เสียงกรงเล็บตะกุยพื้นดินดังแว่วมาจากแนวป่าด้านตะวันออก ทุกสายตาหันไปพร้อมกัน
เงาร่างของสัตว์อสูรหลายสิบตัวกำลังพุ่งเข้ามาจนฝุ่นฟุ้งกระจาย
แม้ระยะยังห่างกว่าร้อยเมตร แต่แรงกดดันที่แผ่ออกมาก็ทำให้หลายคนใจสั่น
นิโคลัสกวาดตามองรอบค่าย มีเพียงกลุ่มผู้นำและเหล่าชาวอัลมอริสเท่านั้นที่ยังคงสงบนิ่ง
ส่วนคนอื่น ๆ ใบหน้าเริ่มซีดเผือด มือกำอาวุธแน่นจนสั่น
สายตาของเขาหยุดที่หญิงสาวเอลฟ์ซึ่งยืนมองออกไปยังแนวป่าอย่างเยือกเย็น ไม่มีแม้แต่แววหวั่นไหวในดวงตา
“หากสถานการณ์คับขัน ข้าขอรบกวนพวกท่านยื่นมือช่วยเหลือด้วยได้หรือไม่?”
น้ำเสียงของเขาหนักแน่นแต่สุภาพ
เอลฟ์สาวที่แต่เดิมมักยืนเงียบอยู่หลังกลุ่ม ก้าวออกมาเล็กน้อย พลางตอบเรียบง่าย
“ท่านสุภาพเกินไปแล้ว เราอยู่ห้องเดียวกัน ย่อมร่วมรบด้วยกันอยู่แล้ว”
“ขอบคุณ”
เขาตอบสั้น ๆ ก่อนหันกลับไปควบคุมสถานการณ์ทันที
“นักเวท! แบ่งเป็นสองชุด ประสานกับมือธนู!”
น้ำเสียงเยือกเย็นแต่แฝงแรงกดดันชัดเจน
“ชุดแรก นักธนูเริ่มยิงเมื่อถึงระยะสามสิบเมตร เวทไฟโจมตีซ้ำพวกที่หลุดเข้ามาในรัศมี
ชุดที่สอง นักธนูคอยจัดการพวกที่รอดเข้ามา นักเวทลมสนับสนุน
นักเวทสลับกันโจมตี จะได้มีจังหวะร่ายเวท”
เสียงขานรับดังพร้อมกัน ก่อนแต่ละคนรีบประจำจุด
“นักดาบ มือหอก ป้องกันแนวรั้ว อย่าให้มันปีนขึ้นมาได้!”
นิโคลัสหันไปมองกลุ่มผู้นำ
“ซีรีนไปทางเหนือ คาเมเลียดูทางใต้ อัลดัสกับไคเรนประจำฝั่งตะวันตกมีอะไรผิดปกติให้ส่งสัญญาณทันที”
ทั้งสี่ขานรับพร้อมกัน มีเพียงซีรีนที่ทำหน้ามุ่ยเล็กน้อยก่อนจำใจไปตามคำสั่ง
“พวกมันมาแล้ว!”
เสียงตะโกนของนักธนูดังขึ้นพร้อมกับเงาดำที่โผล่จากแนวไม้
“นั่นมันตัวอะไร!?”
สัตว์อสูรขนหยาบสีคล้ำ ร่างใหญ่เท่าสุนัขป่า เขี้ยวคมสะท้อนแสงกองไฟ ฟันหน้าขาววาบราวดาบเหล็ก ปลายหางแหลมคมตั้งชันสั่นไหวราวหอกที่เตรียมจู่โจม
“เฟอร์เรทธอร์น!”
เอสธานอัลเคมิสหนุ่มร้องลั่น
“ระวังอย่าให้มันกัด น้ำลายมันมีพิษ!”
“เตรียมธนู!”
