โทมัสนิ่งไปทันทีไม่รู้ว่าทำไมเจคถึงถามเรื่องนี้กับเขา แต่ปฏิกิริยาของเขาก็พอทำให้เจคคาดเดาได้ลางๆ ความจริงแล้วเขาไม่สนใจด้วยซ้ำว่าคนที่มาเป็นใคร แต่พอดีกับมีคนสองคนที่แตกต่างไปจากปกติ คนแรกก็คือเออร์วินอาจารย์ของเขา ที่แตกต่างไปจากปกติก็คือขณะกำลังเกมหมาป่า ไม่เพียงแค่ทักษะการโกหกแม้แต่การคาดเดาของเขาก็จะอยู่ในระดับกลางๆ ไม่ดีไม่แย่ไม่โดดเด่นอะไรเหมือนคนธรรมดาทั่วไป ที่เจคคิดแบบนี้ไม่ใช่เพราะเขามีทักษะประเมินแต่เพราะเขาพบว่าเหมือนอาจารย์ของเขาจะมีระดับใกล้เคียงกับเขาเลยขณะเล่นเกมนี้ ส่วนอีกคนที่ต่างไปจากปกติก็คือโทมัส แต่คนๆ นี้เรียกว่าต่างไปจากปกติไม่ได้ ถ้าจะให้ดีต้องเรียกว่าผิดสังเกตมากกว่า เพราะเจคเพราะว่าโทมัสนั้นเหมือนพยายามหลีกลี้หนีหน้าไม่ต้องการพบปะกับคนที่มาเหล่านี้
คนหนึ่งทำตัวไม่โดดเด่นอีกคนพยายามไม่เจอหน้า จึงเป็นเรื่องปกติที่เจคจะสงสัยในความเป็นมาของคนเหล่านี้
“เจ้าจะรู้ไปทำไมถ้าเห็นว่าเจ้าควรรู้อาจารย์ก็บอกเจ้าเองแหละ” โทมัสพูดขึ้น เขายังจำได้ดีเรื่องที่เออร์วินบอกเรื่องนี้กับเขา ว่าเรื่องที่คนพวกนี้เป็นอัศวินศักดิ์สิทธิ์และการมาของคนเหล่านี้ก็ไม่ควรให้ใครรู้เป็นดีที่สุด เพราะในเมื่อคนพวกนี้ไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าพวกเขาคืออัศวินศักดิ์สิทธิ์ ก็ไม่ควรจะมีใครในเมืองนี้รู้
เจคพยักหน้าแม้ว่าโทมัสจะพูดอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้มีท่าทีไม่พอใจแต่อย่างใด เพราะเขาเคยทำงานให้กับมหาเศรษฐีนิสัยโฉดชั่วอย่างดอน โกเบอร์มาก่อน เขาจึงคุ้นเคยกับความจริงที่ว่าความลับบางอย่างไม่รู้เลยจะดีที่สุด เขาเพียงพยักหน้าก่อนจะพูดว่า
“ถ้าอย่างนั้นอะไรที่ควรระวังก็บอกด้วยแล้วกันจะได้ไม่พลาดทำให้อาจารย์เดือดร้อน”
โทมัสก็บอกว่า
“แค่อยากพูดเรื่องการปฏิรูปเมืองเหนือคำศัพท์แปลกๆ อย่างคำว่าวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยีอะไรพวกนี้ก็แล้วกัน โดยเฉพาะเรื่องคณิตศาสตร์ที่อาจารย์สอนและระบบตัวเลขอารบิก ถ้าเป็นไปได้อย่าให้คนพวกนี้รู้จะดีที่สุด”
เจคพยักหน้าเข้าใจก่อนจะหันไปมองการทำงานของคนในแก๊งของตน แล้วถามว่า
