ชายหนุ่มหญิงสาวมากกว่าสามสิบคนปรากฏตัวขึ้นผู้นำเป็นหญิงร่างผอม ใบหน้ายาว คางแหลม อายุประมาณสามสิบ ท่าทางดูไม่น่าเข้าใกล้
สตรีผู้นี้คือเจ้าเมืองหลัวอิ๋งมีฝีมือระดับราชายุทธ์เป็นผู้นำเหล่าสมาชิกมาเข้าทดสอบยังสำนักเทียนอู่ได้พบหลี่เฉิงเฟิงกับสมาชิกโดยบังเอิญ
เมืองหลัวอิ๋งอยู่ใกล้กับเมืองหนานหลีมากดังนั้นพอเห็นหลี่เฉิงเฟิงกับสมาชิกมานางจึงพูดจาประชดประชัน
สีหน้าของหลี่เฉิงเฟิงมืดมนลงทันทีเมื่อได้ยินคำกล่าวของสตรีนางนี้เขาตอบอย่างเย็นชากลับไปว่า "หวังชิวอวี่เจ้าเพิ่งเลื่อนตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองหรือไรถึงไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเชื่อไหมว่าข้าสามารถบดขยี้เจ้าจนตายเหมือนขยี้มดปลวก”
ขณะกล่าวหลี่เฉิงเฟิงไม่แม้แต่ชายตามองหวังชิวอวี่พาเย่หยางกับคนอื่นๆ เข้าไปในโรงเตี๊ยม ส่วนสัตว์อสูรก็มีคนคอยดูแลให้อาหาร
เมื่อเข้าสู่โถงโรงเตี๊ยมเย่หยางก็พบว่าโรงเตี๊ยมที่นี่เหมือนกับร้านอาหารที่มีที่นั่งมากกว่าสิบสองที่นั่งโต๊ะบางส่วนมีอาหารเตรียมไว้แล้ว
หลี่เฉิงเฟิงพาเย่หยางไปนั่งใกล้หน้าต่างเลือกโต๊ะแล้วโบกมือให้ทุกคนมานั่งรับประทานอาหารกันที่นี่ เย่หยางแอบริษยาในใจไม่น่าแปลกใจที่ใครๆ ก็บอกว่าเวลาพวกขุนนางที่ทำการค้าเดินทางไปไหนมาไหนอาหารเครื่องดื่มล้วนได้รับการสนับสนุนจากสาธารณะชน
“เจ้า...” คำตอบอันหยาบคายของหลี่เฉิงเฟิงทำให้นางโกรธจัดพูดไม่ออกเป็นเวลานาน แต่นางไม่กล้าอาละวาดใส่หลี่เฉิงเฟิงทำได้เพียงกลอกตากระซิบคำสองสามคำกับชายหนุ่มที่อยู่ข้างๆชายหนุ่มทุกคนต่างพากันเหลือบมองเย่หยางด้วยเจตนาไม่ดีแล้วพยักหน้า
เห็นได้ชัดว่าหวังชิวอวี่กับพรรคพวกของนางเพิ่งมาถึงโรงเตี๊ยมพวกเขาเลือกสองสามโต๊ะ ซึ่งบังเอิญโต๊ะหนึ่งติดกับโต๊ะของเย่หยางพอดี
มื้ออาหารเย็นไม่มีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้นขณะที่ทุกคนกินข้าวกันเสร็จแล้ว เตรียมตัวจะกลับห้องเพื่อไปพักผ่อน ศิษย์คนหนึ่งจากเมืองหลัวอิ๋งกลับ ‘บังเอิญ’ ทำชามตกใส่เท้าของคนตระกูลจ้าว
ทว่าเห็นได้ชัดว่าชามใบนั้นถูกเสริมพลังด้วยปราณแท้ทำให้ศิษย์ตระกูลจ้าวครวญครางด้วยความเจ็บปวด