นิโคลัสสั่งเสียงหนักเสียงสายธนูดัง พึ่บ! ลูกศรห้าดอกพุ่งออกพร้อมกัน แหวกอากาศเป็นเส้นโค้งและเส้นตรงประสานกัน
เสียง ปัก! ดังสนั่นเมื่อศรปักกลางหลังสัตว์อสูรหลายตัว แต่พวกมันกลับเพียงสะดุ้ง แล้วเร่งฝีเท้าราวกับไม่รู้สึกเจ็บ
“เวทไฟ ยิง!”
ลูกไฟสามลูกพุ่งวาบออกไป แสงเพลิงสะท้อนในดวงตาหลายคู่ของเหล่าสัตว์อสูรที่แตกฮือหลบหนี
เปลวไฟแตกกระจายกลางฝุ่นควัน ก่อนเสียงลูกธนูระลอกใหม่และเวทลมตามซ้ำจนสามร่างร่วงลงพื้น
เหลือระยะอีกเพียงสิบเมตรจะถึงรั้วที่พวกเขาอยู่ เฟอร์เรทธอร์นสามตัวที่ใหญ่กว่าพุ่งทะยานขึ้นพร้อมกัน
เงาดำกระโจนขึ้นรั้วไม้ก่อนเล็บคมข่วนจนเศษไม้กระเด็น
“นักสู้ เตรียมตัว!!”
เสียงตะโกนดังขึ้นพร้อมเสียงโลหะกระทบ
จัสเปอร์ เอลดริดจ์ นักรบมือหอกตะโกนลั่น
“อย่าขึ้นมา! อย่าขึ้นมา!”
เขาจ้วงแทงหอกไม่ยั้งจนร่างเฟอร์เรทธอร์นตัวหนึ่งถูกเสียบทะลุอก ก่อนทรุดฮวบลงพร้อมเสียงกรีดร้องสุดท้าย
อีกสองตัวกระโจนขึ้นมา แต่โดนคมดาบฟาดใส่เป็นสาย ทั้งฟัน ทั้งแทง
เลือดสีคล้ำสาดกระเด็น ก่อนร่างพวกมันตกจากรั้วลงกระแทกพื้นเสียงดัง ตุบ!
เงียบงันเพียงอึดใจ เสียงหอบหายใจของทุกคนดังประสานกัน
“เจ้าพวกนี้แค่เทียร์หนึ่งขั้นสูง แต่หนังหนาเกินไป!”
เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างหอบเหนื่อย
“ดูสิ ธนูปักสี่ห้าดอกยังไม่ล้มเลย...”
อีกคนชี้ไปที่ร่างอสูรใต้รั้ว
“ถ้าไม่มีรั้ว ป่านนี้พวกเราคงโดนขย้ำไปแล้วแน่”
เสียงหนึ่งดังจากด้านหลัง
“ไม่เป็นเช่นนั้นหรอก เรายังมีมือโล่หลายคน นักธนูก็ปีนขึ้นต้นไม้ได้แค่เหนื่อยกว่านี้เล็กน้อยเท่านั้นเอง”
ทุกคนหันไปมอง เห็นนิโคลัสเดินเข้ามา ใบหน้านิ่งแต่สายตาอบอุ่น
“หัวหน้า แล้วจากนี้จะทำยังไงต่อ?”
เด็กหนุ่มคนหนึ่งถาม
นิโคลัสนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มบาง ๆ
“มีใครอยากลองกินเนื้อพวกมันไหม?”
“อี๋! น่าเกลียด!”
เสียงหญิงสาวหลายคนร้องพร้อมกัน
เขาหัวเราะในลำคอ
“งั้นก็ช่วยข้าอย่างอื่นแทน ใครอาสาไปขนซากพวกมันออกไปทิ้งไกลหน่อย”
“ข้าเอง หัวหน้า! แต่...ไม่มีตัวอื่นแล้วใช่ไหม?”