“เจ้าคิดว่าเครื่องชั่งน้ำหนักแบบคานเลื่อนนี่จะใช้ได้ไหม”
โทมัสปรับเปลี่ยนสีหน้าเป็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
“ไม่รู้เหมือนกันต้องคอยดูไปก่อน”
ซึ่งคนที่คาดหวังนะไม่ใช่แค่เขาแม้แต่เจคเองก็เช่นกัน เขาได้รู้เรื่องที่พ่อของจูนหายจากอาการป่วยด้วยยาแอสไพริน เขาได้รู้จักอันนาหลายอย่างเช่นยาชนิดนี้ไม่จำเป็นต้องใช้เวทย์มนต์ในการสร้าง ต้นทุนถูกผลิตได้เป็นจำนวนมากแม้ประสิทธิภาพจะสู้กับพวกโพชั่นไม่ได้ ทั้งการให้ยาต้องคำนึงถึงร่างกายของผู้ป่วยเป็นหลักจะให้มั่วซั่วไม่ได้ แต่ด้วยข้อดีของมันทำให้เข้าถึงผู้คนได้เป็นจำนวนมาก เจคได้รู้ถึงแผนการขั้นต่อไปของเออร์วินก็คือ การให้คนทั่วไปเข้าถึงสิทธิการรักษาขั้นพื้นฐานซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาอายุขัยที่สั้นของคนชนชั้นล่าง
แน่นอนว่าเจคย่อมรู้เรื่องสองสถานที่ที่เออร์วินอยู่เบื้องหลังการสร้างโรงเรียนและโรงพยาบาลเพราะอาจารย์บอกเขาด้วยตัวเอง ทั้งยังรู้ได้ว่าตอนนี้ที่ประสบความสำเร็จและเป็นไปด้วยดีมีแค่โรงเรียน ผิดกับโรงพยาบาลที่คนที่ใช้เวทย์รักษาและคนปรุงยาส่วนใหญ่นั้นเป็นนักโทษในคดีของดอน โกเบอร์ที่ต้องมาทำงานไถ่โทษ ซึ่งคนพวกนี้ก็วางอำนาจบาตรใหญ่ไม่เห็นหัวคนชนชั้นล่างแม้แต่น้อย สาเหตุที่คนพวกนี้กล้าทำแบบนี้เพราะผู้ใช้เวทย์รักษาและนักปรุงยา มักได้รับความสำคัญอยู่เสมอ แต่ตอนนี้ความสำคัญของพวกเขากำลังจะลดน้อยลง ถ้าหากว่ามีวิธีการหรือยารักษาที่ราคาถูกกว่าและเข้าถึงผู้คนได้ ถึงแม้ประสิทธิภาพอาจจะด้อยไปบ้างแต่เมื่อมีทางเลือกอื่น ก็หมายความว่าคุณค่าของคนเหล่านี้กำลังจะสูญเสียไปอาจไม่ทั้งหมดแต่ก็สามารถทำให้คนพวกนี้ได้รู้ว่า พวกเขานั้นไม่ได้สำคัญอย่างที่เขาคิดอีกต่อไปแล้ว นี่ไม่ใช่สิ่งที่เจคคิดได้เองแต่เป็นสิ่งที่เออร์วินบอกกับเรา และเครื่องชั่งน้ำหนักแบบคานเลื่อนที่พวกเขากำลังสร้างอยู่นี้ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยสำหรับการจ่ายยาให้กับผู้ป่วย
