ตอนที่ 203 อันดับสิบของโลก
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
ข่าวการจัดอันดับร้อยอันดับแรกฉบับใหม่ถูกแพร่ออกไปทั่วโลก
อย่างที่รู้กันว่าการจัดอันดับเหล่านี้จะถูกเปลี่ยนแปลงทุกๆ สิบปี โดยนิตยสารที่มีความน่าเชื่อถือเพราะชื่อเสียงที่ก่อตั้งมาหลายร้อยปี
มันคือการสร้างคลื่นความโกลาหลอันใหญ่โต โดยเฉพาะชื่อของ “เฟิร์สวัน” ที่มีผลต่อการจัดอันดับนี้เป็นอย่างมาก
เฟิร์สวันเป็นตัวตนเดียวที่ไร้ชื่อแต่กลับเป็นเวเนเตอร์แรงค์ SSS น่าใหม่ที่เปิดตัวก็ขึ้นมาถึงอันดับสิบในทันที
แต่สิ่งนี้ไม่น่าสนใจเพราะการวิเคราะห์ของสำนักข่าวหลายแห่งที่นำเขาและสตอมมาเปรียบเทียบกัน ด้วยเพราะว่าทั้งสองคืออัจฉริยะทางด้านพลังจิตเหมือนกัน
การกวาดผ่านมอนสเตอร์ที่เฟิร์สวันเคยทำ สตอมเองก็เคยทำมันมาแล้วเช่นกัน
เพียงแต่เฟิร์สวันทำได้อหังการยิ่งกว่า นั่นคือตอนที่สตอมกวาดล้างมอนสเตอร์ เขาสามารถใช้คลื่นพลังจิตกวาดผ่านมอนสเตอร์จนเกิดการสั่นสะเทือนไปถึงอนุภาคเซล จนทำให้มอนสเตอร์ที่เขากวาดผ่านร่างระเบิดแตกสลาย ซึ่งเขามีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการโจมตีราชามอนสเตอร์ และสามารถล้มราชามอนสเตอร์ได้ตัวคนเดียวเช่นกัน
ทว่าพลังจิตของเฟิร์สวันนั้นกลับแตกต่างออกไป ด้วยการยืนยันของเวเนเตอร์ทั้งหลายและผู้นำนิวโฮปถึงสองประเทศ ว่าเขาสามารถกวาดผ่านมอนสเตอร์จนตายตกไปเสียดื้อๆ มอนสเตอร์ไม่มีร่องรอยของการต่อสู้ก็ตายตกไปเสียแล้ว ราวกับว่าแค่เขาปรากฏตัวก็ทำให้สิ่งมีชีวิตวิญญาณแตกดับได้แล้ว
ทั้งยังมีรายงานว่าความสามารถของเฟิร์สวันยังทำให้พลังรบของราชามอนสเตอร์ลดลงได้อีกด้วย เขานั้นมีทั้งความสามารถในด้านการโจมตีและการสนับสนุนที่น่าตื่นตะลึง นิตยสารฉบับนี้จึงลงความเห็นว่าอันดับสิบที่เหนือกว่าสตอมคือการจัดอันดับที่เหมาะสม
สำนักข่าวมากมายเผยแพร่เรื่องนี้ออกไป และวิเคราะห์หลายอย่างออกมาจนมีผลลัพธ์ไปในทางเดียวกันว่าเฟิร์สวันอาจจะแข็งแกร่งกว่าสตอม
เพราะเหตุนี้จึงทำให้บุรุษผู้มีเรือนผมสีทองรู้สึกขุ่นเคืองเป็นอย่างมาก
บ้านหลังใหญ่บนเกาะส่วนตัวของเขาแทบจะกลายเป็นผุยผงเพราะโทสะของเขา
“ฉันด้อยกว่าเฟิร์สวันอย่างนั้นหรอ? กล้าดียังไงถึงได้เขียนข่าวแบบนี้ออกมา!” เสียงคำรามอันเต็มไปด้วยพลังระเบิดขึ้น ทำให้ผู้คนที่รับใช้บนเกาะต้องหวาดผวา
สายตาของบุรุษผมทองมองไปที่เส้นขอบฟ้าอย่างเยียบเย็น ไม่มีใครสามารถมองเห็นความคิดของเขาได้
นอกจากสตอมแล้ว ยังมีผู้คนอีกมากมายที่ขุ่นเคืองกับการจัดอันดับนี้
เนื่องจากไม่มีหลักฐานเป็นที่ประจักษ์ พวกเขาจึงไม่เชื่อคำพูดของพยาน นอกเสียจากมีหลักฐาน ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะไม่ยอมรับเรื่องนี้
ไม่ว่าผู้คนจะเดือดดาลอย่างไร แต่เฟิร์สยังคงใช้ชีวิตเป็นปกติ สิ่งที่ต่างออกไปคือเขาใช้พลังอักขระเสริมค่ายกลบนภูเขาให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นเพื่อป้องกันการรุกรานจากแขกที่ไม่ได้รับเชิญ