เบน หนุ่มชาวบ้านยกมือขึ้นถามเสียงสั่น
“ไม่มีแล้ว ดูข้างบนนั่นสิ”
เขาชี้ขึ้นไปบนฟ้า เหล่านกของเขาบินวนอยู่เหนือค่ายราวกับเป็นดวงตาฟ้าคอยเตือนภัย
“เรามีสายตาหลายคู่บนนั้น ไม่มีอะไรต้องห่วง”
เบนพยักหน้า ก่อนพาเพื่อนออกไปขนซากเหล่านั้นไปทิ้งที่ห่างไกลอย่างระแวดระวัง
ไม่นาน เซดริกเดินเข้ามา ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล
“นี่แค่ครั้งแรกยังขนาดนี้ ถ้าครั้งต่อไปจะป้องกันได้ไหม? แล้วกลุ่มอื่นจะเป็นยังไงบ้าง...”
นิโคลัสหันไปสบตาเขา น้ำเสียงหนักแน่นแต่สงบ
“เราจะเพิ่มแนวกีดขวางในทุกด้าน เจ้าช่วยพาคนไปเอากิ่งไม้ใหญ่ที่เหลือจากทำรั้วมาหน่อยเราจะทำขวากปลายแหลมป้องกันด้านหน้าไว้ และเปิดช่องไว้เล็กน้อยให้พวกมันผ่านด้วย”
“เข้าใจแล้วหัวหน้า”
เซดริกพยักหน้า ก่อนเรียกเพื่อนอีกสี่ห้าคนออกไปตามคำสั่ง
ขณะที่นิโคลัสกำลังครุ่นคิดวางแนวป้องกัน เสียงสดใสแฝงความไม่พอใจดังขึ้นจากด้านหลัง
“รอบหน้าเจ้าต้องให้ข้าสู้ด้วยนะ!”
ซีรีนยืนเท้าสะเอว ใบหน้าบึ้งตึงอย่างเห็นได้ชัด ความไม่พอใจฉายชัดในน้ำเสียง
เธอถูกสั่งให้ไปยืนยามโดยไม่ได้ลงมือสู้แม้แต่น้อย
นิโคลัสเหลือบมองเธอแล้วหัวเราะเบา ๆ
“แน่นอน รอบหน้าเจ้าจะเป็นคนเปิดเองเลยก็ได้... แต่เหลือผลงานไว้ให้คนอื่นบ้างล่ะ”
สีหน้าของเธอผ่อนคลายลงในทันที รอยยิ้มบางผุดขึ้นที่มุมปาก ก่อนจะเดินจากไปอย่างอารมณ์ดี ปล่อยให้ชายหนุ่มกลับไปทำงานต่อ
เมื่อเห็นว่าการขนย้ายซากศพและการสร้างแนวกีดขวางดำเนินไปอย่างราบรื่น นิโคลัสก็หันไปสนใจอีกเรื่องหนึ่งกลุ่มชาวอัลมอริส ยังคงแยกตัวอยู่มุมหนึ่งของค่าย แม้จะไม่ขัดขวางแต่ก็ไม่เข้าร่วมเต็มตัว
ชายหนุ่มเดินเข้าไปใกล้อย่างสุภาพ ก่อนเอ่ยถามผู้นำของพวกเขา
“พวกท่านคิดว่าเราควรทำที่พักกันอย่างไรดี?”
เอลฟ์สาวยังคงสีหน้าเรียบเย็นดุจเดิม ดวงตาสีเขียวอ่อนของเธอมองเขานิ่ง ก่อนจะเผยยิ้มจาง ๆ
“ท่านอยากให้พวกเราช่วยเรื่องการก่อสร้างใช่หรือไม่?”
“ถูกต้อง โดยเฉพาะเพื่อนชาวดวอร์ฟของท่าน... พวกเขาน่าจะชำนาญเรื่องนี้มากกว่าพวกข้า”
น้ำเสียงของนิโคลัสสุภาพและจริงใจ
เอลฟ์สาวหันไปปรึกษากับธอร์การ์ หนึ่งในดวอร์ฟสองคนในกลุ่ม ก่อนหันกลับมาตอบรับด้วยรอยยิ้มบาง
“ได้ พวกเราจะช่วย”
“ขอบคุณท่าน...”