ศิษย์ผู้นั้นรีบขอโทษ ‘อย่างจริงใจ’แล้วกล่าวยิ้มๆ ว่า “สหายโปรดอภัยให้ข้าด้วยข้ามิได้ตั้งใจ แค่ได้ยินมาว่าผู้คนในเมืองของเจ้ามีชื่อเสียงเรื่องความอดทนเป็นเลิศอาการบาดเจ็บเล็กน้อยเช่นนี้คงไม่เป็นอันใดกระมัง ฮ่าๆ”
แม้จะดูเหมือนกำลังขออภัย แต่จริงๆแล้วเขากำลังดูถูกเย้ยหยันในช่วงหลายปีที่ผ่านมาสาวกของเมืองปาฮวงถูกรังแกในสำนักเทียนอู่จนเงยหัวไม่ขึ้น เมื่อสักครู่ที่ชายคนดังกล่าวบอกว่า‘มีชื่อเสียงในเรื่องความอดทนเป็นเลิศ’ก็เหมือนกับการเสียดสีศิษย์ของเมืองปาฮวงไปในตัว
ท่าทีของทุกคนเปลี่ยนไปหลังจากได้ยินคำพูดนั้นพวกเขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืนกำหมัดแน่น มีเพียงเย่หยางที่ยังคงสงบนิ่งราวกับว่าไม่ได้ยินอันใด
ถึงกระนั้นทุกคนก็ไม่ได้รีบออกไปโจมตีอย่างประมาทเพราะรู้ว่าพวกที่มาหาเรื่องล้วนเป็นยอดฝีมือระดับจอมยุทธ์จึงทำได้เพียงระงับโทสะอย่างช่วยไม่ได้
หลี่เฉิงเฟิงมีสีหน้ามืดมนเขารู้ทันทีว่าหวังชิวอวี่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้แต่เขาก็ไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงได้ จึงทำได้เพียงอดทนอดกลั้นไม่กล่าวอันใด
เมื่อชายที่หาเรื่องเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามไม่กล้าแสดงโทสะโต้ตอบเขาจึงกล่าวพร้อมยิ้มอย่างไร้ยางอายว่า "พวกมันเป็นแค่ขยะไร้ประโยชน์เกิดมาเป็นได้แค่เต่าหดหัว"
“ฮ่าๆ ศิษย์พี่หนิวกล่าวถูกต้องพวกมันเป็นแค่กลุ่มเต่าหัวหด อย่าไปทำให้พวกมันกลัวเลย”
“ใช่…หากพวกมันหวาดกลัวจนไม่กล้าเข้ารับการทดสอบของสำนักเทียนอู่ขึ้นมาพวกเราคงหมดสนุกแย่?”
“ครั้งนี้มีสาวสวยคนหนึ่งจากเมืองปาฮวงด้วยคงจะดีไม่น้อยถ้านางเต็มใจเข้าร่วมกับเรา”
"สารเลว!" กู่หยางศิษย์ของตระกูลกู่ยืนขึ้นมองดูพวกอันธพาลด้วยโทสะเดือดดาล
กู่เสี่ยวเย่ว์ศิษย์อีกคนหนึ่งของตระกูลกู่นางเป็นน้องสาวของกู่หยาง รีบดึงมือกู่หยางลงด้วยความตื่นตระหนก
เขาพยายามยั่วยุอยู่เป็นเวลานานในที่สุดอีกฝ่ายก็โต้ตอบ แน่นอนว่าศิษย์พี่หนิวจะไม่ยอมปล่อยผ่านไปง่ายๆ จึงเหยียดหยามว่า “อย่างที่คิดไว้เจ้ามันขี้ขลาดเหมือนหนูโสโครกจริงๆ มีแต่เสียงดังวางท่าแต่ไม่กล้าทำอันใดไม่ต้องกลัว ข้าไม่รังแกเจ้าหรอก ตราบใดที่เจ้ารับสามกระบวนท่าของข้าได้นับจากนี้หากศิษย์ของเมืองหลัวอิ๋งพบศิษย์จากเมืองปาฮวงพวกเราจะรีบถอยไปให้ห่างเจ้ากล้าหรือไม่”