แม้ผู้คนทั่วโลกจะตามตัวและพยายามสืบประวัติของเขา แต่สิ่งที่พวกเขาได้รับคือความว่างเปล่า และคำบอกเล่าที่ว่าเฟิร์สวันนั้นรักในความสันโดษ
หากไม่มีภัยพิบัติที่ร้ายแรงเขาจะไม่ออกมาจากที่ซ่อน
แม้ว่ารัฐบาลไทยในตอนนั้นจะจัดพิธีมอบเหรียญเกียรติยศให้กับเฟิร์ส หรือมหาลัยมากมายจะมอบดุษฏีบัณฑิตให้กับเขา แต่เฟิร์สกลับไม่ได้ตอบรับในความหวังดีเหล่านั้น เขายังคงเก็บตัวเงียบและใช้ชีวิตสันโดษอยู่บนเขา
ตัวตนของเฟิร์สวันจึงมีความลึกลับมาก
แม้มีบางคนสามารถสืบรู้ความลับที่อยู่ของเฟิร์สมาได้ และมีหลายครั้งที่ผู้คนต้องการบุกเข้าไปในภูเขา แต่ก็ถูกค่ายกลขั้นสีม่วงสกัดกั้นเอาไว้
ซึ่งเฟิร์สวางเขตแดนชั้นนอกเป็นค่ายกลลวงตา ชั้นกลางเป็นค่ายกลป้องกัน และชั้นในเป็นค่ายกลโจมตี
หากมีผู้ที่พยายามจะฝ่าฝืน แน่นอนว่าพวกเขาอาจมีอันตรายถึงชีวิต
ในอินเตอร์เน็ตต่างพูดคุยกันในเรื่องของเฟิร์สวันอย่างดุเดือด พลังการสนใจเรื่องของคนอื่นของคนในอินเตอร์เน็ตนั้นร้ายกาจมาก จนเวลาไม่นานข่าวที่อยู่ภูเขาของเฟิร์สก็แพร่ออกไป
มีคนมากมายพยายามจะบุกขึ้นมาบนภูเขาลูกนั้น แต่พวกเขาก็พบค่ายกลอันน่าหวาดหวั่นขับออกไป ค่ายกลลวงตาของเฟิร์ส สามารถทำให้พวกเขาหลงทิศแล้วกลับออกไป
ในวันหนึ่งนั้นเอง
“พี่เฟิร์สดูเหมือนว่าจะมีคนพยายามบุกเข้ามาอีกแล้ว” ยอเน๊เอ่ยเมื่อเขาได้รับรายงานมาจากคนงานในภูเขา
บนภูเขาลูกนี้นอกจากเฟิร์สและครอบครัวแล้ว ยังมีเด็กๆ ที่เขารับเลี้ยงและคนงานจำนวนหนึ่งที่ทำหน้าที่ดูแลเรื่องจิปาถะต่างๆ ให้กับเขา
เฟิร์สเลี้ยงคนเป็นจำนวนมาก แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้กระทบต่อทรัพย์สินของเขาเลยแม้แต่น้อย
หลังจากข่าวอันดับสิบของโลกออกมา ภูเขาลูกนี้ก็ถูกปิดทางเข้าออก ผู้ที่จะเดินทางออกไปยังโลกภายนอกได้ต้องเดินทางผ่านค่ายกลเคลื่อนย้ายเท่านั้น ซึ่งจะมีแต่ผู้ที่เฟิร์สระบุไว้เท่านั้นจึงจะสามารถใช้งานมันได้
ต่อให้ข่าวของค่ายกลนี้เล็ดลอดออกไป คนนอกก็ไม่สามารถเข้ามาได้อยู่ดี
แม้แต่ผู้การภาวินเอง หากเขาต้องการพูดคุยกับเฟิร์สเป็นการส่วนตัว ก็จะเป็นเฟิร์สมากกว่าที่ออกไปหาเขา เรียกได้ว่าคนนอกไม่มีโอกาสที่จะเข้ามาที่นี่ได้
เด็กหนุ่มผมสีเงินเงยหน้าขึ้นมาจากแท็บเล็ท เขายิ้มให้กับยอเน๊และเอ่ย “ช่างพวกเขาเถอะ เดี๋ยวพวกเขาก็เลิกกันไปเอง ต่อให้พวกเขามีความสามารถผ่านทั้งสองด่านเข้ามาได้ เมื่อเจอกับด่านสุดท้ายพวกเขาจะต้องหนีกลับไปอยู่ดี หากฝืนเข้ามาก็มีแต่ต้องตายเท่านั้น”
“ค่ายกลที่พี่เฟิร์สทำร้ายกาจขนาดนั้นเลยหรอ?” ยอเน๊เอ่ยถาม
“อย่าได้ไปคิดลองเชียว” เฟิร์สกล่าวอย่างยิ้มๆ
“ผมไม่กล้าหรอกพี่ ว่าแต่นั่นพี่กำลังอ่านอะไร?”
“ก็นิยายที่เราแนะนำพี่ไง ตอนนี้พี่อ่านจบแล้ว มีเรื่องอะไรจะแนะนำเพิ่มอีกรึเปล่า?”