เขาพยักหน้า ก่อนลังเลเล็กน้อยแล้วเอ่ยต่อ
“จะเป็นการเสียมารยาทหรือไม่ หากขอทราบนามของท่าน?”
เธอเงียบไปชั่วครู่ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงด้วยอำนาจเยี่ยงชนชั้นสูง
“นามของข้าคือ อีวาเอล”
“ขอบคุณ ท่านอีวาเอล”
นิโคลัสก้มหัวเล็กน้อย
“ข้าขอตัวไปจัดการงานต่อ หากมีอันตรายใด ขอได้โปรดแจ้งเราทันที”
เขาเดินนำกลุ่มดวอร์ฟไปสมทบกับเพื่อนที่เหลือเพื่อเริ่มสร้างที่พักชั่วคราว
ด้านหลัง อีวาเอลมองตามแผ่นหลังของเขาอย่างพินิจ แววตาเธอสะท้อนประกายของการยอมรับที่เพิ่มขึ้นจากก่อนหน้านี้
'ชายหนุ่มผู้นี้... มีความเป็นผู้นำที่แท้จริง แม้พลังอาจด้อยกว่าเหล่าผู้นำห้าหกคนแรก'
เธอคิดในใจ ก่อนหันกลับไปช่วยประสานงานต่อ
ระหว่างที่ทุกคนสร้างแนวรั้วและที่พัก สัตว์อสูรสี่ห้าตัวหลงเข้ามาใกล้ค่าย
หนึ่งในนั้นคือกระต่ายเขาที่ถูกยิงมาเป็นอาหาร ส่วนหมูป่าธอร์นบอร์กับมัคเกอร์แบดเจอร์เพียงเดินผ่านก่อนจะผละหนีเข้าป่าลึกไปโดยไม่เข้าจู่โจม
อาทิตย์คล้อยต่ำจนถึงยอดไม้ ความมืดใต้ผืนป่าค่อย ๆ กลืนกินแสงสุดท้ายของวัน
เหล่านกของนิโคลัสกลับมาครบทุกตัวแล้ว ยกเว้นซิลฟี่ที่ยังคงบินเล่นรอบค่ายและคุยเล่นกับซีรีนเป็นระยะ ก่อนจะได้อาหารว่างเป็นรางวัล
กองไฟสิบกองถูกจุดรอบค่ายห่างออกไปราวสิบห้าเมตร แสงอุ่นสะท้อนใบหน้าของคนที่ยืนยามอยู่บนรั้ว ที่สีหน้าเริ่มผ่อนคลายลง
กลิ่นเนื้อกระต่ายย่างฟุ้งไปทั่ว บางคนหัวเราะ บางคนพูดคุย เสียงชื่นชมดังขึ้นจากดวอร์ฟที่กำลังลิ้มรสฝีมือของหญิงสาวชาวมนุษย์
สำหรับค่ำคืนแรกในป่า มันดูสงบกว่าที่คาดไว้
หลังมื้ออาหารมีการประชุมเล็ก ๆ เพื่อจัดเวรยามและแบ่งหน้าที่เฝ้าระวังช่วงกลางคืน
เหล่านกกลางคืนของนิโคลัสสิบตัวถูกปล่อยออกไปลาดตระเวนโดยรอบ
ส่วนซิลฟี่กับเฟรย์ได้พักอยู่ในค่ายเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเหตุฉุกเฉิน
เมื่อทุกอย่างสงบลง ความมืดหนาทึบเริ่มเข้าครอบงำผืนป่า
แสงคบเพลิงและกองไฟรอบค่ายช่วยให้รัศมีส่องเห็นได้ไม่ไกลนัก แต่เพียงพอจะขับไล่สัตว์อสูรขนาดเล็กให้ถอยห่าง
นิโคลัสขึ้นไปยืนบนแนวรั้วทิศเหนือ ลมกลางคืนพัดเย็นเฉียบ
“ข้าสงสัยจริง ๆ ว่าทางเหนือจะมีอะไร...”
