“ หมู่นี้เจ้าเป็นอะไรกันแน่ ตั้งแต่กลับมา ดูเหมือน...” ฉินสี่เอ่ยขึ้น ขณะมองไปยังชายหนุ่มที่ยืนนิ่งเงียบอยู่ด้านข้าง และ ตอนนี้ดูเหมือนจะเหม่อลอยไปไหนต่อไหนเสียอีกแล้ว
ส่วนคู่กรณีที่กำลังนั่งอ่านจดหมายลับอยู่พลันสะดุ้งรีบหันกลับมาหาสหายร่วมเป็นร่วมตาย ก่อนเอ่ยปากอย่างร้อนตัวจนเสียอาการ
“ ดูเหมือนช่วงนี้เจ้าสอดรู้สอดเห็นเสียเหลือเกิน “ เขาไม่พูดเปล่ากลับใช้มือข้างหนึ่งทำลายจดหมายลับนั่น ส่วนอีกข้างกลับปล่อยหมัดตรงไปที่หน้าอกของสหายจนทำให้เขาต้องถอยหลังไปหลายก้าว
“ ขอบคุณที่ยั้งมือ“ ฉินสี่เอ่ยขึ้น มือข้างหนึ่งยังลูบหน้าอกไปมา หมัดนี้ของสหายนับว่าไม่เบาจริงๆ แต่ฉินหกไม่ให้ความสนใจแก่เขาอีกเพียงมองหน้าเขาแว่บหนึ่งแล้วเดินหันกายจากไป
“ เจ้านี่ ประหลาดคนขึ้นทุกวัน “ ฉินสี่ตะโกนไล่หลังอย่างไม่พอใจ ตอนนี้เขาก็ค่อนข้างไม่พอใจอยู่บ้างจริงๆ ก่อนหน้านี้ไม่ว่าเรื่องอะไร เขากับฉินหกต่างก็มีความคิดเห็นไปในทางเดียวกันมาโดยตลอดและไม่เคยมีความลับระหว่างพวกเขา แต่หลายเดือนที่ผ่านมา ฉินหกกลับดูเปลี่ยนไปจากเดิม เขาเก็บตัวมากขึ้นและไม่ค่อยได้พูดคุยหารือเหมือนดังเช่นแต่ก่อนอีก เงาในที่มืดสองคนปกติก็ไร้ญาติสนิทมิตรสหายอยู่แล้ว ตอนนี้กลับดียิ่งเหลือกันเพียงสองคนกลับทำประหนึ่งเหมือนอยู่เพียงคนเดียวในใต้หล้า และเพราะเป็นฉินหกการจะไปสืบหาสาเหตุที่เขาเปลี่ยนไปนั้น ยิ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ฉินสี่ทำได้เพียงจับพิรุธความเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆอยู่เงียบๆเท่านั้น
ฉินหกเดินเข้าไปหาเซียวหลงรายงานเรื่องที่เขาได้รับมาจากจดหมายลับ
ตอนที่เขาเดินเข้าไปภายในกระโจมทหารหลังเล็กนั่น เซียวหลงกำลังนั่งเอนหลังอ่านตำราพิชัยสงครามมืออีกข้างจับกิ่งไม้เล็กๆ วาดไปวาดมาอยู่บนกระบะทรายที่แสดงชัยภูมิของพื้นที่จำลองรวมถึงตำแหน่งวางขุมกำลังพลต่างๆ ถึงอย่างนั้นก็ตาม ภาพที่ปรากฏแก่สายตาของฉินหก เซียวหลงเหมือนจะเป็นเช่นนักปราชญ์หรือกุนซือหนุ่มหน้าหวานที่กำลังตวัดภู่กันเขียนหนังสืออย่างตั้งอกตั้งใจเสียมากกว่า หากไม่ใช่เพราะเสื้อหนังแบบทหารที่สวมอยู่ ผมเก็บรวบเกล้าสูงไว้ทั้งหมด เขาก็คงไม่คิดว่านี่เป็นกระโจมที่อยู่ท่ามกลางสมรภูมิรบอย่างแน่นอน หากจะบอกว่าเป็นเพียงสนามล่าสัตว์ก็น่าจะมีความเป็นไปได้มากกว่า
