข้าละ คนๆนี้ปู่อนุญาตให้คบหาได้ แต่ตอนนี้หลานออกไปก่อนก็แล้วกัน” แม้เธอจะงงๆกับคำตอบอยู่บ้าง แต่เธอก็แอบดีใจที่ปู่อนุญาตให้คบหากับนทีได้ ในตอนแรกเธอกลัวว่าปู่จะไม่ยอมรับ แต่ทุกอย่างมันกำลังจะไปได้สวย เธอจึงคิดว่าลุกหนักขึ้น แล้วเดินออกไปจากห้องด้วยความดีใจและสงสัยในเวลาเดียวกัน เมื่อหลานสาวออกไป ตอนนี้ก็เหลือเพียงแค่ วินัยที่เป็นบุตรชาย และลูกสะใภ้อมรรัตน์ ท่านผบ.ทร ก็เอยขึ้นมาอีกครั้งว่า “เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก และถูกบรรจุในความลับระดับชาติเมื่อเร็วๆมานี้” “เรื่องของเจ้าหนูนั้นนะเหรอครับคุณพ่อ ...อ..” ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไรไปมากกว่านั้น ก็ถูกตะคอกกลับมาจากพ่อของเขาเอง “หยุดเดี๋ยวนี้ ต่อไปนี้ให้เรียกท่านว่า ‘ท่านนที’ เพียงเท่านั้น” ผบ.ทร พูดเพียงแค่นั้นก่อนที่จะยกหูโทรศัพท์ส่วนตัวขึ้นมาแล้วกดสายออกไปยังเบอร์โทรหนึ่ง เมื่อปลายสายรับสาย ท่านผบ.ก็พูดออกมาเพียงไม่กี่ประโยค “ท่านกานต์ ผมมีความจำเป็นที่จะต้องเปิดเผยความลับ และผมคิดว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อคุณท่าน” เขาพูดเพียงแค่นี้ และแน่นอนมันก็หมายถึงยมทูตกานต์นั้นเอง “รอสักครู่ ผมกำลังเดินทางไป” และเพียงไม่กี่วินาทีหลังจากวางสาย วินัยกับอมรรัตน์ที่รออยู่นั้นเองก็ตกใจเพราะการปรากฏชายหญิงคู่หนึ่งออกมาจากความว่างเปล่า ด้านหลังโซฟา ท่านผบ.ทร ลุกจากที่นั่งและเดินไปคุกเข่าอย่างกับท่าทางอัศวิน “ยินดีต้อนรับท่านกานต์ และท่านกิ่งขอรับ” ทั้งสองพยักหน้าให้เล็กน้อยก่อนจะเดินไปนั่งที่ทางผบ.ทรได้จัดเตรียมไว้ให้ ก่อนจะเอยอกมาว่า “ท่านวิเชียรมั่นใจแค่ไหนว่าจะให้บุตรชาย และลูกสะใภ้ของท่านจะมีประโยชน์ และรับรู้เรื่องพวกนี้ได้” “แน่นอนครับท่านกานต์ บุตรชายของผมจะขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดของกองทัพเรือ และควบคุมกองทัพเรือในอนาคตต่อจากผมในเวลาอันใกล้นี้ ส่วนลูกสะใภ้ของผม เธอเป็นผู้บริหารสูงสุดของธุรกิจเกี่ยวกับสื่อที่เป็นช่องๆหนึ่ง เธอสามารถควบคุมสื่อได้ในระดับหนึ่งเลยทีเดียวขอรับ” วิเชียรหรือก็คือท่านผบ.ทร พูดออกมา “อย่างนั้นเหรอ ฟังแล้วก็น่าจะมีเหตุผลอยู่ ก็ได้ เราจะรับบุตรทั้งสองของเจ้าเข้ามาเป็นสมาชิกขององค์กร และแน่นอนว่าเมื่อพวกเจ้ารู้เรื่องพวกนี้แล้ว พวกเจ้าจะถอนตัวไม่ได้ ทั้งมีชีวิต และไม่มีชีวิต และเพื่อความถูกต้อง พวกเจ้าต้องทำสัญญาวิญญาณกับเราก่อน” กานต์พูดออกมาพร้อมกับจ้องไปที่ทั้งสองคน แม้ทั้งสองจะกังวลเล็กน้อย แต่ด้วยความเป็นมนุษย์ที่มีความต้องการอยากจะรู้เรื่องของชาวบ้าน