เขาพึมพำพลางมองออกไปในความมืด
“กลุ่มอื่นล้วนอยู่ทางใต้ มีเพียงพวกเรากับอีกสองกลุ่มที่อยู่แนวเดียวกัน”
“คงมีอสูรระดับสูง เหมือนป่าลึกทั่วไป”
เซดริกตอบขณะยืนยามอยู่ข้าง ๆ เนื่องจากตัวเขาเป็นผลัดแรก
“ยังไม่ถึงระดับที่เราจะเข้าไปยุ่งได้หรอก”
นิโคลัสพยักหน้าช้า ๆ
“คืนนี้คงไม่ง่าย... บอกผลัดถัดไปด้วยให้คอยดูนกของข้าไว้ ถ้ามันส่งสัญญาณเมื่อไหร่ แสดงว่ามีบางอย่างเข้ามาใกล้”
“ตกลง”
เซดริกรับคำ
หลังส่งคำสั่งและดูความเรียบร้อย เขาถึงกลับเข้าที่พัก
เพิงพักขนาดใหญ่สี่หลังถูกสร้างขึ้นเรียงขนานกัน แยกพักชายหญิงอย่างเป็นระเบียบ
เพื่อไม่ให้รบกวนผู้ที่หลับพักผ่อน นิโคลัสจึงเดินออกไปยังพื้นที่โล่งด้านข้างเพียงลำพัง
สำหรับนักเวท การฝึกสะสมมานาเปรียบได้กับการพักผ่อนร่างกายเช่นกันแม้ไม่ได้หลับ
มีเพียง พลังจิต ที่อาจลดลงบ้าง แต่ตัวเขาที่จัดว่ามีพลังจิตเหนือคนทั่วไปมาก การไม่ได้นอนหนึ่งคืนแทบไม่ส่งผลใดต่อร่างกาย
อากาศในป่าแห่งนี้มีพลังมานาหนาแน่นกว่าที่สถาบันหลายเท่า หากไม่ใช้โอกาสนี้ให้คุ้มค่า ออกจะน่าเสียดาย
นิโคลัสนั่งลงฝึกฝนแล้วเริ่มรวบรวมพลังเข้าสู่แกนมานา และฝึกฝนตำราสรรพสัตว์ในร่างเพื่อสะสมพลังธรรมชาติที่อยู่รอบกาย
ยามใกล้เที่ยงคืน
เสียงแมลงกลางคืนเริ่มแผ่วเบา จนในที่สุดเงียบสนิทราวป่าหยุดหายใจ มีเพียงเสียงลมพัดแผ่วที่พัดยอดไม้เป็นครั้งคราว
อากาศเย็นเฉียบแผ่ลงมา กลืนความอบอุ่นของกองไฟจนผู้ที่หลับต้องขดตัวแน่น
นักศึกษาหลายคนเริ่มรู้สึกได้ถึงความกดดันของ “ความเงียบผิดปกติ” นั้น ราวกับมีบางสิ่งเฝ้าสังเกตพวกเขาอยู่จากความมืด
ยามผลัดที่สี่ยังคงประจำการ แต่ความอ่อนล้าฉายชัด บางคนยืนสัปหงก บางคนเหม่อออกไปในเงาไม้
นิโคลัสที่นั่งขัดสมาธิอยู่พลันลืมตาขึ้น ดวงตาสีออปซีเดียนสะท้อนแสงไฟวาบ เสียงแจ้งจากสัญญาวิญญาณของเหล่านกบอกให้เขาทราบถึงสิ่งที่กำลังเข้ามา
“มันมาแล้ว”
เขาคว้าไม้เท้าเวทขึ้น กระโดดขึ้นแนวรั้วในพริบตา เสียงสั่งดังก้องทะลุความเงียบ
“สัตว์อสูรบุก! พร้อมรบเต็มกำลัง! ฝ่ายสนับสนุนเตรียมร่ายเวทเสริมพลัง!”