เจคที่ได้คิดถึงเรื่องนี้ก็รู้สึกเหมือนเลือดลมสูบฉีดเพราะเขารู้สึกเหมือนกับว่ากำลังท้าทายโลกใบนี้ที่ให้ความสำคัญกับเวทย์มนต์มาเป็นอันดับแรก และเขาเองก็เหมือนกับโทมัสซึ่งเฝ้ารอที่จะได้เห็นตาชั่งที่พวกเขาร่วมกันสร้างนี้เสร็จสมบูรณ์
ในขณะที่โทมัสกำลังเฝ้ารอเครื่องชั่งน้ำหนักอยู่นั้นก็ไม่รู้ตัวไปเลยว่า ที่คฤหาสน์ของไวเคานต์โรซาลินด์ได้มีแขกมาหาซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนคือกิลเบิร์ตที่ตอนนี้ได้ทำการลาออกจากการเป็นฝึกหัดเรียบร้อย วันนี้เขาเองก็นั่งรออย่างใจจดใจจ่อเพื่อถามถึงผลลัพธ์เรื่องการฝากให้โทมัสชวนเจ้าชายเออร์วินมาร่วมงานเลี้ยงน้ำชา กิลเบิร์ตตั้งใจใช้เวลาว่างที่เพิ่มมากขึ้นจากการที่เขาไม่ได้เป็นอัศวินฝึกหัดแล้วในการเข้าหาเจ้าชายขยะ เพื่อใช้เป็นสะพานทอดไปหาเจ้าหญิงอีกที
ขณะที่เขากำลังเฝ้ารอผลลัพธ์จากโทมัสอย่างใจจดใจจ่อนั้น เขาก็ไม่รู้เลยว่าวันนี้ทันทีที่โทมัสเริ่มเรียนเรื่องใหม่ๆ ก็ลืมเรื่องของกิลเบิร์ตไปจนหมดสิ้น แม้แต่ตอนนี้ในหัวของโทมัสก็มีแต่เรื่องเครื่องชั่งน้ำหนักและหน่วยวัดกิโลกรัมเท่านั้น ทั้งยังเหมือนจะลืมไปแล้วว่าตอนนี้มีอัศวินศักดิ์สิทธิ์เพ่นพ่านในเมือง
เย็นวันนั้นนอกจากที่เออร์วินจะโดนน้องสาวตัวเองซ้อมยับแล้ว เมื่อลิลิธกลับมาจากการฝึกในค่ายทหาร ทันทีที่รู้เรื่องที่เขาคุยกับคาทาริน่าก็โดนช็อตไปอีกรอบ ซึ่งแน่นอนว่าเออร์วินก็ยังสงสัยว่า
‘นี่ตูผิดอะไร’
ในขณะที่แม่ของเขาราชินีเอลิเซียได้รู้เรื่องทั้งหมดเธอก็ทำการปิดปากด้วยความตกใจก่อนจะพูดทั้งน้ำตาว่า
“นี่ลูกแม่เริ่มกลายเป็นพ่อบ้านใจกล้าแล้วเหรอจ๊ะ กลับบ้านมาก็โดนเหล่าภรรยาซ้อมเพราะแอบไปทำตัวเจ้าชู้ ไม่ได้นะไม่ได้เออร์วินของแม่ยังไม่โตพอจะทำตัวแบบนั้น”
ซึ่งเออร์วินที่ได้ยินดังนั้นถึงกับพูดไม่ออกที่แม่ของเขาไม่เพียงไม่ช่วย แต่กลับเหมือนจะชักนำเรื่องไปอีกทางซึ่งในใจอยากจะเถียงว่า
‘ไอ้ที่ซ้อมผมไม่ใช่ภรรยานะครับท่านแม่แต่เป็นพี่สาวกับน้องสาวต่างหาก และที่สำคัญผมก็ไม่ได้ทำตัวเจ้าชู้ด้วย’ เพียงแต่ว่าตอนนี้เขาระบมจนไม่อยากจะพูดอะไรทั้งนั้น แต่อย่างน้อยเขาก็ยังรู้สึกว่าความสัมพันธ์ของแม่กับหัวหน้าสาวใช้ลาน่านั้น เหมือนจะมีบางอย่างที่ผูกพันกันแน่นแฟ้นมากกว่าความสัมพันธ์แบบนายกับบ่าว สำหรับเออร์วินแล้วนี่ก็เป็นเรื่องดีและไม่ได้เสียหายอะไร เพราะถึงยังไงเออร์วินก็มองว่าลาน่าคือแม่ของเขาคนหนึ่ง