“ ต่อไป เจ้าไม่ต้องมารายงานเรื่องพวกนี้กับข้าอีก เพียงดูแลอยู่ห่างๆเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องไปใส่ใจมาก “ เซียวหลงเอ่ยขึ้นหลังรับฟังรายงานจบโดยไม่แม้แต่จะหันมามองฉินหก
เมื่อเจ้านายไม่สนใจ เขาจึงทำได้เพียงพยักหน้ารับก่อนผินกายเดินออกมา
ลับหลังฉินหก เซียวหลงจึงวางกิ่งไม้ลง แม้สายตายังจับจ้องไปที่ตำราเบื้องหน้า แต่คิ้วเฉียงกลับขมวดตึงฉายแววขัดใจอยู่จางๆ ในหัวยังคงคิดถึงสถานการณ์ต่างที่ยุ่งเหยิงพัวพันกันอยู่ในตอนนี้ ก่อนที่จะได้ยินเสียงแตรเขาสัตว์เป่ายาวรับส่งกันเป็นทอดๆ มีปัญหาใหม่แทรกเข้ามาอยู่ตรงหน้าอีกแล้ว เขารีบสวมชุดเกราะเหล็กทับเสื้อหนังสัตว์อย่างรวดเร็ว ก่อนคว้ากระบี่คู่กายก้าวยาวๆ ออกไปทันที
เมืองชายแดนทางทิศใต้
บริเวณตลาดขายของยามเช้าหน้าประตูเมือง ท่ามกลางผู้คนจำนวนมากที่ออกมาค้าขายและจับจ่ายเหมือนเช่นทุกวัน เด็กหญิงอายุประมาณไม่เกินสี่ห้าหนาว สวมแพรพรรณชั้นดี ใบหน้าจิ้มลิ้ม ผิวขาวละเอียด ในมือมีตุ๊กตาผ้าเด็กหญิงตัวใหญ่สวมใส่ชุดสีแดงอยู่ในอ้อมกอด นางถูกจูงมาเดินตลาดพร้อมกับบ่าวรับใช้กลุ่มใหญ่ รอบกายมีคนคุ้มกันหนาแน่น
ไม่ว่าข้างทางจะมีสิ่งของมากมาย รวมถึงของเล่นแปลกตาแต่ท่าทางของเด็กหญิงกลับนิ่งเฉย ไม่กระทั่งหันไปมองผู้คนที่ผ่านไปผ่านมา นางยังคงเดินตามการจับจูงไปเรื่อยๆ ประหนึ่งตุ๊กตาผ้าที่ไร้ความรู้สึกในอ้อมแขนของนาง
“ คุณหนู ท่านดูตรงนี้สิ “ หญิงนางหนึ่งยื่นกระพรวนดอกไม้เล็กๆไปเบื้องหน้านาง ก่อนเขย่าไปมาเบาๆ ทำอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะวางไว้ที่แผงดังเดิม
“ ตัวนี้เป็นหนูไขลาน ท่านลองดู ชอบหรือไม่ “ บ่าวอีกคนรีบนำเสนอของเล่นชิ้นใหม่ พร้อมขยับมือหมุนเกลียวไปด้วย ทันทีที่ปล่อยเกลียวออก ขาหนูทั้งสี่ข้างก็พลันขยับไปมาอย่างรวดเร็ว ส่งเสียงร้องกึกๆ ต่อเนื่องไปอีกพัก