ในพริบตาเดียว คนทั้งค่ายตื่นตัว เสียงฝีเท้ารีบเร่งดังทั่วค่าย
เพื่อนร่วมห้องเข้าประจำตำแหน่งทั้งสี่ทิศอย่างมีระเบียบ
ดวอร์ฟทั้งสองกระชับหน้าไม้ขึ้นประจำที่ เอลฟ์ชายพาดลูกธนูพร้อมยิง เอลฟ์สาวกุมไม้เท้าเวทในมือ
ส่วนอีวาเอล ยืนดูอยู่หลังแนวรบ ดวงตาเรียบเฉยไร้กังวล ในแววตาเธอคล้ายมีรอยยิ้มเยาะเล็กน้อย ราวกับกำลังดูเด็ก ๆ เล่นกัน
เสียงฝีเท้าสัตว์หลายสิบตัวดังสั่นสะเทือนพื้นดินจากทางตะวันออก
แรงสั่นแผ่วเบาค่อย ๆ หนักขึ้นเรื่อย ๆ จนเศษดินตามแนวรั้วหล่นกระจาย
เมื่อระยะลดลงถึงหกสิบเมตร เงาดำขนาดใหญ่เริ่มปรากฏในแสงคบเพลิง เคลื่อนที่รวดเร็วเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
“เฟอร์เรทธอร์น!”
เสียงของซีรีนดังขึ้นก้องกลางความเงียบ เธอเพ่งสายตาไปยังเงาเคลื่อนไหวในความมืด ก่อนรายงานอย่างรวดเร็ว
“ราวห้าสิบตัว... เดี๋ยว นั่นมัน เฟอร์เรทเมทัล! สามตัว! มือธนูอย่ายิงมัน ต้องใช้เวทไฟหรือสายฟ้าเท่านั้น!”
ในความสลัวของราตรี เริ่มมองเห็นพวกมันได้ชัดเจนขึ้น
เฟอร์เรทเมทัลมีร่างใหญ่กว่าเฟอร์เรทธอร์นทั่วไป ขนสีเทามันวาวสะท้อนแสงไฟราวกับหนามโลหะแหลมคม
ขนแข็งหนาแน่นคล้ายแผ่นเหล็กปกคลุมทั่วลำตัว ทำให้ลูกธนูแทบไม่อาจเจาะผ่าน
พวกมันวิ่งช้ากว่า แต่มั่นคง หนักหน่วง และน่าหวาดหวั่นยิ่งกว่า
นิโคลัสสูดลมหายใจลึก ก่อนเปล่งเสียงคำสั่งชัดถ้อยชัดคำ
“ธนู! เล็งเฟอร์เรทธอร์นที่ช่องว่างระหว่างขวากไม้! นักเวทไฟและสายฟ้า ออมพลังไว้จัดการเมทัล ส่วนที่เหลือสลับกันโจมตีอย่าให้เกิดช่องว่าง!”
เขาหันไปสั่งการต่อเนื่องโดยไม่ลังเล
“เหนือ ใต้ ตก! แบ่งนักธนูและนักเวทมาช่วยทางนี้ด้านละหนึ่ง! ฝ่ายสนับสนุนร่ายเวทเสริมพลังโจมตีทันที!”
เสียงร่ายเวทเสริมพลังดังประสานกันทั่วแนวรั้ว แสงมานาเริ่มเรืองขึ้นตามจังหวะของการร่าย
ลมกลางคืนเริ่มหมุนวนรอบค่ายราวกำลังตอบสนองต่อพลังมานาที่เริ่มปั่นป่วน
“ซีรีน!”
เขาเรียกเธอเสียงหนักแน่น
“เมื่อเจ้าพร้อม... เริ่มได้เลย!
มือธนูทั้งหมด รอสัญญาณจากซีรีน!”
