บุ๋ง… บุ๋ง…
ที่นี่ที่ไหน…?
เลเวียร์รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจมดิ่งลงไปในห้วงทะเลลึก เขาซึ่งไร้สิ้นแรงไม่อาจฝืนพาตัวเองหนีจากแรงโน้มถ่วงที่ดึงเขาสู่ก้นบึ้งที่มืดมิดได้ แสงอาทิตย์ที่ส่องเจิดจ้า้าค่อย ๆ ริบหรี่ สีฟ้ารอบตัวเริ่มเข้มขึ้นจนกลายเป็สีน้ำเงิน จากสีน้ำเงินเข้มขึ้นเป็สีคราม เขาอึดอัดเพราะแรงกดดันจากน้ำรอบตัว ตื่นกลัวกับความโดดเดี่ยวที่น่าใจหาย ความวังเวงสุดขีดนั้นกระตุ้นให้เขาขยับร่างกาย แหวกว่ายขึ้นสู่ผิวน้ำไวที่สุด แต่ไม่ว่าออกแรกกวักน้ำเท่าใด ตีขาขนาดไหน แสงอาทิตย์เหนือน้ำดวงจ้อยก็ยิ่งห่างออกไปราวกับความพยายามสุดแรงเกิดนั้นไร้ผล จนกระทั่งดวงอาทิตย์บนหัวได้หายลับไป ทิ้งเขาไว้อยู่กับความมืดมิด ตัวของเลเวียร์สั่นเกร็ง หัวใจสั่นระรัว ความเย็นะเืแทรกผ่านิัไปจนถึงกระดูกดำ
มองไม่เห็น แม้จะเบิกตากว้างขนาดไหน
ไม่มีใครเห็น แม้จะทำตัวโดดเด่นมากขนาดไหน
ไม่ได้ยินเสียง แม้จะเงี่ยหูขนาดไหน
ไม่มีใครได้ยิน แม้จะกรีดร้องดังขนาดไหน
รู้สึกราวกับเด็กน้อยที่ถูกขังอยู่ในตู้เสื้อผ้าที่กว้างขวางสุดลูกหูลูกตา เอื้อมมือเฟ้นหาอะไรบางอย่างเพื่อไขว่คว้าไว้ แต่สิ่งที่ััได้คือความหน่วงของน้ำที่ผ่านิั
ว่างเปล่า…
วาบ…
แสง?
เขาสังเกตเห็นแสงสว่างจุดเล็กด้านหลัง ด้วยความหวังว่านั่นจะเป็ทางออกของคุกท้องทะเลแห่งนี้ เขารีบกวักมือ ถีบขา ตะเกียกตะกายสุดกำลังไปหามัน
ใกล้ขึ้น…
ดวงไฟดวงจ้อยยิ่งสว่างขึ้น…
กว่าจะรู้ตัว เขาพบว่าแสงสว่างนั้นไม่ใช่แค่จุด ๆ เดียว แต่มันคือจุดสีแดงสว่างสองจุดที่อยู่ใกล้ชิดกันมากจนมองไกล ๆ เป็จุดเดียว ทั้งคู่เปล่งประกายงดงามราวกับทับทิมเม็ดเล็กที่เจิดจรัสในความมืดมิด เขายิ่งแหวกว่ายเข้าไปใกล้มันทุกที จนจุดสองจุดนั้นแยกออกห่างจากกัน
ห่างขึ้น…
และห่างขึ้น…
เขาถูกดึงดูดด้วยประกายสีแดงอันน่าหลงใหล ก่อนจะหยุดชะงักอยู่กับที่เมื่อเห็นเงาขนาดั์ที่อยู่ระหว่างสองจุดนั้น เขาเพ่งสายตามองและสังเกตว่า ทั้ง ๆ ที่ตัวเองหยุดเคลื่อนไหวแล้ว ทว่าแสงสว่างสีแดงยิ่งเข้าใกล้เขายิ่งขึ้น
ใกล้ขึ้น…
ใกล้ขึ้นทุกที…
จนกระทั่งจุดสีแดงนั้นอยู่ในระยะสายตา เขาจึงตระหนักได้ว่าแสงสว่างที่เห็นนั้นไม่ใช่ทางออกที่เขาเสาะหา …
แต่เป็ดวงตาของสัตว์ร้ายขนาดั์ที่ว่ายวนอยู่ในนรกอันมืดมิดแห่งนี้
สัญชาตญาณของเขาทำให้เขาหันหลัง แล้วเอามือกวักน้ำ ตีขาออกอย่างบ้าคลั่ง พยายามหนีให้ห่างจากมันให้เร็วที่สุด แต่ความหน่วงในท้องทะเลแห่งนี้ ไม่อาจพาเขาหนีพ้นจากมันไปได้
มันเข้าใกล้ขึ้น…
เข้าใกล้ขึ้นทุกที…
เขากรีดร้องดังลั่น เอื้อมมือขวาไปข้างหน้า เขาเห็นฟันสีดำจาก้าและด้านล่างกำลังประกบปิดด้านหน้า
งับ!