แต่เด็กหญิงก็ยังคงมองด้วยสายตาไร้ประกาย หลังจากหนูไม่ขยับตัวแล้ว บ่าวหญิงก็จับจูงนางเดินต่อไป ระหว่างทางเมื่อพบเห็นสิ่งที่น่าสนใจ พวกนางก็จะชี้ชวนให้เด็กหญิงดูไปด้วยตลอดทาง
คณะของกลุ่มคนเหล่านั้นเดินไปข้างหน้าไม่ช้าไม่เร็ว แม้ว่าตอนเช้าจะมีคนอยู่อย่างหนาแน่นต่างก็เดินเบียดเสียดกันไปมา แต่เพราะมีคนคอยกันผู้คนที่เหล่านั้นอยู่ทางด้านหน้า การเดินฝ่าตรงกลางตลาดจึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับกลุ่มคนกลุ่มนี้
ตอนที่มือของบ่าวหญิงกุมมือเล็กๆของเด็กหญิงไว้อย่างหลวมๆนั้น พลันรู้สึกว่ามือของนางสั่นเล็กน้อย ก่อนที่ขาสั้นๆนั้นจะหยุดเดิน และสะบัดมือหลุดออกจากการกอบกุมของนาง ก่อนจะวิ่งซอยเท้าหายเข้าไปในฝูงชนแออัดกลางตลาด
แม้การเดินติดตามและนำตัวกลับมาจะไม่ใช่เรื่องยาก แต่บ่าวชายสูงวัยคนหนึ่งกลับยกมือห้าม ทำเพียงเดินตามหลังไปเงียบๆ เพียงไม่นาน เขากลับเห็นเด็กหญิงวิ่งเข้าไปโอบกอดที่ขาบุรุษร่างเล็กผู้หนึ่ง ท่ามกลางสีหน้าตกตะลึงอย่างคาดไม่ถึงของคนติดตามที่เหลือ แต่กลับไม่มีใครไปแยกพวกเขาออกจากกัน บ่าวชายคนนั้นเพียงเพ่งมองชายหนุ่มเบื้องหน้าด้วยแววตาครุ่นคิด
หลังเห็นเด็กหนุ่มคนนั้นไม่ได้มีทีท่ารังเกียจหรือแสดงท่าทางขับไสไล่ส่งใดๆออกมา เพียงย่อตัวลงในระดับที่เสมอกับเด็กหญิง โดยมีชายหนุ่มที่สูงกว่าเล็กน้อยยืนกันคนทางด้านข้างไม่ให้ไปกระแทกเข้ากับสองคนที่กำลังนั่งยองๆพูดคุยกันอยู่ท่ามกลางคลื่นมนุษย์มากมาย
เพราะต้องรีบหลบผู้คน กู้เซียนเซียนจึงหันรีหันขวางมองหาบิดามารดาของเด็กหญิงตัวเล็กที่กอดขานางไว้ไม่ปล่อยคนนี้ แต่กลับไม่มีคนออกมาแสดงตัว ดูจากเครื่องแต่งกายแล้ว นางคงไม่ใช่เด็กขอทานในตลาดอย่างแน่นอน เหตุใดถึงได้ปล่อยปละละเลยเด็กเล็กเช่นนี้กันได้ลงคอหนอ
กู้เซียนเซียนรีบจับไหล่เด็กน้อยประคองไปหลบที่ข้างทาง เด็กหญิงก็เดินตามมาโดยดี มือเล็กๆทั้งสองข้างยังคงทำงานอย่างหนัก ข้างหนึ่งกอดตุ๊กตา อีกข้างหนึ่งจับไปที่ชายเสื้อของกู้เซียนเซียนก่อนที่ขาเล็กๆจะซอยเท้าเดินตามไปอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่คิดว่าจะเร็วได้