เสียงฝีเท้าของเฟอร์เรทธอร์นเริ่มดังชัดขึ้นทุกขณะ
เงาร่างพวกมันทะลวงออกจากแนวต้นไม้ในความมืด ราวโคลนถล่มที่พุ่งเข้าหาแสงไฟ
แต่ก่อนที่เสียงธนูดอกแรกจะดังขึ้น เสียงกระพือปีกจากทิศเหนือก็ดังแทรกเข้ามาแทนที่
นิโคลัสชะงักทันที เสียงเตือนจากพันธะสัญญา จากเหล่านกของเขา
ทว่าครั้งนี้ เสียงกระพือปีกกลับสั่นไหว เร่งถี่ และเต็มไปด้วยความแตกตื่น
เขาเงยหน้ามองเห็นพวกมันกำลังบินกลับมาพร้อมอาการตื่นกลัว หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นทันที มันไม่ใช่การกลับมารายงานธรรมดาแล้ว
ชายหนุ่มหันไปยังเอลฟ์สาวที่ยืนอยู่ใกล้เคียง
“ท่านอีวาเอล...”
เสียงเขาเรียบแต่จริงจัง
“ข้าขอรบกวนให้ท่านดูแลการต่อสู้ด้านนี้แทนข้าได้หรือไม่?”
น้ำเสียงในยามนั้นต่างจากที่เคย ไม่ได้เต็มไปด้วยความสุภาพ หากแต่เป็นน้ำเสียงของผู้บัญชาการที่ตัดสินใจแล้ว
“ได้”
คำตอบของเธอสั้นแต่มั่นคง ดวงตาของเอลฟ์สาวสะท้อนแสงไฟระยับเย็นเยียบ
“ขอบคุณ”
เขาเอ่ยสั้น ๆ แล้วหันไปประกาศกับทุกคน
“ตั้งแต่นี้ ด้านตะวันออกอยู่ในการควบคุมของท่านอีวาเอล!”
สิ้นคำ ชายหนุ่มกระโจนลงจากแนวรั้ว พุ่งตรงไปยังรั้วด้านเหนือ
ท้องฟ้าคืนนี้เปิดกว้าง หมู่ดาวพราวระยับบนท้องฟ้า
แต่เมื่อเขาหันมองทางทิศเหนือ กลับเห็นเพียงเมฆดำหนาทึบกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้
ไม่ใช่เมฆ มันกำลังเคลื่อนที่ เคลื่อนไหวเร็วเกินกว่าจะเป็นเมฆ
“ดัสค์วิง...”
เสียงของเขาแผ่วลงต่ำ แต่หนักแน่นพอให้คนรอบข้างได้ยิน
เกิดความเงียบงันขึ้นแผ่คลุม เหล่านักศึกษาทางเหนือเบิกตากว้าง สีหน้าเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัว
ไม่ใช่เพราะพวกมันทรงพลัง หากแต่เพราะความยุ่งยากในการรับมือ
นอกเหนือจากที่ค้างคาวอสูรที่บินได้ว่องไว ยังหลบหลีกเก่ง และอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ ลูกธนูแทบไม่มีผลกับพวกมันเลย เมื่อได้ยินเสียงลมแหวกอากาศพวกมันจะโฉบหลบก่อนที่ลูกธนูจะถึงตัว
“โล่ นักดาบและมีด ทีมละสองคน ไปคุ้มกันฝ่ายสนับสนุน ใช้ทักษะยั่วยุดึงพวกที่หลุดเข้ามาแล้วจัดการมือธนูไม่ต้องสนใจค้างคาว เฝ้าระวังสัตว์อสูรภาคพื้นดินเอาไว้ มันอาจอ้อมมา!”
เขายกไม้เท้าเวทขึ้นเหนือศีรษะ ก่อนร่ายเวทพายุ ลมหมุนเริ่มก่อตัวที่เบื้องหน้าก่อนใหญ่ขึ้นราวห้าเมตร
“พวกดัสค์วิง ข้าจะจัดการเอง...”