“อันใดนะ มันจะมากไปแล้ว” กู่หยางเป็นศิษย์อัจฉริยะของตระกูลเขาได้รับการฝึกฝนเป็นพิเศษจากตระกูลจนมีฝีมือระดับนักรบขั้นเจ็ดนภาไม่เคยถูกปฏิบัติเช่นนี้มาก่อน
เขายื่นมือออกไปผลักน้องสาวที่จับแขนไว้ แล้วเดินไปข้างหน้าพร้อมตวาดเสียงดังว่า "เจ้าคนโอหังวันนี้ข้าจะทำให้เจ้าได้รู้ว่าไม่มีศิษย์คนใดในเมืองปาฮวงเป็นพวกขี้ขลาด"
เมื่อเห็นกู่หยางยืนขึ้นแววตาของหลี่เฉิงเฟิงกับเย่หยางก็เปล่งประกายฉายแววชื่นชมคนหุนหันพลันแล่นอาจจะต้องเดือดร้อนทนทุกข์ทรมานแต่คนที่ไม่กล้าแม้แต่จะยืนหยัดไม่มีวันยิ่งใหญ่ได้
“ดี! ถ้าแพ้ขึ้นมา อย่ามาร้องไห้ทีหลังก็แล้วกัน”ในที่สุดเขาก็กระตุ้นโทสะของอีกฝ่ายได้สำเร็จเมื่อเห็นหวังชิวอวี่มองเขาด้วยความพึงพอใจก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นมากขึ้น
“หยุดพูดจาเหลวไหล” แม้กู่หยางจะโกรธมากแต่เขาก็ไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย
“เอาล่ะ…ข้าจะลงมือแล้ว เจ้าต้องอดทนไว้หน่อยนะ”ศิษย์พี่หนิวกล่าวอย่างดูถูก
ทันทีที่เอ่ยจบร่างของเขาก็กะพริบมาปรากฏกายตรงหน้ากู่หยาง แล้วชกเข้าใส่อย่างแรง
“เร็วมาก” ทุกคนตกใจนี่คือความแข็งแกร่งของจอมยุทธ์งั้นหรือ ช่างน่ากลัวยิ่งนัก
กู่หยางที่ถูกศิษย์พี่หนิวต่อยรู้สึกกดดันอย่างมากเขารีบขยับแขนขาโต้กลับสุดกำลัง
‘ปัก!’
พลังปราณแพร่กระจายไปโดยรอบ
ทันใดนั้นเท้าของกู่หยางก็สั่นสะท้านอิฐสีเขียวหลายชิ้นใต้ฝ่าเท้าแตกเป็นเสี่ยงๆ
แต่กู่หยางสามารถหยุดยั้งการโจมตีของศิษย์พี่หนิวได้ผู้คนในเมืองปาฮวงต่างส่งเสียงให้กำลังใจทันที
“พี่กู่เอาเลย”
ศิษย์พี่หนิวตกตะลึงเมื่อเห็นว่ากู่หยางสามารถรับการโจมตีของเขาได้เขาทั้งโกรธทั้งอับอายมากยามนี้คนข้างหลังกำลังมองดูเขาโดยหวังว่าเขาจะได้รับชนะอย่างสวยงาม
เท้าซ้ายชะงักไปชั่วขณะจากนั้นก็ใช้เท้าขวาเตะเข้าใส่กู่หยางอย่างโหดเหี้ยม
แม้ว่ากู่หยางจะถูกโจมตีเพียงครั้งเดียวแต่อาการเจ็บแปลบที่หน้าอกก็ยังไม่หายดี เมื่อการโจมตีครั้งที่สองของคู่ต่อสู้มาถึงเขาก็อดทนต่อความเจ็บปวดแล้วเตะสวนออกไป