หรือที่เราเรียกกันว่าเผือกก็บังเกิดขึ้น วิเชียรก็พูดขึ้นมาเพื่อให้ทั้งสองบุตรของเขาได้รับรู้ “เอาละก่อนอื่นขอแนะนำให้รู้จักท่านทั้งสองก่อน ท่านนี้คือท่านกานต์ และอีกท่านคือท่านกิ่ง พวกทั้งสองท่านเป็นยมทูต!” “อะไรนะคะคุณพ่อ หนูฟังไม่ทัน” อมรรัตน์พูดออกมา ทางด้านสามีของเธอเองก็เหมือนกันที่ทำหน้างงๆ มันทำให้กานต์หัวเราะออกมาอย่างชอบใจ “ฮ่าๆ ข้าละชอบจริงๆ ดูหน้าของพวกเจ้าสิ ..... ฮ่าๆ ... เอาละกิ่งรับช่วงต่อจะดีกว่านะ เดี๋ยวจะไม่เข้าใจอะไรกันสักอย่างพอดี” “ค่ะหัวหน้า” เธอตอบรับ แล้วก็แสดงพลังออกมาให้กับทั้งสองได้รับชม มันทำให้ทั้งสองคนรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก และใช้เวลาทำความเข้าใจสักเล็กน้อย ก่อนที่กิ่งจะเอยขึ้นมาว่า “ก่อนอื่นขอแนะนำตัวสักเล็กน้อย เราชื่อยมทูตกิ่ง รุ่นที่ 39 อย่างที่รู้เราเป็นยมทูต และเราเป็นองค์ลับที่ทำงานขึ้นตรงกับเจ้าแห่งความตายเท่านั้น” “หน้าที่ของพวกเราคือการดำเนินการนำพาวิญญาณสู่ปรโลก และหน้าที่อีกอย่างที่เราพึ่งได้รับมาคือ ช่วยเหลือพระสหายของเจ้าแห่งความตายไม่ว่าจะเป็นด้วยเรื่องใดก็ตาม และพระสหายผู้นั้นก็คือ ท่านนที ที่ดำรงตำแหน่ง ผู้แทนแห่งความตายอยู่ในตอนนี้” เมื่อเล่ามาถึงจุดนี้แล้ว ทั้งสองคนจากที่ตกตลึงกลับเปลี่ยนเป็นตื่นเต้นสะอย่างงั้น “ก่อนอื่นเราต้องทำพันธะสัญญากันก่อน พวกเจ้าจะตกลงไหมที่จะทำ ถ้าไม่เราจะได้ลบความทรงจำของพวกเจ้า” กิ่งพูดออกมาอีกครั้ง ทั้งสองคนมองหน้ากันเล็กน้อย ก่อนที่ทุกสองจะมองไปที่พ่อของพวกเขา ผู้เป็นพ่อพยักหน้าให้หนึ่งครั้ง และทั้งสองก็ตอบตกลงไปด้วยความมั่นใจ จากนั้นพิธีก็เสร็จลงไปโดยใช้เวลาไม่นาน ก่อนที่ยมทูตกานต์ และกิ่งจะจากไป และทิ้งให้วิเชียรเป็นคนเล่าเรื่องขององค์กร และหน้าที่ต่อ เมื่อยมทูตทั้งสองจากไป วิเชียรก็กำลังจะเล่าเรื่อง แต่ทั้งสองเหมือนมีอะไรที่จะพูดหรือจะถาม แต่ก็ดูเหมือนทั้งสองยังคงเงียบอยู่เหมือนไม่กล้าที่จะถามอะไรเลย “เอาละ ก่อนอื่นพ่อรู้ว่าลูกมีคำถามมากมาย แต่ก่อนอื่นพ่อจะเล่าอะไรให้ฟังก่อน พวกลูกจำได้ไหม เกี่ยวกับเหตุการณ์ปล้นกลางห้างเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน” “จำได้ ครับ/ค่ะ” ทั้งสองพูดออกมาพร้อมกัน ก่อนที่วินัยจะเป็นคนพูดก่อน “เหตุการณ์นั้นมันทำให้ตำรวจ และทหารอย่างเรายุ่งมากตลอด 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมจำได้ไม่เคยลืม” “ใช่ค่ะคุณพ่อ สำนักข่าวภายใต้สังกัดของหนูเองก็เหมือนกัน ต้องวิ่งทำข่าว ค้นหาข้อมูลของผู้ก่อการร้ายกันอย่างหนัก กว่าจะทำข่าวได้” อมรรัตน์กล่าวเสริม