และมื้อเย็นในวันนั้นเรเชลก็ไม่ได้นั่งข้างเขาเหมือนทุกทีเธอกลับย้ายไปนั่งข้างลิลิธพี่สาวเขา ดูผิวเผินอาจจะเหมือนว่าทั้งสองคนเริ่มดีกันแต่สามารถสำนึกของเออร์วินบอกว่ามันไม่ใช่แบบนั้น หลังจากทานมื้อเย็นเสร็จขณะที่เออร์วินกำลังจะลุกจากเขาอีกเดินกลับห้องพร้อมกับเรเชลเพื่อเป็นเล่านิทานให้เธอฟังเหมือนเช่นทุกวัน เรเชลก็พูดกับเขาด้วยท่าทางเย็นชาว่า
“วันนี้ฉันพี่ไม่ต้องมาเล่านิทานให้หนูฟังนะคะพอดีวันนี้หนูอยากนอนเร็ว”
เออร์วินที่ได้ยินอย่างนั้นก็นิ่งไปทันทีตอนนี้เขามั่นใจแล้วว่าเธอกำลังโกรธเขาอยู่ เพียงแต่เขาไม่รู้ว่าเธอโกรธเรื่องอะไร
“เออนี่เรเชลคือว่า…” เออร์วินตั้งใจจะถามแต่เรเชลไม่สนใจเขา เธอเมินเขาแล้วก็เดินออกจากห้องไปโดยไม่หันกลับมามองพี่ชายของเธอมีแม้แต่ครั้งเดียว แม็กกี้ก็รีบวิ่งตามเจ้าหญิงไป
เออร์วินยืนนิ่งค้างทำอะไรไม่ถูกเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เรเชลโกรธเขาและไม่ยอมพูดกับเขาแบบนี้ ราชินีเอลิเซียก็เอามือปิดปากและหัวเราะออกมา
“หุหุหุ เป็นธรรมดาแหละจ๊ะที่คนเจ้าชู้จะต้องเจอแบบนี้”
เออร์วินรีบหันไปเถียงกลับทันที
“ผมไม่ได้เจ้าชู้ซะหน่อย”
ทว่าราชินีเอลิเซียกลับยิ้มออกมาแล้วก็พูดว่า
“คนเจ้าชู้ทุกคนเขาก็พูดแบบนี้แหละจ้ะแต่ก็ช่วยไม่ได้เลยนะเพราะมันเป็นธรรมดาของผู้ชาย โดยเฉพาะผู้ชายเสน่ห์แรงอย่างลูกแม่นี่นะหุหุหุ”
เออร์วินรู้สึกเหมือนโดนสตั้นไปพักหนึ่งก่อนจะหันไปมองพ่อเพื่อขอความช่วยเหลือ แล้วก็พบว่าพ่อของเขาเหมือนจะใช้สกิลพิเศษนั่นคืออำพรางตนเองไปกับสิ่งรอบข้าง ซึ่งเป็นสกิลที่ไม่ต้องใช้เวทย์มนต์เพียงแค่ทำตัวไม่รู้ไม่เห็นกับสถานการณ์ตรงหน้าก็พอ พอมีคนถามอะไรก็แค่ทำตัวไม่รู้เรื่องรู้ราว เป็นอีกครั้งที่เออร์วินอยากจะอัดพาราสักสองเม็ดแล้วไปนอนสักตื่น
ที่ประตูหน้าห้องของเรเชล
เออร์วินมาเคาะประตูโดยมีเรเวนยืนอยู่ข้างหลังเขา
ก๊อก ก๊อก
“เรเชลนี่พี่เองนะเปิดประตูให้พี่เข้าไปหน่อยสิ”
สิ่งที่ได้กลับมาคือความเงียบเออร์วินก็ไม่ยอมแพ้เคาะประตูอีกรอบ