“ห๊ะ! อ่านจบแล้วผมพึ่งแนะนำให้พี่อ่านเมื่อเช้านี้เองนะ แต่ตอนนี้พี่บอกว่าพี่อ่านนิยายสามพันกว่าตอนจบแล้ว”
คนเป็นพี่พยักหน้าและยิ้ม
“ใช่ พี่อ่านจบเรียบร้อยแล้ว”
ยอเน๊มองหน้าพี่ชายของเขาอย่างทึ่งๆ
เนื่องจากเขาเห็นว่าเฟิร์สอยู่ว่างๆ ไม่ได้ทำอะไร เขาจึงแนะนำนิยายออนไลน์ให้เฟิร์สอ่าน ต้องรู้ไว้ว่านิยายสนุกๆ เดี๋ยวนี้มีให้อ่านเป็นพันๆ ตอน เขาคิดว่าพี่ชายของเขาสามารถอ่านมันเพื่อฆ่าเวลาได้
ทว่าเฟิร์สกลับอ่านได้เร็วมาก ยอเน๊ใช้เวลาหลายปีอยู่ในวงการนี้ แต่ก็ไม่เคยเห็นใครอ่านได้เร็วขนาดนี้
เขาไม่เชื่อว่าจะมีใครอ่านนิยายได้เร็วขนาดนี้
ยอเน๊ไม่รู้ว่าเฟิร์สใช้การคัดลอกนิยายนำไปไว้ในโลกเพลิงสีเงิน ที่นั่นเขามีเวลาอ่านนิยายมากมาย แม้ว่าในโลกความจริงเวลาจะผ่านไปไม่ถึงวันเท่านั้น
เฟิร์สสามารถใช้งานอดิเรกนี้ผ่อนคลายอารมณ์จากการฝึกฝนได้
หลังจากได้อ่านนิยายไปหลายเรื่องเขาก็ได้แนวคิดหลากหลายในการบ่มเพาะ แม้ว่าความคิดเหล่านั้นส่วนมากจะเป็นไปไม่ได้ก็ตาม แต่มันได้เปิดโลกทัศน์ของเขามากมาย
อย่างไรก็ตามเขายังคงบ่มเพาะอย่างสงบอยู่บนภูเขาเรื่อยๆ
เมื่อเรื่องราวของภูเขานี้ถูกแพร่ออกไป ว่าไม่มีใครสามารถผ่านด่านเข้าไปด้านในได้ พวกเขาก็เริ่มเรียกภูเขาลูกนี้ว่า “ภูเขาสันโดษ” ตามนิสัยของเฟิร์สวัน
วันเวลาผ่านไปเรื่อยๆ สองปีผ่านไปหลังจากการประกาศร้อยอันดับแรกของโลก เฟิร์สได้อ่านนิยายมากมายหลายเรื่อง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังบ่มเพาะพลังอักขระอยู่ตลอดเวลา
ด้วยขอบเขตพลังขั้นสีม่วงทำให้เขามีพลังสมาธิมหาศาล สามารถแบ่งสมาธิทำได้หลายอย่าง หนึ่งใช้ชีวิตดังเช่นปุถุชนคนธรรมดาอยู่กับครอบครัว หนึ่งขุดค้นอักขระในวิถีชี้แนะ และอีกหนึ่งทำความเข้าใจอักขระในโลกเพลิงสีเงิน ทั้งหมดล้วนถูกทำในคราวเดียวกัน
จนกระทั่งในวันหนึ่งนั้นเอง เกิดข่าวใหญ่ที่ทำให้คนทั้งโลกปั่นป่วน
นั่นคือการประกาศความต้องการของเวเนเตอร์ร้อยอันดับแรกของโลกคนหนึ่ง
เขาก็คือ “สตอม”
หลังจากที่เขาอดทนมานานนับปี ในที่สุดก็ไม่สามารถทนได้อีกต่อไป
แม้ข่าวอันดับสิบเฟิร์สวันจะซาลงไปบ้างแล้ว แต่นับวันข่าวภูเขาสันโดษก็ยิ่งมีชื่อเสียงมากขึ้น
ยิ่งเป็นข่าวเมื่อหลายเดือนก่อนที่หนึ่งในเวเนเตอร์ร้อยอันดับแรกของโลกได้เดินทางไปเมืองไทยเพื่อพบกับเฟิร์สวัน เขาบุกไปที่ภูเขาสันโดษ แต่ท้ายที่สุดก็ถูกขับไล่ออกมาด้วยสภาพที่ไม่น่าดู
ชื่อเสียงของเฟิร์สวันยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น จนผู้คนเริ่มพูดว่าเขาคือผู้ใช้พลังจิตที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก
ณ จุดนี้จึงเป็นจุดเดือดสูงสุดของสตอม ทำให้เขาประกาศผ่านสื่อออกมาว่า “ฉันขอท้าสู้กับนาย ... เฟิร์สวัน นายกล้าต่อสู้กับฉันหรือไม่?”