ตอนที่ทั้งสามคนมาหลบยืนอยู่ข้างทาง กู้เซียนเซียนพลันมองเห็นสายตาที่จับจ้องอยู่ตลอดเวลาของเด็กแปลกหน้าคนนี้ สายตาคู่นั้นดูเปล่งประกายแม้จะเอ่อคลอไปด้วยน้ำใสๆ ปากจิ้มลิ้มอ้าๆหุบๆอยู่ตลอด แต่กลับไม่มีเสียงใดๆเล็ดลอดออกมา
เฝิงหลานพยายามมองหาญาติของเด็กผู้หญิงตัวน้อยไปด้วย นางยังไม่อยากถูกข้อหาลักพาตัวเรียกค่าไถ่หรอกนะ ถึงแม้รูปการณ์จะดูเหมือนเช่นนั้นในตอนนี้ก็ตาม
ชายกลางคนที่เดินติดตามมาห่างๆ พร้อมกับกลุ่มบ่าวไพร่เบื้องหลังจำนวนมาก กลับไม่ออกมาแสดงตัว พวกเขาเพียงยืนสังเกตุการณ์กระจายตัวกันอย่างเงียบๆ ก่อนที่ชายผู้นั้นจะหันไปกระซิบบางอย่างกับบ่าวชายข้างตัว ก่อนที่บ่าวผู้นั้นจะผละจากไปทันที
“ นายน้อย เราจะทำยังไงกันดีหล่ะทีนี้ เด็กนี่ เกิดใครคิดว่าเราไปลักพาตัวมา พวกเราจะไม่ติดคุกฟรีหรอกหรือ “ เฝิงหลานบ่นกระบอดกระแบดเสียงเบา เพราะเกรงว่าจะมีคนไม่หวังดีมาแอบอ้างเอาตัวเด็กหญิงไป นางจึงไม่กล้าเสียงดังจนเป็นจุดสนใจ
กู้เซียนเซียนลูบหัวเด็กหญิงผมจุกสองข้างเบาๆ พลางทอดถอนใจออกมา เด็กน้อยยังคงเกาะขาของนางไว้ จนตอนนี้การก้าวเดินในแต่ละก้าวของนาง แทบจะเหมือนมีปลิงตัวใหญ่เกาะติดไปด้วย
พวกนางค่อยๆเดินไปด้านข้าง มองหาที่ที่พอจะสังเกตคนผ่านไปผ่านมาได้ ก่อนที่กู้เซียนเซียนจะค่อยๆแกะแขนอ้วนป้อมของเด็กหญิงออก แล้วจับนางมานั่งลงบนตักแทน แต่แทนที่เด็กน้อยจะนั่งหันหน้าออกไปดีๆ เผื่อจะมองเห็นบิดามารดาออกมาตามหาบ้าง นางกลับหันหน้าเข้าหากู้เซียนเซียน สองมือเล็กป้อมจากที่เกาะขาบัดนี้เปลี่ยนเป็นโอบกอดคอของนางแทน
เพราะกู้เซียนเซียนทำอะไรไม่ได้ จึงได้แต่ตบหลังของเด็กหญิงไปมาเบาๆ ปากก็ถามถึงชื่อญาติพี่น้องของนางไปด้วย
แม้จะไม่ได้ยินเสียงตอบกลับ แต่สายตาที่แหงนมองตรงมาที่ใบหน้าของกู้เซียนเซียนนั้นช่างบริสุทธิ์ไร้เดียงสา ดวงตาดำกลมโตคู่นั้นราวกับจะพยายามเก็บเกี่ยวภาพใบหน้าของกู้เซียนเซียนฝังไว้ในดวงตา เก็บไว้ในส่วนลึกของสมองน้อยๆของนางแล้ว
จะโกรธก็โกรธไม่ลง สอบถามข้อมูลก็ไม่ได้ความ ทีนี้จะทำอย่างไรกันดี เด็กชายมองกลับไปกลับมาที่อาเฟิงอย่างขอความช่วยเหลืออยู่บ่อยครั้ง
แต่อาเฟิงกลับสายหัวไปมา แทนคำตอบว่า นางก็ไม่รู้เหมือนกัน ที่แย่กว่านั้นคือยืนรอนั่งรอมาเกือบสองเค่อ กลับไม่มีใครมาแสดงตัวเป็นญาติของเด็กหญิงแม้แต่คนเดียว