ก๊อก ก๊อก
“นี่เรเชลพี่ขอโทษนะพี่ผิดไปแล้วพี่สัญญาว่าพี่จะไม่ทำอีก”
จากนั้นก็มีเสียงของเรเชลดังออกมาว่า
“ท่านพี่ขอโทษแล้วท่านพี่รู้ตัวหรือไม่คะว่าท่านพี่ทำผิดอะไร”
เออร์วินที่ได้ยินคำถามก็นิ่งไปอีกรอบเพราะจนตอนนี้เขาก็ยังไม่รู้ว่าเขาทำผิดอะไรอยู่ดี เสียงของน้องสาวเขาดังออกมาอีกว่า
“ขนาดทำผิดอะไรท่านพี่ยังไม่รู้เลยแล้วคำขอโทษของท่านพี่จะมีความหมายอะไรล่ะคะ”
เออร์วินที่ได้ยินคำพูดดังนั้นก็ซึมไปทันทีเพราะเขาเถียงไม่ออก เรเวนที่ยืนอยู่ด้านหลังเขาก็ยังรู้สึกแปลกใจไม่น้อย ตั้งแต่เธอรู้จักเด็กคนนี้มาเขามาทำตัวเป็นผู้ใหญ่เกินไว และเป็นคนไม่แคร์คำพูดของใครอย่างคำว่าเจ้าชายขยะที่ผู้คนพากันเรียกว่าอะไรเขาเองก็รู้แต่ไม่ใส่ใจ ตอนเผชิญหน้ากับอัศวินศักดิ์สิทธิ์ก็แสดงความสุขุมเยือกเย็นเกินเด็กอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ตอนนี้กลับมาเจอคำพูดของน้องสาวก็ถึงกับซึมไปทันที
กับภาพที่เห็นนี้เรเวนก็อมยิ้มเล็กน้อยไม่ใช่เพราะรู้สึกสะใจ แต่เป็นเพราะเธอเพิ่งได้เห็นเขาในมุมมองที่แตกต่างไปจากทุกที ก็ยืนยันในสิ่งที่เธอคิดนั่นก็คือเออร์วินนั้นเป็นคนที่แคร์คนในครอบครัวมากขนาดไหน
เออร์วินที่อยู่ๆ ก็ซึมไปทันทีเขาก็ได้พูดว่า
“ขอโทษนะที่ตอนนี้พี่ก็ยังไม่รู้ว่าพี่ทำผิดอะไร แล้วก็หลับฝันดีนะพี่ไปนอนก่อน” พูดจบเออร์วินก็หมุนตัวแล้วเดินจากห้องของน้องสาวไปโดยมีเรเวนเดินตามไปติดๆ
ภายในห้องของเรเชลตอนนี้มีเด็กผู้หญิงผมสีน้ำตาลนัยน์ตาสีแดงเพลิงกำลังนั่งอยู่บนเดียวพร้อมกับกอดหมอนเขาเคยอยู่ ใบหน้าของเธอที่ตอนนี้กำลังแสดงความรู้สึกโกรธให้ความรู้สึกอยากแก้อย่างน่าประหลาด แม็กกี้ที่ยืนอยู่ข้างๆ เตียงก็อมยิ้มให้กับท่าทางของเจ้าหญิงคนนี้
“เจ้าหญิงเรเชลเพคะขืนงอนเจ้าชายแบบนี้เจ้าชายจะเสียใจเอาได้นะเพคะ”
เรเชลไม่พูดอะไรเอาแต่กอดหมอนนิ่งอยู่อย่างนั้น แม็กกี้ก็ได้แต่ถอนหายใจแล้วพูดกับเธออีกว่า
“ผู้ชายนั้นเป็นเผ่าพันธุ์ที่ซื่อบื้อนะเพคะถ้าเราโกรธอะไรหรือเขาทำผิดอะไรถ้าเราไม่พูดกับเขาไปตรงๆ เขาจะไม่มีวันเข้าใจหรอกนะเพคะ”
เรเชลที่ได้ยินอย่างนั้นก็ขึ้นเสียงกลับทันที
“หนวกหูน่า!!!”