‘กร็อบ!’ เสียงกระดูกหักดังเข้าหูของทุกคนพบว่าขาขวาของกู่หยางบิดผิดรูป
แต่สิ่งที่ผู้คนไม่คาดคิดก็คือกู่หยางไม่สนใจขาขวาของตนเองกลับตะโกนออกไปว่า"หมัดตะวันแผดเผา"
เขาไม่คิดว่ากู่หยางจะแข็งแกร่งขนาดนี้ศิษย์พี่หนิวรีบป้องกัน แต่ก็ถูกแรงกระแทกจนถอยกลับไปครึ่งก้าว
“ข้าชนะ…” ทันทีที่กู่หยางกล่าวสองคำนี้เขาก็ถูกต่อยจนล้มลงไปกองกับพื้น มีเท้าหนักๆ เหยียบลงบนหน้าอกทำให้โลหิตกระอักออกจากปาก
“กรี๊ด! ปล่อยพี่ชายของข้านะ” กู่เสี่ยวเย่ว์เห็นว่าพี่ชายบาดเจ็บสาหัสจนกระอักโลหิตจึงวิ่งออกไปพาพี่ชายกลับมา
เมื่อเห็นกู่เสี่ยวเย่ว์เข้ามาศิษย์พี่หนิวซึ่งเต็มไปด้วยโทสะก็แสดงท่าทางไม่พอใจเพราะกู่หยางทำให้เขาต้องอับอายต่อหน้าทุกคน
ศิษย์พี่หนิวตะโกน "พวกแพ้ไม่เป็นคิดจะรุมกันงั้นรึ หึ เศษขยะ"
เขายื่นมือออกแล้วต่อยกู่เสี่ยวเย่ว์ซึ่งเดิมทีนางต้องการเพียงลากพี่ชายกลับ
กว่าจะทันได้ตอบสนองการโจมตีก็มาถึงแล้วนางรีบหลบแต่ก็ถูกโจมตีเข้าที่ไหล่จนกระเด็นออกไปด้านหลัง
ยามนี้สายตาของเย่หยางเปลี่ยนเป็นเย็นชาเป็นครั้งแรกที่เขาสัมผัสได้ถึงจิตสังหารของตนเอง
ทิศทางที่นางปลิวกระเด็นมาอยู่ตรงเบื้องหน้าของเย่หยางพอดีถ้าให้กล่าวถึงคนที่ศิษย์พี่หนิวเกลียดชังมากที่สุด นอกจากกู่หยางคือเย่หยาง
เนื่องจากเย่หยางไม่แยแสศิษย์พี่หนิวแม้แต่น้อยตอนที่ชกเขาได้แอบเสริมพลังปราณเข้าไปในหมัดผู้ใดที่จับร่างของกู่เสี่ยวเย่ว์จะได้รับแรงกระแทกจนร่างกระเด็นไปด้วย
เมื่อเห็นกู่เสี่ยวเย่ว์กระเด็นผ่านไปทุกคนก็ร้องออกมาด้วยความตื่นตระหนก มือใหญ่แข็งแกร่งจับเอวเรียวบางของนางไว้แล้วค่อยๆ วางนางลงบนพื้น
“เย่หยาง” กู่เสี่ยวเย่ว์พบว่าคนที่ช่วยนางไว้คือเย่หยางที่เงียบมาโดยตลอดนี่เป็นครั้งแรกที่นางได้สัมผัสใกล้ชิดกับบุรุษเช่นนี้ทำให้ร่างของนางอ่อนระทวยไปหมด
เมื่อเห็นว่าสีหน้าของกู่เสี่ยวเย่ว์ซีดเผือดมีเหงื่อหยดเขาก็ถ่ายพลังปราณแท้เข้าสู่ร่างของนางอย่างรวดเร็ว กำจัดความสับสนภายในร่างทำให้ปราณแท้ของนางเสถียรมั่นคง
การถ่ายพลังปราณแท้ของเย่หยางทำให้สีหน้าของกู่เสี่ยวเย่ว์กลับมามีชีวิตชีวานางเอ่ยอย่างกังวลว่า"เย่หยาง พี่ชายข้า..."