“อ้…าาาา…กก….าาาา ก…กกกก”
เขาลืมตาตื่นขึ้น รู้ตัวว่าเพิ่งตื่นจากฝันร้ายที่สุดในชีวิต ะโลั่นสุดแรงเกิด เสียงแฝงด้วยความหวาดกลัว ความเ็ป ทั้งก้องยาวและสิ้นหวัง แต่เลเวียร์กลับได้ยินเสียงตัวเองขาด ๆ หาย ๆ เห็นแค่ฟองอากาศสีขาวลอยออกจากปาก ััเย็นวาบที่ิั ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้ตื่นจากฝันแล้วแต่ไฉนเขากลับรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจมอยู่ในน้ำไม่มีผิด แต่ต่างกันกับความฝันเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง เพราะที่นี่ทั้งแคบและสว่างจ้าจนตาเบลอไปหมด เมื่อพอปรับสายตาได้ เขาเห็นสายระโยงระยางราวกับเถาวัลย์ปักอยู่ทั่วร่างกายั้แ่หัวไหล่ลงไป ด้วยความตื่นตระหนก เขาปลุกกล้ามเนื้อแขนและขาให้ขยับ ทว่าแขนทั้งสองข้างถูกมัดไขว้หลัง ส่วนขาก็ถูกมัดด้วยโซ่ล่ามอันหนักอึ้ง ถูกมัดราวกับมัมมี่ที่บรรจุอยู่ในโลงศพแล้วถูกโยนถ่วงน้ำไม่มีผิด เขาหันซ้ายทีขวาที ขยับคอไปมาจนหัวกระแทกกับของแข็งเบื้องหน้า…
ปึก…
กระจกงั้นหรอ!? ที่นี่ที่ไหน!? ทำไมฉันถึงอยู่ที่นี่!?
ทันทีที่รู้ว่าตรงหน้าคือกระจก เขาแหงนหน้าขึ้น แล้วเอาหน้าผากโขกมันอีกครั้ง
แอ๊…ด… แ….ด…. อ๊…. ด
เสียงแปลกประหลาดที่ขาดหายไปมาพร้อมกับไฟสีแดงที่กระพริบข้างใน ยิ่งทำให้เขารู้สึกตื่นกลัว เขาดิ้นหนักขึ้นเพื่อให้ตัวเองหลุดออกจากพันธนาการ เห็นของเหลวสีส้มไหลจากสายยาง้า ตาเขาเบิกกว้างด้วยความใ เมื่อรู้ว่าเส้นสายนั้นต่อกับเข็มที่เสียบตรงหัวไหล่เขา
อะไรน่ะ!? ของเหลวนั่นมันอะไร!?
อย่านะ! ไม่เอา! อย่า..!!
สูบ…
ของเหลวนั้นไหลเข้าสู่ร่างกายเลเวียร์ทำให้ตาพร่ามัว อ่อนล้าจนไม่อาจคงสติได้อีก ก่อนจะจมดิ่งสู่ความมืดมิดอีกครั้ง…
ปิ๊ป… ปิ๊ป…
เสียงสัญญาณเข้าเครื่องโทรศัพท์ในห้องประชุดที่สว่างจ้า
“ว่าไง?” นิ้วชี้ปริศนากดปุ่มรับสาย เสียงของชายแก่ถามอีกฟากราวกับรู้ว่าทางนั้นโทรมาเพื่อแจ้งเหตุเร่งด่วน
“ท่านครับ! สกายเรสเซอร์ได้สติแล้วครับ! พร้อมกับพลังมนตราที่มากขึ้นด้วย!” ผู้รายงานเสียงตื่นะโ “ตอนนี้เราฉีดยาระงับประสาทกับระงับมนตราไปแล้ว! ถ้าเขาตื่นขึ้นมาอีกทีพร้อมกับพลังมนตราที่มหาศาลกว่าเดิม โหลแก้วอาจจะต้านพลังมนตราไม่ไหวก็ได้! ช่วยรีบตัดสินใจด้วยครับ!”
“อืม… เข้าใจแล้ว” เขาตอบกลับไปอย่างใจเย็น ก่อนจะวางสาย แล้วหันหน้าเข้าโต๊ะประชุมที่มีสัญลักษณ์ของกรมตำรวจปราบปรามริงเกอร์สลักไว้ที่กึ่งกลาง ที่ ๆ มีเ้าหน้าที่กว่าร้อยชีวิตนั่งขนาบซ้ายขวา
“เอาล่ะ สุภาพบุรุษและสุภาพสตรีทั้งหลาย… พวกเรามาหาข้อสรุปกันเถอะ” ผู้บัญชาการโอเรก้อน ไฟร์ ชายแก่ผู้สวมผ้าปิดตาที่นั่งหัวโต๊ะประกาศเพื่อหาข้อยุติการประชุมที่ยาวนาน 2 ชั่วโมง เขาเอามือลูบเคราสีน้ำตาลที่ประปรายด้วยหงอกสีเทา “ว่าเราจะทำยังไง… กับเ้าหนุ่มสกายเรสเซอร์…”
“ผู้เป็เนสริงเกอร์ดี…?”