มานาแผ่กระจายจากปลายไม้เท้า ลมหมุนกลายเป็นพายุหมุนที่พยายามดูดกลืนสิ่งรอบข้าง
นิโคลัสควักมีดสั้นสี่เล่มจากเอว แล้วขว้างเข้าไปในพายุหมุนใบมีดถูกแรงลมพัดวน จนแสงสะท้อนกลายเป็นวงแหวนโลหะหมุนรอบ
เขาส่งมานาควบคุมเวทไม่ขาดสาย มานาในอากาศหมุนวนไปพร้อมกับลมพายุที่ส่งเสียงอื้ออึง
“เฟรย์ คุมพื้นที่เหนือค่าย ตัวไหนรอดลงไปก็ปล่อยให้แนวล่างจัดการ
ซิลฟี่ ระวังทางซีรีน อย่าให้พวกมันเข้าใกล้ได้”
“เข้าใจแล้ว!”
ซิลฟี่ส่งเสียงร้องคมก่อนพุ่งทะยานขึ้น พร้อมเฟรย์ที่บินประกบตามไป
ไม่นาน นกฮูกของเขาบินกลับเข้ามาในระยะยี่สิบเมตร
ด้านหลังคือกลุ่มเมฆดำที่โบยบินตามมาแน่นหนา ฝูงดัสค์วิงนับหกสิบตัว
“บินต่ำลง!”
เสียงสั่งของนิโคลัสดังก้อง
นกฮูกทั้งหมดโฉบลงพร้อมกัน ขณะเดียวกันพายุหมุนที่หุ้มใบมีดก็พุ่งสวนขึ้นฟ้า
แรงปะทะเกิดขึ้นในชั่ววินาที
เสียงปีกฉีกขาด เสียงกรีดร้องแหลมสูงดังระงม เศษร่างค้างคาวปลิวกระจาย เลือดสีเขียวสดพุ่งกระเซ็นไปทั่วพื้นดิน
ฝูงที่เหลือแตกกระจายเป็นสองข้าง ก่อนวกกลับเข้าหาแนวรั้วอีกครั้ง
ตอนนี้ การรบเต็มรูปแบบได้เริ่มขึ้นแล้ว
นักศึกษามือใหม่บางคนตะโกนอย่างตื่นตระหนกจนมือไม้ปั่นป่วน บางคนเผลอร่ายเวทซ้ำหรือเวทแตกก่อนร่ายจบ
ค่ายทั้งค่ายสั่นสะเทือนด้วยเสียงเวท ธนู และการกรีดร้องของอสูร
ทางตะวันออก เสียงระเบิดของเวทไฟและสายฟ้าดังเป็นจังหวะ สลับกับเสียงปล่อยสายธนู
อีวาเอลคุมแนวรบด้วยความเยือกเย็น สั่งการเพื่อนร่วมห้องให้คอยปิดช่องโหว่ที่เกิดขึ้นและจัดการตัวที่อ่อนแอ
ซีรีนปล่อยสายธนูจนแทบไหม้ มือเธอเคลื่อนไหวอย่างฉับไวแทบไม่หยุดพัก คอยไล่เก็บเหล่าเฟอร์เรทธอร์นที่กำลังตะกายขึ้นรั้ว
เหล่านักเวทสนับสนุนบัฟพลังอย่างไม่หยุดนักเวทรักษาเริ่มทำงานเต็มที่ เซอรินามีเหงื่อผุดขึ้นเต็มใบหน้า เสียงร่ายเวทรักษาสลับกับเสียงร้องเจ็บปวดของผู้บาดเจ็บทำให้อากาศในค่ายหนักอึ้งลง
ในหัวของใครหลายคนเริ่มมีคำถามเดิมผุดขึ้นมา
จะยอมแพ้ดีหรือไม่...
หากนี่คือกิจกรรมต้อนรับนักศึกษาใหม่... มันไม่โหดเกินไปหรือ...