แม็กกี้ก็ไม่ได้มีท่าทีโกรธเคืองเธอกลับยิ้มแล้วก็พูดว่า
“ไม่แน่นะเพคะในขณะที่เจ้าหญิงกำลังงอนเจ้าชายอยู่แบบนี้ บางทีเจ้าชายเออร์วินอาจจะไปขอให้เจ้าหญิงลิลิธโอ๋ก็ได้นะเพคะ”
ทันทีที่แม็กกี้พูดจบเรเชลก็สะดุ้งทันที ความจริงแล้วเธอรับรู้ได้ถึงเสียงท่านพี่ของเธอที่เปลี่ยนไป ซึ่งเธอไม่เคยได้ยินพี่ชายของเธอพูดเสียงแบบนี้มาก่อน แม้ว่าเรเชลจะไม่คิดว่าเออร์วินจะทำอย่างที่แม็กกี้บอกจริงๆ แต่เธอก็ยังอดระแวงที่ท่านพี่ของเธอจะทำแบบนั้นไม่ได้
“ทะทะท่านพี่ไม่ทำแบบนั้นหรอกทำไมนั่นพี่ต้องไปให้ยายป้านั้นโอ๋ด้วย ขนาดท่านแม่เอลิเซียก็ยังไม่เคยได้โอ๋ท่านพี่เลย” เรเชลยกเหตุผลออกมาพูดและนึกถึงคำบ่นตัดพ้อของราชินีเอลิเซียเรื่องที่เออร์วินไม่เคยอ้อนเพื่อให้เธอโอ๋เลยแม้แต่ครั้งเดียวตั้งแต่เกิดมา ซึ่งความจริงแล้วเธอเองก็อยากจะเปิดประตูตั้งแต่ตอนที่ท่านพี่ของเธอมาเคาะ และตอนนี้เธอก็ยังปรารถนาที่จะวิ่งตามท่านพี่ของเธอที่เดินจากไปเพื่อไม่ให้ท่านพี่ของเธอไปอ้อนให้เจ้าหญิงลิลิธโอ๋ตามที่แม็กกี้บอก แต่เธอก็พยายามยั้งตัวเองเอาไว้ด้วยการบอกว่า ตอนนี้เธอต้องดัดนิสัยเจ้าชู้ของพี่ชายเธอ
แม็กกี้ที่ได้เห็นปฏิกิริยาของเจ้าหญิงเรเชลก็ยิ้มออกมาแล้วพูดว่า
“มันก็ไม่แน่นะเพคะถ้าหม่อมฉันจำไม่ผิดเจ้าหญิงเคยพูดไว้ไม่ใช่เหรอเพคะ ว่าเจ้าหญิงลิลิธมักจะเข้าไปหาเศษหาเลยด้วยการนอนเตียงเดียวกับเจ้าชายอยู่เสมอ การที่น้องสาวซึ่งใจดีกับเจ้าชายมาโดยตลอดอยู่ๆ ก็มาโกรธกันโดยที่ไม่รู้ว่าตนทำความผิดอะไรแบบนี้อาจจะทำให้จิตใจของเจ้าชายตอนนี้ต่อบ้าง จนต้องไปขอคำปรึกษาจากเจ้าหญิงลิลิธก็เป็นได้นะเพคะ และนั่นก็อาจเป็นการเปิดโอกาสให้เจ้าหญิงลิลิธ…” พูดได้เพียงเท่านี้แม็กกี้ก็เงียบไป
แต่เชลนั้นกลับนั่งไม่ติดเธอรีบดีดตัวขึ้นจากเตียงแล้วพุ่งออกคว้ารูปปิดประตูแล้ววิ่งออกจากห้องไปทันที
เออร์วินที่กำลังเดินกลับห้องด้วยท่าทางหงอยไม่ได้พูดจาหยอกล้อกับเรเวนเหมือนเช่นทุกที เลยจะพูดให้ถูกก็คือตั้งแต่ที่เรเวนบอกว่าจะเป็นอนุภรรยาให้เขา เออร์วินก็เริ่มหยอกล้อเธอน้อยลง เออร์วินมานึกถึงท่าทีของน้องสาวของเขาก็ถอนหายใจออกมาแล้วก็ไม่ได้พูดอะไร
“แค่น้องสาวสุดที่รักงอนนิดหน่อยก็ทำเอาซึมไปได้ขนาดนี้เชียวหรือเพคะ” เป็นเรเวนที่พูดกับเขาจากทางด้านหลัง เออร์วินที่ได้ฟังก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาเพราะเขาในตอนนี้ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรทั้งสิ้น แต่แล้วเสียงที่ปลุกชีวิตชีวาให้กับเขาก็ดังขึ้น