กู้เซียนเซียนที่ตอนนี้กลายเป็นพี่เลี้ยงจำเป็น กำลังหยอกล้อกับเด็กหญิงที่แม้จะไม่พูดคุยตอบคำถาม แต่กลับมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นเต็มใบหน้า ดวงตาวิบวับมีน้ำตาคลออยู่ยังคงจดจ้องใบหน้าของกู้เซียนเซียนไม่วางตา แม้นางจะไม่เข้าใจสถานการณ์ตรงหน้าแต่ในใจกลับรู้สึกว่าเด็กหญิงน่าจะกำลังมีความสุขมากกว่าจะทุกข์ใจจากการพลัดหลงรอบนี้ ช่างเป็นเด็กประหลาดโดยแท้
หลังจากรอไปเรื่อยๆจนคนทั้งคู่เริ่มทดท้อ และเพราะไม่กล้าซักถามคนทั่วไป เพราะหากผิดพลาดถูกแอบอ้างอาจจะทำให้เด็กน้อยถูกลักพาตัวหายไปตลอด เฝิงหลานจึงนำเสนอวิธีใหม่ นางทำท่ายืนมือไปอุ้มเด็กหญิงที่เกาะติดอยู่กับกู้เซียนเซียนหวังจะนำมาอุ้มแทน แต่ทันทีที่มือเหยียดไปถึงตัวเด็กนั่น นางก็รีบใช้สองมืออ้วนป้อมกอดคอกู้เซียนเซียนไว้แน่น
เป็นซะอย่างนี้ กู้เซียนเซียนที่ตัวเล็กแบบบาง ต้องค่อยๆพยุงตัวลุกขึ้นโดยการประคองของเฝิงหลาน โดยมีเจ้าลิงอ้วนเกาะอยู่ที่คอไปด้วย
ทั้งสามชีวิตค่อยๆเดินย้อนเข้าไปในตลาดที่เริ่มมีคนบางตาลงเล็กน้อย เฝิงหลานค่อยๆเดินไปถามแม่ค้าที่นางรู้จัก เกี่ยวกับบิดามารดาของเด็กหญิงแปลกหน้าคนนี้
แต่ทุกๆคนที่นางสอบถามกลับส่ายหัว สงสัยนี่จะเป็นครั้งแรกที่เจ้าหนูนี่เดินทางมาที่ตลาดเช้าแห่งนี้อย่างแน่นอน
หลังเดินไปเดินมาอยู่อีกหลายเค่อ กู้เซียนเซียนที่ตอนนี้แขนสองข้างอ่อนหล้าจนคล้ายจะไร้ความรู้สึกไปแล้ว นางตัดสินใจเจรจากับเด็กหญิงในอ้อมแขนเบาๆ ก่อนเห็นนางพยักหน้า แล้วยืดตัวลงมาเดินข้างๆแทน กู้เซียนเซียนจึงได้นวดไปมาที่แขนเล็กของตัวเองไปด้วยตลอดทางที่เดิน โดยไม่ต้องกลัวว่าเด็กหญิงจะพลัดหลง เพราะนางยังคงเกาะติดที่ขาและชายเสื้อคลุมข้างหนึ่งของนางอยู่ดี
เฝิงหลานที่วิ่งมาวิ่งไปอยู่นานจนเหนื่อยหอบ จึงตัดสินใจพากันออกไปนอกบริเวณตลาดและเดินไปที่กำแพงเมือง ตรงที่มีทหารยามเฝ้าอยู่ ก่อนสอบถามชื่อคนที่ผ่านเข้าออก เผื่อจะมีรายการของคนที่นำเด็กมาด้วย เพียงแต่ทหารยามเหล่านั้นล้วนไม่ให้ความร่วมมือดีๆ จนเฝิงหลานต้องยัดเบี้ยเล็กๆใส่มือ พวกเขาถึงยอมเดินไปเปิดสมุดเข้าออกเมืองดูให้ แต่เพราะมีแต่ชื่อ ไม่ได้ระบุอายุของคนเข้าออกทำให้ไม่สามารถบอกได้ว่าเด็กหญิงติดตามมากับใครและกำลังจะไปไหน