“อย่ากังวล ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเองตราบใดที่ข้าอยู่นี่จะไม่มีผู้ใดรังแกคนของเมืองปาฮวงได้” เขาวางกู่เสี่ยวเย่ว์ลงบนเก้าอี้เบาๆหันหลังกลับแล้วเดินไปหาศิษย์พี่หนิว
เย่หยางเดินออกไปทีละก้าวด้วยบรรยากาศอันเย็นยะเยือกทำให้สถานการณ์โดยรอบเงียบสงบลงทันที
แววตาของเย่ชิงเสวียนกับคนอื่นๆสว่างวาบขึ้นมาในฉับพลัน พวกเขาคุ้นเคยกับบุคลิกเช่นนี้ของเย่หยางมากบุคลิกซึ่งเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมเด็ดขาดบนสนามประลองตระกูลเย่หวนกลับมาอีกครั้ง
เย่หยางหยุดเดินพร้อมถามว่า "พี่ซือหนิว(ขี้วัว)ใช่หรือไม่"
“ศิษย์พี่หนิวต่างหาก” ศิษย์พี่หนิวรีบแก้ไข
“ไม่ว่าจะเป็นศิษย์พี่หนิวหรือพี่ซือหนิวก็เถอะในสายตาข้าเจ้าก็เป็นได้แค่เศษขี้วัว แถมเสียงของเจ้ายังเหมือนกับผายลมอีกเห็นได้ชัดว่าเจ้าแพ้แล้วแต่ยังทำตัวอวดดีเหมือนวัว” เย่หยางกล่าวอย่างใจเย็นเดินไปยกกู่หยางที่หมดสติ แล้วอุ้มเขาไปหากู่เสี่ยวเยว่
ทุกคนรีบนำโอสถมารักษาเขาทันที
เย่หยางใช้ปราณแท้ตรวจสอบร่างกายของกู่หยางพบว่าขาขวากับกระดูกซี่โครงบริเวณหน้าอกหัก นี่ไม่ใช่อาการบาดเจ็บสาหัสมีโอสถคอยรักษา เขาจะฟื้นตัวได้ภายในสามวัน
“เหลวไหล! ผู้ใดพ่ายแพ้กันเขารับกระบวนท่าที่สามของข้าไม่ได้ต่างหาก นี่ยังไม่รวมที่เขาโจมตีข้า” ศิษย์พี่หนิวโต้เถียงเสียงดัง ไม่รู้ทำไมยามนี้เขาถึงหวาดกลัวในตัวเย่หยางเสียเต็มประดา
ขณะเย่หยางเดินมาหาเขา ทุกย่างก้าวดูเหมือนจะก้าวเข้าสู่หัวใจเขารู้สึกเย็นเยียบไปถึงกระดูก กลิ่นอายมรณะอบอวลไปทั่วทั้งจิตใจ
“เยี่ยม! เช่นนั้นก็ลืมเรื่องเดิมพันไปซะข้าเย่หยางจะเดิมพันกับเจ้าเอง”
เขาเหลือบมองสมาชิกของเมืองหลัวอิ๋งแล้วกล่าวว่า "ข้าจะใช้กระบวนท่าเดียวเท่านั้นถ้าเจ้าต้านรับได้ ศิษย์ทั้งหมดของเมืองปาฮวงจะหันหลังกลับไม่เข้าร่วมการทดสอบแข่งขันในสำนักเทียนอู่เจ้ากล้าหรือไม่”
วาจาของเย่หยางทำให้ทุกคนตื่นตระหนกแม้แต่หลี่เฉิงเฟิงยังตกตะลึง แต่ก็ไม่ได้กล่าวอันใดตั้งแต่เย่หยางกลับมาจากการฝึก เขาก็ไม่อาจละสายตาจากเด็กผู้นี้ได้เลยช่างเถอะ…ปล่อยให้เขาจัดการ ดูเหมือนเย่หยางจะมีความมั่นใจเป็นอย่างมากอย่างน้อยก็ไม่เคยเห็นเด็กผู้นี้พ่ายแพ้สะดุดขาตัวเองล้มเลยสักครั้ง
“ได้! ข้ายอมรับคำท้า” ศิษย์พี่หนิวรับคำด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น