“ท่านพี่ขารอหนูก่อนสิค้า”
เออร์วินที่ได้ยินก็หันกลับไปมองพบเห็นน้องสาวของเขาวิ่งมาหาอย่างรวดเร็ว แล้วเขาพุ่งเข้าใส่ลำตัวเขาจนลงไปนอนกองกับพื้นทั้งคู่ ก่อนจะเป็นเรเชลที่ลุกขึ้นนั่งบนตัวพี่ชายของเธอ
“ท่านพี่คะท่านเสียใจหรือเปล่าคะที่หนูพูดกับพี่แบบนั้น”
เพราะเขาฝึกฝนกล้ามเนื้ออยู่เสมอทำให้การพุ่งชนของน้องสาวไม่ได้สร้างความรู้สึกเจ็บให้เขาเลยแม้แต่น้อย ซึ่งพอเออร์วินมองผมมาบนตัวเขามีน้องสาวนั่งทับอยู่ นัยน์ตาสีแดงเพลิงของเธอมองมาที่เขาตาแป๋ว ในแววตาของเธอนั้นบ่งบอกถึงความรู้สึกผิด เออร์วินก็ส่ายหน้าแล้วพูดด้วยท่าทีหงอยเหงาเช่นเมื่อครู่
“เสียใจเหรอก็ต้องเสียใจอยู่แล้วสิ”
เรเชลที่ได้เห็นท่าทีหงอยเหงาของพี่ชายแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนบวกกับได้ยินคำพูดของท่านพี่เธอก็ซึมไปทันที ก่อนจะได้ยินพี่ชายของเธอพูดอีกว่า
“เพราะพี่มันไม่ได้เรื่องทำให้น้องสาวของตัวเองโกรธแล้วตัวเองก็ยังไม่รู้ว่าทำผิดอะไร มันก็ต้องเสียใจอยู่แล้วสิ”
เรเชลที่ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกเจ็บปวดในอกนับแต่ที่เธอได้มาเป็นเจ้าหญิง ซึ่งความจริงแล้วเธอควรจะอยู่อย่างโดดเดี่ยว เพราะสถานะของเธอนั้นพวกยกระดับให้อยู่สูงกว่าแม่ของเธอไปแล้ว แต่ทุกอย่างก็ราบรื่นก็เพราะพี่ชายคนนี้ของเธอที่ยังเข้าอยู่ข้างเธอดูแลเธอและให้คำปรึกษาเธออยู่ตลอดเวลา แต่มาตอนนี้เพราะความไม่ชัดเจนของเธอกลับทำให้พี่ชายที่แสนดีคนนี้ของเธอต้องเสียใจ เรเชลรู้สึกเจ็บปวดจนน้ำตาปริ่มออกมา
เออร์วินที่เห็นน้องสาวหลั่งน้ำตาก็รู้สึกเจ็บปวดไม่แพ้กันเขาคิดว่าเป็นเพราะเขามันไม่ได้เรื่อง ที่ยังไม่เข้าใจว่าเขานั้นทำผิดเรื่องอะไร
“เรเชลพี่ขอโทษนะคือว่าพี่…”
“ท่านพี่ไม่ผิดหรอกค่ะ เป็นหนูเองต่างหากที่ไม่พูดให้มันชัดเจน”
เออร์วินสบตากับน้องสาวพบว่าเธอเองก็สบตากลับมาเช่นกัน ก่อนจะเป็นเรเชลที่พูดว่า
“วันนี้ท่านพี่จะรีบนอนหรือยังคะถ้าพี่ไม่ว่าอะไรหนูยังอยากให้ท่านพี่เล่านิทานก่อนนอนฟังเหมือนทุกวันค่ะ”
เออร์วินที่ได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออกมาแล้วลูบหัวของน้องสาวอย่างเอ็นดู
“กับน้องสาวคนดีคนนี้พี่จะว่าเธอได้ยังไงล่ะ”