“ นายน้อย พวกเราจะกลับเข้าเมืองก่อน หรือจะเดินไปดูโรงเตี้ยมก่อนดี “ อาเฟิงเอ่ยถามเด็กหนุ่มเบื้องหน้าหลังจากคิดว่าได้ลองพยายามทำหลายวิธีแล้ว เหลือเพียงทางเดียวคือพกเจ้าเด็กนี่ติดมือไปด้วย
กู้เซียนเซียนคิดเร็วๆอยู่รอบหนึ่งก่อนเหลือบไปเห็นสายตาของเด็กหญิงที่มองตรงมา นางจึงเอ่ยถามเด็กขึ้นมาโดยไม่เกี่ยวข้องกับคำถามของเฟิงหลานแม้แต่น้อย
“ เจ้าหิวไหม “
เด็กน้อยพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ทำให้กู้เซียนเซียนยกยิ้มขึ้นมาทันที
“ เรายังไม่ต้องรีบร้อนกลับเข้าเมืองหรอก เพียงแจ้งทหารยามไว้หน่อย หากมีใครมาตามหาบุตรหลาน ให้เขารอตรงนี้สักครู่ แล้วเราจะนำตัวเด็กมาคืนให้ ตอนนี้พวกเราไปหาข้าวให้เด็กนี่กินกันก่อนเถอะ “ นางพูดพลางก้าวเดินนำไปข้างหน้าช้าๆ โดยมีเฝิงหลานที่วิ่งย้อนกลับไปทางด้านกำแพงเมือง สักพักก็วิ่งตามหลังมาติดๆ
สายตาเฝิงหลานจับจ้องที่ใบหน้าของเด็กหญิงสลับไปมากับกู้เซียนเซียนด้วยความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด กระทั้งตอนที่กู้เซียนเซียนกำลังป้อนข้าวต้มร้อนๆให้กับเด็กหญิง เฝิงหลานก็ยังคงมองไม่วางตา
กู้เซียนเซียนพลันขมวดคิ้ว “ เจ้ามองอะไรอยู่ได้นานสองนาน “
“นายน้อย บ่าวเพียงรู้สึกว่าเจ้าเด็กคนนี้ บ่าวก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเคยเจอหน้าตาแบบนี้ที่ไหน แต่นางก็มีส่วนคล้ายท่านอยู่บ้างจริงๆนั่นแหล่ะ “ เฝิงหลานเอ่ยตอบคำถามของกู้เซียนเซียนออกไป ก่อนได้ยินเสียงที่ดัดทุ้มต่ำกลั้วหัวเราะ “ ข้าเป็นบิดาของเจ้าเด็กนี่ เหตุใดหน้าจะไม่คล้ายกันเล่า “ นางตอบแล้วยิ้มขบขันไปที่เด็กน้อยที่ตอนนี้มีข้าวต้มเปื้อนอยู่แถวมุมปาก ก่อนที่กู้เซียนเซียนจะค่อยๆยื่นปลายนิ้วไปเช็ดออกให้
“ หากเจ้าเป็นบิดาของเด็กคนนี้ แล้วข้านับเป็นอะไรได้ “ เสียงของบุรุษเอ่ยขึ้นมาที่ด้านหลังของกู้เซียนเซียน
“ ห๊ะ เป็นท่าน ! ” เฝิงหลานตกใจจนเผลออุทานออกมา มือยังยกชี้ไปทางด้านหลังของกู้เซียนเซียนค้างอยู่แบบนั้น